สิงคโปร์ตามใจฉัน : เที่ยวสิงคโปร์ 3 วัน 2 คืน แบบชิคๆ ! [ตอนที่ 1]

เชื่อว่าสิงคโปร์นั้นเป็นจุดหมายที่นักเดินทางชาวไทยเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี บางคนก็ชอบ บางคนก็บอกว่ามันน่าเบื่อ แต่จริงๆแล้ว สำหรับเรา สิงคโปร์เป็นที่ที่ไปได้เรื่อยๆนะ เพราะเดินทางง่าย อยู่ใกล้และสะดวกมากๆ

สำหรับเรา การไปสิงคโปร์แต่ละครั้งนั้นมันไม่เหมือนกันซักครั้ง ต้องสารภาพตรงๆว่า เวลาเราเลือกไปสิงคโปร์เอง ส่วนใหญ่ไปเพราะอีเวนท์อะไรซักอย่าง ไม่ว่าจะเป็น คอนเสิร์ต นิทรรศการศิลปะ การแสดงมิวสิคคัล  อย่างครั้งนี้เอง เราก็มาเพื่องานฮาโลวีนของ Universal Studios Singapore ซึ่งได้รีวิวไปแล้ว สามารถไปอ่านได้ คลิ๊กที่นี่ สนุกมากๆ เลยค่ะ ปีนึงมีครั้งนึง

แต่รู้อะไรมั้ย ทุกครั้งที่ได้ไปเกาะเล็กๆแห่งนี้ ยิ่งรู้สึกว่าเกาะนี้มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าไปทีไรก็เที่ยวไม่หมดซักที โดยเฉพาะสายคาเฟ่ฮอปปิ้ง และ สายถ่ายรูปนะ ลิสท์ยังเหลืออีกเพียบ

และนี่ก็เป็นที่มาของทริป “สิงคโปร์ตามใจฉัน” นั่นเอง


ข้อมูลทั่วไป

– คนไทยสามารถเดินทางเพื่อไปท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า
– สิงคโปร์เป็นเมืองที่รวมคนไว้หลายเชื้อชาติ ทั้งเชื้อสายจีน มาเลย์ อินเดียน
– ทำให้มีภาษาราชการ ถึง 4 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ จีนแมนดาริน มลายู และ ทมิฬ
– ซึ่งแม้ว่าจะมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ แต่คนรุ่นก่อนๆ ก็ยังพูดได้แค่พื้นฐาน ซึ่งเราคิดว่า ง่ายสำหรับคนที่หัดเที่ยวและภาษายังไม่แข็งแรงค่ะ
– แล้วก็จะมีภาษาอังกฤษสำเนียงสิงคโปร์ ที่เรียกว่า Singlish ถ้าอธิบายคร่าวๆ ก็จะคล้ายๆ กับการพูดภาษาอังกฤษที่คิดแกรมม่าเป็นภาษาจีน อะไรประมาณนั้นค่ะ
– ข้อดีของการมีหลายเชื้อชาติที่นี่ ทำให้อาหารในสิงคโปร์ มีความหลากหลาย และ หาทานถูกปากง่ายมาก นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องที่สิงคโปร์เป็นเมืองที่มี expat ชาวตะวันตกมาอยู่เยอะมากๆ ทำให้วัตถุดิบและร้านอาหารตะวันตกดีๆ มีมากไปด้วยค่ะ
– สิงคโปร์เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมงนะคะ
– ใช้เงินสกุล สิงคโปร์ดอลล่า ค่ะ แลกจากร้านในไทยไปได้เลย ชิวๆ ค่ะ
– การเดินทางในเกาะสิงคโปร์ เราซื้อ Ez-link ไปเลยเพราะขี้เกียจต่อคิวซื้อบัตรใหม่ทุกครั้ง แล้วก็ใช้กูเกิ้ลแมพเอาค่ะ ไม่ก็ใช้ใต้ดินแล้วเดินเอาค่ะ


การเดินทาง

จากกรุงเทพ ไปสิงคโปร์ มีหลากหลายสายการบินมากๆ เลยค่ะ ทั้งฟูลคอสท์ โลว์คอสท์ ส่วนตัวเราชอบ Singapore Airlines ที่สุดนะคะ แต่หลายครั้ง ก็ดูจากเวลาที่สะดวก และ ราคา ค่ะ ใช้เวลาบิน ประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที

ลองเทียบตั๋วราคาถูกกันได้ที่ Skyscanner.com เลยค่ะ คลิ๊กเลย

ส่วน ตม. ที่ชางฮี นี่ เราโชคดี เร็วทุกรอบ ไม่เกิน 15 นาที แต่ก็มีเพื่อนที่ต้องรอคิวนานๆ เหมือนกันค่ะ เผื่อเวลาไว้หน่อยก็ดีค่ะ

อ้อ เดินทางไปทางบกก็ได้นะคะ เราเคยไปครั้งนึง นั่งรถไฟไปลงหาดใหญ่ แล้วจากหาดใหญ่นั่งรถตู้ไปปีนัง (อ่านรีวิวได้ที่นี่) แล้วก็ต่อรถไฟ หรือ รถบัส ไปถึง ยะโฮบารูห์ ผ่านด่าน Woodlands ได้เลยค่ะ แล้วก็นั่งบัส/รถไฟเข้าไปตรง downtown << อันนี้ เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวแบบแบ๊กแพ๊คหลายเมือง เพราะรวมๆ แล้ว ตั๋วอาจจะแพงกว่า ตั๋วเครื่องบินโลว์คอสท์แบบมีโปรนะคะ

อีกทางที่ฮิตกันช่วงหลังๆ คือ ไป Cruise ค่ะ ขึ้นที่สัตหีบไป

เรามีรีวิวการเดินทางไปสิงคโปร์กับ SCOOT มาฝากด้วยค่ะ Click Here


ที่พัก

สิงคโปร์มีที่พักหลากหลายมากค่ะ ตั้งแต่ Hostel ไปจนถึงโรงแรมหรู เราว่าหลักๆ ถ้าไม่ไกลจากรถไฟฟ้า ก็ถือว่าเดินทางสะดวกแล้ว ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าแพลนจะไปไหนบ้าง ลองเปิดอ่านรีวิวผู้เคยเข้าพักคนอื่นๆ ก่อนก็ได้ค่ะ

ปกติเราใช้ Booking.com ถ้าจะหาโรงแรมราคาถูกก็กดคลิ๊กเลือกให้มันไล่รีวิวดีราคาถูกขึ้นมาก่อน

ค้นหา โรงแรม ราคาถูก ในสิงคโปร์ ได้ คลิ๊กที่นี่


สำหรับรีวิวฉบับนี้ :

– ไป 3 วัน 2 คืน
– เก็บร้านที่ได้ดาวมิชลินสตาร์ และ อยู่ในลิสท์ Asia’s 50 Best Restaurants กัน 2 ร้าน
– เราตามรอยโลเคชั่นหนัง Crazy Rich Asians กันด้วย
– เป็นอีกทริปที่เน้นจุดถ่ายรูปสวยๆ ร้านน่ารักๆ และบาร์เก๋ๆ
– ไปจุดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ Gardens by the bay, ArtScience Museum, และ Marina Bay Sands

สำหรับตั๋วเข้าจุดท่องเที่ยวต่างๆ เราซื้อผ่าน Klook ด้วยเหตุผลหลักๆคือ ถูกกว่า, ไม่กำหนดวัน และ ไม่ต้องต่อคิว

เรื่องไม่ฟิกซ์วันนี่สำคัญมาก เพราะถ้าจองตรง มันกำหนดวันและช่วงเวลา ซึ่งอย่างที่บอกว่า พอเป็นทริปตามใจตัวเองเนี่ย มันกำหนดยาก เราชิวกันมาก ไม่กำหนดตารางอะไรเลย ทำให้สะดวกมากๆ

เราพักกันที่โรงแรม Furama Riverfront ค่ะ อยู่แถวย่าน Tiong Bahru ค่ะ อ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่


Day 1 : Chijmes – Bugis – Haji Lane

เราบินมาไฟลท์เช้าค่ะ มาถึงสิงคโปร์สายๆ หลังจากเช็คอินที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราก็มาที่แรกค่ะ Chijmes (อ่านว่า ไชมส์) อยู่ใกล้สถานี City Hall

