[รีวิว] Le Normandie ดินเนอร์อาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศกับมิชลินสองดาว ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หากพูดถึงหนึ่งในร้านที่เราชอบมากที่สุดในกรุงเทพ ทั้งเรื่องของบรรยากาศ การบริการ และ ความพิถีพิถันของอาหาร คงต้องกล่าวว่า Le Normandie โรงแรมแมนดารินโอเรียนเต็ล เป็นร้านที่ให้ประสบการณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ก่อนที่เมืองไทยจะมี Michelin Guide Bangkok ร้านนี้ก็เป็นร้านที่เราเดาว่า จะต้องได้ดาวสูงที่สุด (ซึ่งตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่ามิชลินจะปล่อยสามดาวมั้ย ถ้าเทียบกับร้านสามดาวบางประเทศในเอเชีย ก็มีโอกาส แต่ถ้าเทียบกับร้านสามดาวในยุโรป อังกฤษ หรือ อเมริกา เราว่าก็อาจจะขาดอะไรบางอย่าง)

แต่หลังจากที่ประกาศดาวออกมา Le Normandie เป็นหนึ่งในสามร้านในกรุงเทพ ที่ได้ 2 ดาวมิชลิน เราก็รู้สึกได้ว่า เชฟเริ่มมี explore เมนูอาหารออกไปให้เหนือระดับมากขึ้น จากอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศ ให้ได้เจอความลึกของรสชาติ และการผสมผสานองค์ประกอบต่างๆในจานอย่างน่าสนใจจากที่เคยทานก่อนหน้านี้

Degustation Menu นี้เป็นเมนูล่าสุดที่เราได้ไปทานมาในช่วงกลางปี 2018 ซึ่งสร้างความประทับใจให้เราเช่นเคย

เริ่มจาก Amuse Bouche 4 คำแรก ที่กระตุ้นความอยากอาหารของเราสุดๆ ซึ่งทั้ง 4 คำให้รสสัมผัสที่แตกต่างกัน ทั้งฟรัวกาส์เทอรีนกับเยลลี่มะม่วง คำนี้รู้สึกดีมากค่ะ แล้วตัวที่อยู่ในช้อนจะเป็น สเฟียร์สตรอเบอรี่บีทรู้ทที่นำรสชาติให้ลึกไปอีก ปิดท้ายด้วย Amuse Bouche ที่เราประทับใจมากๆๆๆ อย่าง Reblochon Cheese Foam  มันคือชีสเรอโบลชงที่ตีเป็นโฟม แล้วแกล้มด้วยแฮมกับมันฝรั่ง ซึ่งมันเป็นโฟมที่ละมุน รสชาติเต็มปากเต็มคำแต่ไม่เลี่ยน กลมกล่อม ครีมมี่ ประทับใจสุดๆ

จากนั้นก็มาเริ่มคอร์สกันค่ะ เมนูในวันนี้มีให้เลือกระหว่าง 5 คอร์สและ 7 คอร์ส ซึ่งเราเลือกเป็นแบบ 7 คอร์สเต็มค่ะ คุณแฟนทานไวน์แพริ่ง ส่วนเรางดแอลกอฮอลล์อยู่ จึงให้ทางซอมเมลิเยร์ช่วยเลือกม๊อกเทลให้ค่ะ ม๊อกเทลมาประมาณ 4 แก้ว ทุกแก้วแมชกับอาหารได้ดีมากไม่แพ้ไวน์เลย

สำหรับปังมีให้เลือก 3 แบบค่ะ เราชอบที่นี่เพราะไสเนยมาให้ตามมาตรฐาน ในรูปจะเป็นเนยสาหร่ายนะคะ

