[รีวิว] Les Amis ร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศในสิงคโปร์ พร้อมรางวัล 2 ดาวมิชลินและอันดับที่ 16 ของเอเชีย

หลายๆ คนรอบตัวเรามักกล่าวว่า สิงคโปร์ไม่ค่อยมีอะไรอร่อย แต่ส่วนตัวเรานั้น กลับมองว่า มันอยู่ที่เรากำลังมองหาของกินแบบไหนในสิงคโปร์มากกว่า อาหารบางแนว ก็ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์อาจจะสู้เมืองอื่นไม่ได้ แต่สำหรับเรานั้น ร้าน Fine Dining และ บาร์ในเกาะเล็กๆ เกาะนี้ เป็นอะไรที่สนุกและน่าตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะอาหารตะวันตกที่มีตัวเลือกน่าสนใจเยอะมากหากเทียบกับเมืองอื่นในเอเชีย วันนี้ เราขอรีวิว ร้านที่เราประทับใจสุดๆ และคิดว่าจะกลับมาทานอีก อย่างร้าน Les Amis ร้านอาหารฝรั่งเศสสไตล์คลาสสิคอายุกว่ายี่สิบปี ใกล้ถนน Orchard

หากกล่าวถึงร้านอาหารฝรั่งเศสที่ติดทุกโผอันดับต้นๆ ทุกสำนักของสิงคโปร์และเป็นเจ้าของดาวมิชลิน 2 ดาว ในสิงคโปร์จะมีอยู่ 2 ร้าน บอกตรงๆ ว่า เราจองทันแค่ร้านนี้ร้านเดียว และ จองทันแบบเป็น Waiting List ด้วย ดังนั้น หากใครจะไป ต้องจองกันล่วงหน้าซัก 2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อยนะคะ

ร้าน Les Amis เปิดมาตั้งแต่ปี 1994 และก็มีรางวัลจากสำนักท้องถิ่นต่างๆ การันตีมาโดยตลอด จนถึงวันที่สิงคโปร์เปิดตัว Michelin Guide รวมถึง Asia’s 50 Best Restaurants ที่นี่ ก็คว้าสองดาวมิชลิน เคยได้อันดับ 12 เป็นอันดับสูงสุด รวมถึงเคยได้รางวัล Asia’s Best Pastry Chef ในปี 2016 ซึ่งเราเองก็คิดว่า Pastry ของที่นี่จัดว่าสมรางวัลจริงๆ (ตอนแรกเราไม่ทราบว่ามีรางวัลเหล่านี้ แต่เราไปทักเค้าเรื่องยีสท์และเนย เลยทราบมา)

ทำไมเราถึงดูอวยที่นี่หนักขนาดนี้ เอาตรงๆ น่าจะเป็นเพราะการเลือกวัตถุดิบที่ดีมากๆๆๆๆ แบบที่ทำให้อาหารอร่อยแบบอร่อยจากวัตถุดิบเลย บางทีเราก็เซอร์ไพรส์ว่าเกาะสิงคโปร์นี่มันหาซัพพลายเออร์ของได้ดีขนาดนี้เลยหรอ

วันนี้ เรามาทานมื้อเที่ยงนะคะ เราเลือก 4 Course ราคา 115 S$ ++ ค่ะ สำหรับรายละเอียดราคาและเมนู เช็คในเว็ปไซต์ได้เลยค่ะ


เริ่มจาก Gougere แบบหอมอร่อยมากๆ หอมชีสเต็มๆ

ถัดมาเป็นขนมปังและเนยค่ะ เนยเป็นเนยที่มาจาก Local Produce ในฝรั่งเศสที่ผลิตได้ปริมาณไม่มาก เลยทำส่งแค่ไม่กี่ร้านในโลก รวมถึงร้านนี้ เนยตัวนี้ชื่อว่า Le Ponclet ค่ะ เคยได้ยินคนพูดถึงกันแล้วก็เห็นขายใน Fromagerie อย่าง Laurent Dubois ที่ปารีส อยู่ชิ้นละ 6 ยูโร เลยรู้สึกว่าคุ้มอยู่นะคะ ตัวเนยมีความเนียนข้น มีกลิ่นที่ละมุนดีมาก

ขนมปัง จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากค่ะ ถึงจะยังไม่ใช่ที่ที่เราชอบที่สุดในโลก แต่ดีมากๆๆๆ

เข้ามาสู่ Amuse Bouche มี 3 อย่างค่ะ เริ่มมาด้วยความประทับใจมากๆ กับ มะเขือเทศจากฝรั่งเศสเสิร์ฟมาบนซาเบ้ ทานเสร็จเราก็ถามเค้าว่า หมักกับอะไร หวานจนไม่มีกลิ่นฝาดมะเขือเทศเลย เค้าก็บอกว่า ไม่ได้หมักอะไรเลย รสชาติที่ได้เป็นรสชาติของมะเขือเทศเอง แต่มันหวานฉ่ำเหมือนทานผลไม้อยู่เลยค่ะ ดีมากๆๆๆ