ภาพนี้อาจจะเป็นที่คุ้นตาจากภาพยนต์เรื่อง Crazy Rich Asians เป็นสถานที่ใช้จัดงานแต่งงานของเพื่อนพระเอกค่ะ ภายในจะมีร้านอาหารมากมาย วันที่เรามาก็มีคนจัดงานแต่งนะคะ

เรามาที่นี่เพื่อมาเก็บร้านหนึ่งดาวมิชลิน ชื่อร้าน Whitegrass ค่ะ ได้อันดับที่ 50 ใน Asia’s 50 Best Restaurants 2018

นอกจากพรีเซนเทชั่นของอาหารที่สวยงามมากแล้ว เราชอบที่เชฟทำอาหารได้มีกลิ่นอายของรสชาติที่คนเอเชียน่าจะคุ้นเคย Iberico Pork Neck คืออร่อยมาก แผ่นขาวๆด้านบนทำมาจากหอยเชลล์ พร้อมซอสที่ละมุน คอหมูโคตรนุ่ม และรสสัมผัสเข้มข้นมาก แต่ไม่หนักจนเกินไป ทานแล้วฟินมากค่ะ แล้วก็ Braised French Duck นุ่มและรสชาติดีมากๆ ร้านสวย บรรยากาศดี จัดว่าสมดาวค่ะ

ในแถวๆ ย่าน City Hall ก็จะมีที่ที่คนฮิตไปถ่ายรูป อย่าง Fort Canning, Ministry of Communications แล้วก็ ที่เรามาสิงคโปร์หลายครั้งเลยก็คือ National Gallery ที่มักจะนำงานศิลปะระดับโลกมาให้ชมแบบไม่ต้องบินไปถึง นิวยอร์ค หรือ ปารีส เลยค่ะ ตอนสมัยเรายังเรียนมหาลัยอยู่ ใช้บัตรนักศึกษา เป็นประเทศ Asean ก็เข้าฟรีนะคะ ดีใจมาก เป็นนิทรรศการจาก Musee D’orsay ทั้ง Van Gogh, Monet, Renoir รู้สึกคุ้มและอิจฉาคนสิงคโปร์มาก อีกครั้งนึงก็ไปดูงานของ Yayoi Kusuma จัดงานได้ดีเช่นเคยค่ะ

ภาพในตำนาน ตอนนั้น เค้าเวียนมาจัดตอนปี 2011 ค่ะ

นิทรรศการเวียนของ Yayoi Kusama ตอนปี 2017 กดเข้าไปดูรีวิวกันได้ค่ะ Click

จากนั้น เรานั่งรถบัสไปอีกสั้นๆ เพื่อไปลงแถวๆ Bugis ค่ะ ย่านนี้จะมีย่าน Arab Street

บันไดเวียนสีๆ อันนี้ อยู่ตรง Bugis Village ค่ะ อยู่แถวๆ หลังตึกเนี่ยแหล่ะค่ะ แต่เราหาทางขึ้นไม่เจอนะ

เดินมาอีกนิดนึงก็จะถึง Haji Lane ซึ่งเป็นตรอกเล็กๆ มีร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านขนม บาร์ เต็มไปหมด และ จะคึกคักช่วงค่ำค่ะ แถวนี้ก็จะ ทัวริสตี้ นิดนึงนะคะ

ซึ่งสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาแถวนี้ ก็คือ สตรีทอาร์ทค่ะ มีเต็มไปหมดเลย คนก็จะแน่นๆ นิดนึง

นอกจากร้านอาหารแล้ว ตามตรอกซอกซอย จะมีพวกร้านขายผ้า ขายโคมไฟ สไตล์อาหรับ ซึ่งเราดูแล้วราคาแพงกว่าแถวตะวันออกกลางเยอะเลยค่ะ

ถัดมาอีกซอย ก็จะเป็นหนึ่งในจุดที่บล็อกเกอร์ฝรั่งชอบมาถ่ายรูปกันค่ะ เป็นที่ตั้งของ Masjid Sultan


ข้อมูลจาก เว็ปไซต์การท่องเที่ยวสิงคโปร์ :

มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1824 เพื่ออุทิศแด่สุลต่านฮุสเซน ชาห์ (Sultan Hussein Shah) สุลต่านองค์แรกของสิงคโปร์ ในครั้งนั้น เซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ (Sir Stamford Raffles) บิดาผู้ก่อตั้งสิงคโปร์ยุคใหม่ ได้บริจาคเงินจำนวน 3,000 ดอลลาร์ เพื่อนำไปใช้ก่อสร้างอาคารชั้นเดียวที่มีหลังคา 2 ชั้น

ร้อยปีต่อมามัสยิดหลังเก่าแห่งนี้ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรมเป็นอย่างยิ่ง มัสยิดที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ เดนิส แซนทรี (Denis Santry) จากบริษัท Swan and Maclaren บริษัทสถาปนิกเก่าแก่ที่สุดของสิงคโปร์ และสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1932

ข้อมูลที่แทบไม่มีใครทราบเลยนั่นก็คือ ในระหว่างที่ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์มัสยิดแห่งนี้ ทางการจำเป็นต้องสร้างถนนนอร์ท บริดจ์ (North Bridge Road) ให้เลี้ยวอ้อมมัสยิดแห่งนี้ เนื่องจากถนนเส้นนี้ถูกต่อเติมออกไปจนเลยถนนอาหรับ (Arab Street)

เมื่อคุณอยู่ที่นั่น ให้จับตาดูโดมรูปหอมใหญ่ดี ๆ ฐานของแต่ละโดมประดับประดาด้วยแก้วก้นขวดที่บริจาคโดยมุสลิมผู้ยากไร้ในระหว่างการก่อสร้าง เพื่อที่ว่ามุสลิมทั้งหลาย (ไม่ใช่แต่เฉพาะผู้ที่มั่งคั่ง) จะได้มีส่วนร่วมในการก่อสร้าง

มัสยิดแห่งนี้ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติในปี ค.ศ. 1975 เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนพี่น้องชาวมุสลิมในสิงคโปร์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หากไปที่นั่นในช่วงเดือนรอมฎอน เดือนที่ชาวมุสลิมถือศีลอด ให้ลองเดินสำรวจตลาดกลางคืนในย่านนั้นและแผงขายอาหารที่มีให้เลือกมากมาย


หลังจากนั้น เราก็เดินเล่นต่อมานิดหน่อยค่ะ แถวนี้ ตึกสวยๆ เพียบเลยนะคะ

เดินเล่นๆ มาจบช่วงเย็นๆ ที่บาร์ ในโรงแรม The Vagabond Club ซึ่งที่นี่มีวิสกี้รูม และ บาร์ที่ดีไซน์สวยงามมาก ที่สำคัญยังมีวิสกี้ขวดที่หายาก ในไทยไม่น่าหาได้หลายขวด ให้เลือกเต็มเลยค่ะ

ห้องสวยมากนะคะ ตามไปจองกันได้ที่ >> Click Here

วันนี้จบวันด้วยการไปเที่ยว งาน ฮาโลวีน ที่ Universal Studios ซึ่ง 1 ปี จะจัดกัน ช่วงเดือน ตค. ทั้งเดือนนะคะ สนุกมากๆๆๆ ขอแนะนำเลยค่ะ เป็นโอกาสไม่กี่ครั้งที่จะได้เที่ยวสวนสนุกตอนกลางคืน ตามไปอ่านได้ที่นี่


Day 2 Little Indian – Orchard Road – Bukit Pasoh – Garden by the Bay – Marina Bay Sands

ต้องอธิบายก่อนว่า ส่วนใหญ่ แพลนในแต่ละวันของเรา จะขึ้นอยู่กับว่า จองร้านอาหารที่ไหนได้นะคะ เพราะร้านส่วนใหญ่ที่ไปจะจองยากนิดนึง แล้วก็การไปแต่ละครั้ง เราจะมีร้านที่ยากไปตามกิน ดังนั้น บางที่อาจจะดูอ้อมไปอ้อมมา ถ้าใครไม่ได้ยึดร้านอาหารที่ต้องจอง ก็สามารถแพลนทริปให้เป็นย่านๆ ไป ก็จะง่ายกว่าค่ะ 