ดูรายการเมนูจากแค่ชื่อ นี่รู้สึกว่า เชฟกำลังเล่นกับรสขมอยู่ ตั้งแต่ แอสพารากัสบ้าง ผักชีบดบ้าง ซอสร๊อกเก็ตบ้าง บอกตรงๆว่า คนไม่ชอบกินผักเขียวๆแบบเรากลัวมากกกกก 5555 กลัวจริงๆนะ แบบกลัวมันจะขม กลัวมันจะเขียว ดูแค่ละชื่อ เชฟโคตรชาเลนจ์เลย แต่โดยรวมพอได้ทานแล้ว ก็รู้สึกว่า เป็นประสบการณ์ทางรสชาติที่ดีมากๆเลยทีเดียว ออกจากกรอบเดิมของ Le Normandie ไปอีกขั้น และน่าจะเริ่มๆลุ้นสามดาวได้แล้ว

เริ่มที่จานแรก ของเราเลือกเป็นจานวัตถุดิบในฤดูกาลอย่าง Asparagus ค่ะ เป็น Green Asparagus with anise and olive oil sabayon ตัวซอสซาบายองทำได้นุ่มละเลียดมากๆค่ะ เป็นจานที่ให้ความสดชื่น แม้ส่วนตัวเราจะไม่ชอบกินผักกลิ่นเขียวๆ แต่ด้วยองค์ประกอบทุกอย่างภายในจานดึงรสชาติที่ดีของแอสพารากัสออกมาทำได้ดีกว่าที่กลัวตอนแรกเยอะเลยค่ะ

ส่วนของแฟนค่ะเป็น หอยนางรมจีราโดค่ะ Warmed Gilardeau oyster and tatare, broccolini couscous, beluga caviar and oyster veloute จานนี้กลมกล่อมมากเลยค่ะ ซอส veloute รีดิ๊วซ์ออกมาได้กลมกล่อม ไม่มีความคาวใดๆ รสชาติดีค่ะ

ถัดมาคอร์สที่ 2 เป็นจานที่เราชอบมากที่สุดในค่ำคืนนี้ค่ะ เป็นการรวม อุหนิและคาเวียร์มาไว้ในจานเดียวกัน Hokkaido sea urchin with Russian Caviar, Potato foam & Champagne sauce

จริงๆเราแอบชอบรสสัมผัสความนุ่มของชีสโฟมชีส reblochon จากตอน amuse bouche มากๆเลยนะคะ ทำให้โฟมมันฝรั่งอันนี้กลายเป็นรสสัมผัสไม่ละเลียดเท่า แต่รสชาติโดยรวมของจานนี้ดีมากเลยค่ะ ความคัสตาร์ดของอูหนิ ตัวซอสแชมเปญ ตัวโฟม ทานรวมกับคาเวียร์แล้วมีความลึกของรสชาติดีค่ะ คิดว่าเป็นจานที่กลับมาทานเป็น A La Carte ได้เลย

คอร์สที่สาม จานนี้ก็แอบกลัว Roasted Foie Gras with radish, coriander and consomme ฟัวกราส์ แรดิช ผักชี ซุปใส แต่พอทานแล้วก็ต้องขอบคุณพี่ๆพนักงานและซอมเมอลีเยร์มากๆที่มาช่วยกันเชียร์ให้ลองจานนี้ เป็นผักชีที่ไม่ผักชีเลย ไม่เหม็นเขียวเลย แต่กลายเป็นความสดชื่นที่มันแมชกับฟัวกราส์ คือทำให้ฟัวกราส์ไม่เลี่ยน ไม่หนัก แต่ถ้าเทียบกับจานก่อนหน้า จานนี้จะรสชาติกลางๆค่ะ ก่อนหน้าจะเข้มข้นกว่า ซึ่งก็เป็นทรานซิชั่นเข้าไปสู่จานถัดไปได้ดี

คอร์สที่ 4 Roasted wild caught turbot from Brittany with potato, Paris mushroom and bottarga จานนี้ดูจากชื่อไม่มีปัญหา และก็เป็นตามนั้นค่ะ ปลาสดดึ๋งดั๋ง คุ้กได้พอดี ตัว Bottarga (คือไข่ปลาเค็มแห้ง ปกติเราชอบเอามาโรยพาสต้า) ช่วยเสริมรสชาติได้ดีมาก ส่วนซอสก็บาลานซ์รสชาติได้ดีค่ะ ตั้งแต่ทานมาวันนี้ ที่นี่ทำซอสรสสัมผัสดีทุกจานเลย

คอร์สที่ 5 คอร์สนี้ตามเมนูมี แกะ หรือ นกพิราบ ให้เลือก ซึ่งเราไม่ชอบทั้งแกะและนกพิราบ เลยเปลี่ยนเป็น ล๊อบสเตอร์นะคะ ส่วนคุณแฟนสั่งจานนกพิราบ Pigeon de Pornic, Japanese confit melon with Timut pepper and rocket sauce ซึ่งเราดูชื่อแล้วก็รู้สึกว่า โอ้ว จานนี้แอดเวนเจอร์มากเลยนะ ทั้งนกพิราบที่มีกลิ่นเฉพาะตัว มาเจอซอสผักร๊อกเกต คือในมโนเราคิดว่าจานนี้ขมสาบๆแน่ๆ แต่ที่คุณแฟนทานและเราชิม จานนี้รอดค่ะ แบบดีเลย

แต่ขอเน้นว่าต้องกินพร้อมเมล่อนนะคะ ดีมากๆ หวานนัวๆกับความขมนิดๆ แต่เป็นความบาลานซ์ที่ทำให้รสชาติลึกขึ้นแล้วมันมีอาฟเตอร์เทสท์ที่ดี อย่าทานแยกเลย ถ้าทานแยกก็ขมจริง เหอะๆๆ ตัว pigeon ก็ทำมาได้ดีค่ะ มีกลิ่นเฉพาะในแง่ดี ไม่ได้สาบเหม็นอะไร

ส่วนของเราเป็น Roasted Blue Lobster, carrot, grapefruit and pimiento เทียบกับของแฟนแล้วรู้สึกว่าจานนี้ธรรมดาไปเลย ไม่ใช่ไม่อร่อยนะคะ แต่โดดเด่นสู้จานอื่นในวันนี้ไม่ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานที่สูงอยู่แล้วของที่นี่ค่ะ คุ้กล๊อบสเตอร์ออกมาพอดี ซอสดี จานนี้ให้ความรู้สึกถึงอาหารตามเมืองชายทะเลที่ค่อนข้างรีเฟรชชิ่งค่ะ

คอร์สที่ 6 จะเลือกได้ระหว่าง Cheese from the Alps หรือ Camembert de Normandie ค่ะ เราเลือกคนละอย่างกับคุณแฟนค่ะ เริ่มจาก จานชีส จะมีรถเข็นชีสออกมาให้เราเลือกเลย เป็นซีเลคชั่นชีสที่ดีมาก มีทั้งครีมชีส ซอฟท์ชีส ไปจนถึงฮาร์ดชีส ส่วนใหญ่จะเป็นชีสที่รสชาติและกลิ่นค่อนข้างแรงตามสไตล์ชีสฝรั่งเศสที่ดี

แต่เราดันเป็นคนชอบชีสแบบไม่แรงมาก ก็ยังมีให้เลือกนะคะ พวกทอมป์, เรอโบลชอง, คอมเต้ ส่วนใครชอบแบบแรงๆ นี่น่าจะฟินมาก ส่วนคุณแฟนก็ฟินกับชีสคามองแบร์จากนอร์มังดี ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับ ขนมปังแอปเปิ้ลและไซเดอร์ ไปเรียบร้อยค่ะ

อ้อ Cheese platter ของเรา จะมาพร้อมกับ คอนดิเมนท์ต่างๆแบบจัดเต็มเลยค่ะ

เป็นการกิน fine dining ที่เลอะเทอะมาก 5555 จากนั้นเราก็จะมีตัว palate cleanser หรือของล้างปากก่อนที่จะไปทานขนมหวานนะคะ ซึ่งชิ้นนี้มันมิ้นท์มากๆ ล้างปากมากกกกกก เหมือนยาสีฟันเลย 5555 คือจานนี้เนี่ยถ้าคนชอบก็จะชอบเลย ส่วนเราน่าจะเป็นคนที่ไม่ชอบค่ะ มันทำหน้าที่ของมันได้ดีนะคะ แต่สำหรับเรามัน หมากฝรั่ง/ยาสีฟันแรงไปหน่อยค่ะ แฟนบอกว่าสดชื่นดี เค้าชอบ

สุดท้ายเป็นของหวานค่ะ เราเลือก Cocoa nibs, Ice cream and cherry ตามเมนู

ส่วนของคุณแฟน พอดีเมื่อเดือนก่อนเค้าได้มาทานดินเนอร์ของคุณ Michel Roux ตำนานมิชลินสามดาวคนแรกของอังกฤษ ซึ่งตอนนี้ที่ร้านนั้นได้กลายมาเป็นลูกชายเค้า Alain Roux ดูแลแทน จึงเป็นโอกาสดีมากๆที่ได้ทานอาหารของเชฟ Michel Roux ด้วยตัวเองและตอนนั้น Souffle ของคุณ Roux อร่อยมากกกกกกก ตอนนั้นเอง เราบอกให้เค้าทิ้งสูตรไว้นะ (เวลาพูดถึง Michel Roux จะมี 2 คนนะคะ ก็คือคนนี้ที่ได้ สามดาว แต่ถือว่าวางมือไปแล้วอย่างที่บอก ส่วนอีกคนนึง เป็นหลานเค้า ชื่อ Michel Roux Jr. ที่ร้านที่ลอนดอนได้สองดาวมิชลินค่ะ)

ตอนสั่งอาหาร แฟนเราเลยถามเชฟว่า สามารถทำ Souffle สูตร Michel Roux ได้มั้ย และเค้าตอบว่าสามารถทำให้ได้ ก็เลยสั่งมาค่ะ แต่ถ้าเอาตรงๆ มันก็ยังไม่เหมือน ไม่สุดเท่าไหร่ ถือว่าเป็นซูเฟล่ที่อร่อยจานนึง แต่ไม่ได้โดดเด่นอะไรค่ะ

ส่วน Cocoa Nibs ของเรา เป็นไอศครีมกับคอมโพทเชอร์รี่ด้านล่าง ซึ่งเข้ากันได้ดีกับช๊อคโกแลตค่ะ มีรสสัมผัสที่นุ่มดีค่ะ

จากนั้นจึงจบด้วยชาและ Petit Four ตัวชาเป็นของ Mariage Freres ค่ะ

แล้วก็เช่นเคย จะมีมาการองให้คนละ 2 ชิ้นในกล่องกลับบ้านด้วยนะคะ

นอกจากอาหารที่ดีแล้ว บรรยากาศและบริการของที่นี่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบมากๆค่ะ ตั้งแต่วิวริมน้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน แต่เงียบสงบ เราว่าร้านจัดโต๊ะไม่แน่นเกินไป ทำให้ได้สเปซที่กำลังดี และเหมาะกับค่ำคืนพิเศษๆ มีเปียโนเล่นคลอไปด้วยค่ะ

ราคา อาหาร 7 คอร์ส 6200.- ไวน์แพริ่ง 4600.- ส่วนม๊อกเทลอยู่ที่แก้วละประมาณ 300 กว่าบาทค่ะ ยังไม่รวมภาษีและเซอร์วิสชาร์จค่ะ

ห้องอาหาร Le Normandie โรงแรม Mandarin Oriental Bangkok

ปิดทุกวันอาทิตย์
มื้อเที่ยง : 12.00 – 14.00 น.
มื้อเย็น : 19.00 – 22.00 น.
โทร. 02-659 9000 EXT 7399
Email : mobkk-normandie@mohg.com

Related Post