อีกสองคำ เป็น Gazpacho กับ ทาร์ทค่ะ รสชาติดี แต่ไม่ได้โดดเด่น น่าตื่นเต้นเท่าไหร่

เข้าสู่ Entree จานแรกของคุณแฟน เลือกเป็น La Terrine de Foie Gras d’Ole เป็นฟัวกราส์เทอรีนดรายเอจ 14 วัน ทานคู่กับแพร์ที่ infuse ด้วย Sauterne แค่อ่านเมนูก็คิดว่า เรามาถูกร้านแล้ว ส่วนตัวเราชอบกินฟัวกราส์กับ Sauterne เป็นทุนเดิม จานนี้คุณแฟนก็เลยฟินสุดๆ

ถัดมาเป็นของเรา ซึ่งเลือกเป็น La Noix De Saint-Jacques Aux Herbes เป็นการนำหอยเชลล์ Scallop จาก Erquy ซึ่งความพิเศษของหอยเชลล์จากที่นี่ นอกจากจะเป็นหอยแบบ Hand Dive (ที่ต้องใส่ชุดสกูบ้าลงไปเก็บบนพื้นทะเล) ซึ่งเป็นแบบที่ร้านดีๆ ส่วนใหญ่เลือกใช้กันอยู่แล้ว โควต้าในการ Hand Dive ของที่นี่ ยังจำกัดฤดูกาลเพียงครึ่งปี และเรือ 1 ลำ สามารถออกไปเก็บหอยได้เพียงลำละ 45 นาทีเท่านั้น ส่วนที่เราประทับใจคือตัวเนื้อสัมผัสของหอยเชลล์ เชฟยังบอกอีกด้วยว่า หอยเชลล์ทุกตัวมีขนาด ประมาณ 400 กรัม เท่าๆกัน และด้วยความสด ไม่ผ่านการแช่แข็ง ทำให้ความหวานกรุบของเนื้อหอยในจานนี้ดีมากๆ ค่ะ

ที่นี่ตามมาตรฐานเลยนะคะ วางจานพร้อมกัน เปิดฝาพร้อมกันทุกจานค่ะ

Entree จานที่สอง ของเราเลือกเป็น Le Foie Gras de Canard เป็นฟัวกราส์จาก Vendee ซึ่งใช้ฟัวกราส์ชิ้นใหญ่มากกกก ดูในจานเรา น่าจะแค่หนึ่งส่วนสามของทั้งชิ้น ซึ่งการที่เชฟนำไป Roast ทั้งชิ้นทำให้ข้างในยังคงความหวานและ Juicy ส่วนซอสเป็นองุ่น Muscat ซึ่งคนรักไวน์หวานอย่างเราถูกใจมากๆ ทั้งหมดเข้ากันได้ดี และบาลานซ์มาก

อีกจานของคุณแฟนจะเป็น La Langoustine De Loctudy กุ้งลางกุสทีนจากเมือง Loctudy ทานคู่กับซุคคินี่ และเจลน้ำมันมะกอกจากโพรวองซ์ จานนี้เนื้อสัมผัสและรสชาติดีมากๆ และดียิ่งขึ้นด้วยการจัดจานซึ่งเราปลื้มสุดๆ จานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจานซิกเนเจอร์ของเชฟเลยค่ะ

เข้าสู่เมนดิชกันบ้างค่ะ เริ่มจากของเราเป็นตัว Le Chevreuil De La Foret Noire เป็นเนื้อกวางเคลือบด้วยทรัฟเฟิลและจูนิเปอร์เบอร์รี่ ซึ่งเราคิดว่ากลบเนื้อกวางไปหน่อยค่ะ สไปซ์ค่อนข้างแรง เรียกว่าไปในทางเผ็ดร้อนได้เลย แต่ตัวซอสและแครอทที่ให้มาเป็นเครื่องเคียงคืออร่อยมาก

เมนดิชสุดท้ายเป็นตัว Le Bar De Saint Gilles-Croix-De-Vie หรือ Sea bass จากเมือง Saint Gilles-Croix-De-Vie เอามา pan fried เสิรฟพร้อม หอยแมลงภู่อบซอสไวน์ขาวที่จัดเรียงกันมาอย่างประณีต มีการนำเห็ดมาแต่งเป็นรูปเกล็ดปลาด้วยนะคะ จานนี้ถือว่าทำได้ดีมากๆ ดึงเอารสชาติและรสสัมผัสของวัตถุดิบชั้นดี ออกมาได้อย่างครบถ้วน ปลานั้นทำออกมาได้นุ่มและ juicy มากๆ แต่ highlight ของจานดูจะเป็น หอยแมลงภู่ที่อบมาได้รสชาติเข้มข้น อร่อยมากค่ะ

ก่อนจะไปถึงของหวาน ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับ fine dining อาหารฝรั่งเศส ก็คือ cheese trolley สุดแสนอลังการ ที่รวบรวมชีสฝรั่งเศสชั้นดีหลากหลายชนิดมาไว้ให้เราได้ฟินกัน ในส่วนของชีสนั้น ร้าน Les Amis ถือว่าทำการบ้านมาดี มีชีสหลากหลาย ครบถ้วนกระบวนความ ทั้งชีสจาก นมวัว นมแพะ นมแกะ รวมๆกันมากกว่า 20 ชนิด

พนักงานเสริฟเข็นเข้ามาให้ดูใกล้ๆ มีชีสมากมายหลากหลาย จำชื่อไม่หมดจริงๆค่ะ เท่าที่จำได้ก็มี Camembert, Brie de Meaux, Ossau Iraty,  Tomme de la Chataignerale, Brebis Fougere, Pouligny-Saint-Pierre, Langres, Ovalie Cendree, Saint-Nectaire และอื่นๆอีกมากมายค่ะ

ลืมบอกไปว่า ชีสทั้งหมดนั้นเป็นชีส raw milk ที่ไม่ pasteurize ซึ่งรสชาติจะดีกว่าชีสที่ทำจากนม pasteurize ค่ะ ซึ่งที่ไทยหาชีส raw milk ทานค่อนข้างยากเหมือนกันนะคะ

ในส่วนของชีสที่เราเลือกวันนี้ เราชอบ Brie de Maux และ Ossau Iraty เป็นพิเศษค่ะ

เริ่มอิ่มแล้ว Pre dessert ก็ตามมาติดๆค่ะ เป็น Mocha Religieuse ที่อร่อยดีทีเดียวค่ะ

ของหวานจานแรกของเราคือ La Tarte Aux Pommes Canada ค่ะ หรือก็คือทาร์ตแอปเปิ้ลนั่นเอง ตัวแป้งทาร์ตนั้นทำได้ดี ไร้ที่ติค่ะ ประทับใจ ในลูกกลมๆ ด้านบนเป็นไอศกรีมค่ะ

ขนมจานที่สองของเราคือ Le Baba Au Rhum Agricole ตัว Baba ที่นี่ เคลือบผิวมาด้วยแยม citrus ที่ช่วยเพิ่มความเปรี้ยวมตัดความหวานมันของขนมสุดแสนคลาสสิกจานนี้ได้ลงตัวยิ่งนัก

ขนมจานสุดท้ายของเราคือ Soufflé ถั่ว Hazelnut เสริฟมาพร้อมไอศกรีม Chocolate เข้มข้น จานนี้ก็ดีมาก นุ่ม ฟู เรากินเป็นอย่างสุดท้าย ซูเฟลก็ยังไม่ยุบค่ะ

ปิดท้ายด้วย Petit Four ค่ะ Canalé ทำออกมาได้ดีค่ะ อย่างอื่นก็อร่อยทั่วไปค่ะ ช๊อกโกแลต ฮาเซลนัทจาก Piedmont

ก่อนกลับบ้าน ทางร้านยังมีของที่ระลึกให้เราได้เก็บเป็นความทรงจำเกี่ยวกับที่ร้าน กล่องสวยมาก ข้างในเป็น Sable Cookie ค่ะ นี่บอกเลยว่า อิ่มมากกกกกก จริงๆ อิ่มมาตั้งแต่ก่อนขนมหวานแล้ว ตอน Petit Four นี่จะไม่ไหวแล้วค่ะ ใครจะมานี่ขอให้มาแบบท้องว่างๆเลยนะคะ คือรู้สึกว่าอิ่มกว่าเวลาไปกินบุฟเฟ่ต์อีก

ยังไงเราก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆค่ะ เทียบกับประสบการณ์ร้านสองดาวในเอเชียของเรานี่ถือว่าอันดับต้นๆ เลยค่ะร้านนี้ แล้วรู้สึกคุ้มมากๆ ยิ่งคิดถึงคำกล่าวที่ว่า สิงคโปร์เป็นที่ที่ค่าครองชีพแพงอันดับต้นๆของโลก แต่เราจ่ายราคาพอๆกับกินในกรุงเทพ แล้วได้ของขนาดนี้โดยไม่ต้องไปถึงฝรั่งเศส เราแฮปปี้มากค่ะ

Les Amis Restaurant

เปิดให้บริการทุกวัน มื้อเที่ยง  เปิด 12.00 น. Last Seating 13.30 น.
มื้อเย็น เปิด 19.00 น. Last Seating 20.30 น.

อยู่ใน Shaw Centre ใกล้กับสถานี Orchard

https://www.lesamis.com.sg/

Related Post