วันนี้ เริ่มต้นวันกันที่ Little Indian ค่ะ ก็จะมีบ้านน่ารัก สีสันสดใส ร้านค้าก็จะขายของคล้ายๆ กับ พาหุรัด นิดนึงค่ะ

ที่นี่เราได้ผ่านมาโรงแรม The Great Madras มีมุมถ่ายรูปน่ารักมากๆ หลายมุมเลยค่ะ มีความ Wes Anderson มากๆ

นอกจากนั้น แถวนี้ก็จะมีพวกร้านค้า ขายของ อย่างที่บอกว่าจะ อารมณ์พาหุรัดๆ นิดนึง มีขนมอินเดียอร่อยๆ เพียบ

ถัดจากแถวนี้ แล้วเรามีจองมื้อเที่ยงไว้ที่ร้าน มิชลิน 2 ดาว เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดอันดับที่ 16 ของเอเชีย ที่นี่เป็นหนึ่งในร้านที่ดีที่สุดที่เราไปมาในเอเชียจริงๆ ชื่อร้าน Les Amis เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสเก่าแก่ในสิงคโปร์เลยค่ะ ชีสดีมาก อลังการมาก ไปอ่านรีวิวได้เลย แล้วราคาไม่แพงอย่างที่คิดนะคะ เพราะอาหารทั่วไปในสิงคโปร์ค่อนข้างแพง เราเลยเลือกทานแบบนี้มากกว่า

เนื่องจากร้านตั้งอยู่ย่านออชาร์ด เราเลยใช้ช่วงบ่ายวันนี้ เดินช้อปปิ้งแถวถนนออร์ชาร์ดนิดหน่อยค่ะ

พอบ่ายแก่ๆ เราก็ไปเดินเล่นในย่าน Bukit Pasoh ซึ่งมี shophouse แบบดั้งเดิมให้ถ่ายรูป และเป็นอีกโลเคชั่นสำคัญในภาพยนต์เรื่อง Crazy Rich Asians อีกด้วยค่ะ เพราะเป็นที่ที่นางเอกมานั่งคุยกับเพื่อนตลอด

พิกัดตรงนี้คือร้าน Humpback restaurant ค่ะ เสร็จจากที่นี่เรามีนัดทานข้าวกับเพื่อนตอนเย็นใกล้ๆ กันเลย


เขียนมาค่อนข้างยาว เราขออนุญาตแบ่งโพสท์เป็น 2 ตอนนะคะ สามารถตามไปอ่านตอนที่ 2 ได้ คลิ๊กที่นี่เลย

สำหรับตอนต่อไป เราจะพาไปเที่ยว Garden by the bay, Marina May Sands และ โรงแรมสุดหรูและชิลในเกาะเซนโตซ่า อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ

อ่านรีวิวต่างๆ ของสิงคโปร์ได้ที่นี่

สิงคโปร์ตามใจฉัน [ตอนที่ 2] : คาเฟ่น่ารัก ร้านวิวสวย และ ที่ที่ต้องไปเช็คอิน

[รีวิว] SCOOT สายการบินโลว์คอสท์จากสิงคโปร์ ที่มีเที่ยวบินจากทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ
[รีวิว] Gardens By The Bay สิงคโปร์ เข้าโดมยักษ์ และ ทางเดินสกายเวย์สุดอลังการ
[รีวิว] ArtScience Museum Singapore พิพิธภัณฑ์เก๋ใน สิงคโปร์ กับนิทรรศการอินเตอร์แอคทีฟสุดคูล
สีสันน่ารัก จากย่าน Little India อีกหนึ่งวัฒนธรรมในประเทศ สิงคโปร์
[รีวิว] Arab Street, Haji Lane, Bugis ย่านแห่งสีสันในสิงคโปร์ที่คุณจะได้รูปสวยเพียบ
[รีวิว] Bukit Pasoh สิงคโปร์ ย่านเก๋ ตามรอย Crazy Rich Asians
[รีวิว] Chijmes ตึกสวยมีสเน่ห์ใจกลางสิงคโปร์ ตามรอยโลเคชั่น Crazy Rich Asians

หากชอบรีวิว ช่วยกดไลค์เพจเป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่า

error: