[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนจบ] : เก็บตกวันสุดท้าย ในอิสตันบูล กับประสบการณ์ Turkish Bath ครั้งแรกในชีวิต

เวลา 9 วันช่างผ่านไปไวอย่างน่าใจหาย นี่คือวันที่ 10 ของเราสำหรับทริปตุรกีทริปนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนจะเดินทางกลับในคืนวันนี้ หากเป็นไปได้ เราก็อยากมีเวลาเยอะกว่านี้ เพื่อไปเที่ยวทะเล ดำน้ำตามชายฝั่งทางใต้ แล้วก็ไปโซนอื่นๆในอิสตันบูลให้มากขึ้น แต่จริงๆก็ดีแล้วแหล่ะ เราจะได้มีเหตุผลที่จะกลับมาที่นี่อีกเรื่อยๆ 🙂

หากใครที่ได้อ่าน อิสตันบูลตอนที่แล้ว ก็น่าจะเห็นว่าเราค่อยข้างปล่อยแผนการเดินทางไปตามหัวใจพอสมควร พอมาวันนี้ เรียกว่า Free Day เลยล่ะ ไม่มีแผนอะไรทั้งนั้น แต่ก็ยังเก็บที่ที่อยากไปไม่ครบนะ

เอาตรงๆ เราเสียเวลากับการช้อปปิ้งไปเยอะมาก อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าค่าเงินตก ทำให้ราคาของที่ตั้งเป็นค่าเงินลีราของที่นี่ พอเทียบกับค่าแลกเปลี่ยนแล้วมันถูกกว่าปกติหลายเท่า ตอนที่เราไป 1 ลีรา = 7 บาท ณ วันนี้ที่กำลังเขียนโพสท์นี้อยู่ 1 ลีรา = ไม่ถึง 5 บาทแล้วนะ เราเข้าทั้ง Sephora ทั้ง Zara, H&M, COS ราคาถูกมากๆ ลองเช็คในเว็ปดูก็ได้ แล้วจะมีแบรนด์ท้องถิ่น อย่าง Koton ก็มีเสื้อผ้าสวยๆ ราคาถูกมากเลยค่ะ ส่วนของที่ไม่ถูกคือพวกยี่ห้อกีฬา ราคาปกติเลยแหล่ะ ส่วนแบรนด์เนม อย่าง Chanel หรือ Gucci เค้ายึดราคาตามค่าแลกเปลี่ยนยูโร เลยไม่ต่างกันมากค่ะ

วันนี้ เราตั้งใจนั่งเรือข้ามไปฝั่งเอเชียกันค่ะ เป็นย่านชื่อ Uskudar มาชมวิว ดู Maiden Tower มีคาเฟ่น่ารักๆเยอะ แต่เราข้ามไปถึงแล้วมัวแต่ช้อปปิ้งเลยไม่ได้ไปไหนเลย แหะๆ ลองไปเสิร์ชกันดูนะคะ อีกย่านที่น่าสนใจฝั่งเอเชียคือ Kadikoy ค่ะ แต่มันเป็นย่านคนอยู่อาศัยจริงๆนะ ถ้าใครเน้นเช็คอินสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์ก ก็ผ่านไปได้เลยค่า แถวนี้มันเอาไว้เดินเล่นเอื่อยๆอ่ะ

แต่เห็นแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าวันนี้จะผ่านไปแบบไม่มีเรื่องเล่านะคะ ไฮไลท์สุดๆๆๆของวันนี้ก็คือ Turkish Bath ได้ยินมานานแสนนาน เอาเป็นว่า Turkish Bath หรือการอาบน้ำแบบตุรกีเนี่ย มันน่าจะเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมประจำชาติ เสมือนกับการนวดไทยของไทย หรือ การแช่ออนเซ็นของญี่ปุ่น อะไรแบบนั้นเลยล่ะค่ะ


Turkish Bath (Hamam)

เติร์กกิชบาธ หรือที่เรียกว่า Hamam นั้นเป็นเหมือนห้องอาบน้ำรวม ที่มีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิออตโตมัน คล้ายๆกับ โรมันบาธ หรือห้องอาบน้ำรวมในสมัยโรมัน

แต่ที่นี่ก็จะมีวิธีของเค้าเอง ซึ่งจริงๆมันฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มันผ่อนคลายและนับว่าเป็นการทำสปาที่ดีมากและเราก็ชอบมากๆแบบนึงเลยล่ะค่ะ

เริ่มจากโรงอาบน้ำที่เราเลือกมา จริงๆแล้ว เติร์กกิชบาธสามารถหาที่ทำได้หลายที่เลยนะคะ มีตั้งแต่ถูกมากๆ ไปจนถึงในโรงแรมหรู เราเลือกที่ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และใช้เป็นโรงอาบน้ำมาตั้งแต่สมัยห้าร้อยปีก่อนค่ะ

ที่นี่ชื่อว่า Kilic Ali Pasa ตั้งอยู่ในย่าน Beyoglu เช่นเดียวกัน ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าโรงอาบน้ำทั่วไปนิดหน่อย แต่ถูกกว่าสปาในโรงแรมหรูค่ะ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 270 ลีราต่อคนต่อครั้งค่ะ

เนื่องจากเป็นห้องอาบน้ำรวมและมีห้องเดียว เค้าจะแยกเวลาชาย-หญิงชัดเจนเลยนะคะ สำหรับคุณผู้หญิง ที่นี่จะเปิดตั้งแต่เวลา 8.00-16.00 น. ต้องเข้ามาก่อน 14.30 น.นะคะ ไม่งั้นไม่ทัน พนักงานจะเป็นพนักงานผู้หญิงทั้งหมด และห้ามผู้ชายเข้าเด็ดขาด ต้องนั่งรอนอกอาคารเท่านั้น

ส่วนสำหรับผู้ชาย เค้าจะเคลียร์โรงอาบน้ำ แล้วเปลี่ยนทีมเป็นพนักงานผู้ชายทั้งหมดค่ะ ตรงนี้ ผู้หญิงก็ห้ามเข้าเช่นกัน ตั้งแต่เวลา 16.30 – 23.30 น. เป็นแบบนี้ทุกวันค่ะ

ตั้งแต่เปิดประตูเข้าไป ก็ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดเลยนะคะ เราเอารูปมาจากเว็ปไซต์ http://kilicalipasahamami.com/ ค่ะ

ตรงนี้จะเป็นส่วนของรีเซปชั่นค่ะ ซึ่งตรงที่เห็นเป็นโซฟา จะไว้สำหรับนั่งพักผ่อนหลังอาบน้ำเสร็จค่ะ สาวๆส่วนใหญ่จะนั่งๆนอนๆจิบชาตรงนี้กันอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงค่ะ เป็นความรู้สึกฟินมากๆ

ต้อนรับด้วยเวลคัมดริงค์ เสร็จแล้วเค้าก็จะให้กุญแจล๊อกเกอร์เรามา เพื่อจะเปลี่ยนชุดค่ะ ตรงนี้ต้องถอดเสื้อผ้าออกทุกชิ้นนะคะ ด้านในโรงอาบน้ำทุกคนจะไม่ใส่อะไรเลยค่ะ ยกเว้น พนักงานที่ขัดตัวและอาบน้ำให้เรา

เข้าไปถึง ห้องแรกเค้าจะพาไปล้างตัวก่อนค่ะ ราดตัวด้วยน้ำอุ่น หลังจากนั้นเค้าจะพามาห้องอาบน้ำในรูป

ฐานหินอ่อนตรงกลางจะมีระบบทำความร้อนอยู่ทำให้บนแผ่นหินอุ่นอยู่ตลอดเวลาค่ะ พนักงานอธิบายว่า ถ้าเป็นสมัยก่อน เค้าจะมีคนคอยเอาถ่านใส่ไว้ด้านใต้ เค้าจะให้เรานอนอยู่บนนี้ประมาณ 15 นาทีเพื่อให้รูขุมขนเปิด สบายตัวมากๆ เกือบหลับไปเลย ที่มันใหญ่มากนะคะ เรานอนเรียงกันกับเพื่อนสามคน แล้วยังมีที่เหลือสำหรับคนอื่นอีก

จากนั้นเค้าจะพาไปตรงก๊อกน้ำค่ะ เค้าจะเริ่มราดน้ำแล้วก็ขัดตัวด้วยบวบขัดตัว ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ว่า เค้าใช้แรงขัดเยอะมาก ส่วนขี้ไคลเราออกมาเป็นเส้น รู้สึกได้ว่า ฝุ่นที่เก็บมาตั้งแต่ตอนขึ้นบอลลูนวันแรกมันได้หายไปหมดก็วันนี้แหล่ะค่ะ

ขัดตัวเสร็จเค้าก็จะนวดๆนิดหน่อย (ไม่เหมือนนวดไทยนะ เป็นอารมณ์แบบ สวีดิชมาสเสจมากกว่า แค่จับๆ) จากนั้นก็มาถึงอีกขั้นตอนที่เราชอบมากที่สุดคือ ตอนที่รูดฟองใส่ที่เรา คือเค้าจะรูดฟองผ่านผ้าออกมา แล้วเป็นฟองกองอยู่ท่วมตัวแบบท่วมจริงๆ โผล่มาแค่หน้า เป็นความรู้สึกที่ดีมากกกกก ฟองมันนุ่มมมม เราเหมือนอยู่ในวิปครีม 5555

มันไม่เหมือนแช่น้ำแล้วมีฟองนะ คือเป็นฟองนุ่มๆล้วนๆ

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต ของจริงเค้าแยกชายหญิงนะคะ

เสร็จแล้วเค้าก็จะราดน้ำเย็น เช็ดตัวให้ แล้วก็ให้เรามานอนเล่น ตรงรีเซปชั่นที่บอกตอนแรก

สรุปว่า ใครชอบพวกทรีทเม้นท์แล้วชอบลองอะไรใหม่ๆ ก็ขอแนะนำเลยค่ะ สนุกมาก


Cukur Cuma Street Vintage Area

จากนั้น เราก็ไปเดินเล่นแถวๆ ถนน Cukur Cuma แถวนี้จะมีร้านกาแฟ แล้วก็พวกของวินเทจเยอะค่ะ จริงๆมี Museum of Innocence ที่เป็นมิวเซียมที่สร้างขึ้นมาเลียนแบบของที่ถูกพูดถึงใน หนังสือเรื่อง Museum of Innocence ของ Orhan Pamuk นักเขียนรางวัลโนเบล ด้วยล่ะค่ะ

นอกจากนี้ ก็จะเป็นพวกร้านขายเฟอร์นิเจอร์ งานดีไซน์ แต่ถ้าใครชอบของแอนทีคก็มาดูได้เช่นกันนะคะ ราคาน่ารักเลยล่ะ

ร้านขนม Baklava ค่ะ


Galata Bridge

จากนั้นเราก็กลับมาที่โรงแรม ซึ่งอยู่แถวๆ Galata Bridge เรามาเดินเล่นนิดหน่อย ก่อนขึ้นแท๊กซี่ไปยังสนามบิน Istanbul Ataturk Airport ในคืนนี้ค่ะ


จบแล้วนะคะ สำหรับรีวิว ทริปตุรกี ทั้งหมดของเรา หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่หาข้อมูลในการไปเที่ยวตุรกีอยู่นะคะ

สุดท้ายนี้ ขอตอบคำถามที่ถามกันเข้ามาเยอะๆ ไว้นิดนึงละกันค่ะ

Q. อาหารทานยากมั้ย?

A. สำหรับเรา อาหารที่นี่ทานง่ายค่ะ แทบไม่ต่างจากเวลาไปเที่ยวประเทศอื่นในแถบเมดิเตอเรเนียนเลย เราไม่แน่ใจว่าสำหรับคนไม่ทานเนื้อลำบากมั้ย? แต่เราว่าปลาที่นี่เค้าทำอร่อยเลยนะคะ ปลาก็สด พวกซีฟู้ดก็มี วิธีทำก็คล้ายๆเวลาไปกรีซ อิตาลี สเปน เลย… ข้าวที่นี่ที่ทำแบบคล้ายๆข้าวมันไก่อ่ะค่ะ เราชอบมาก เรียกว่า Pilaf แต่เรื่องข้าวต้องเปิดใจนะ เพราะแต่ละที่ในโลกกินข้าวไม่เหมือนกัน ข้าวบัสมาติแถบเอเชียใต้ก็อย่างนึง ข้าวริซอตโต้ก็อีกอย่าง ข้าวปาเอลย่าก็อีกอย่าง ไปเมกาใต้ก็อีกอย่าง จะให้มันเหมือนข้าวหอมมะลิทุกครั้งก็คงไม่ใช่

อาหารที่เราอยากให้ลอง เพราะคิดว่าไม่น่ากินยาก คือ Cheese Pide พิซซ่าชีสแบบตุรกี จัดว่าเด็ดมาก, ข้าวยัดไส้ในหอยแมลงภู่, แล้วก็พวกมะเขือม่วงผัดซอส บอกเลยว่าสู้พวก provencale หรือ ratatouille ของฝรั่งเศสสบายๆ

(เราไม่ชอบทานเครื่องเทศแบบอาหารตะวันออกกลางเท่าไหร่นะคะ แต่จริงๆก็ต้องลองพวกเคบับด้วยแหล่ะ)

ส่วนถ้าเป็นคนไม่ทานขนมปัง ไม่ทานชีส ก็อาจจะต้องเลือกเข้าร้านอาหารจีนเกาหลี อาหารญี่ปุ่น หรือ ฟาสท์ฟู้ดแทนค่ะ (พวกเมืองทัวร์ลงมีร้านอาหารเอเชียทุกเมือง สบายมาก)

Q. คนที่นั่นเป็นยังไง

A. ส่วนตัวประทับใจ เพราะคนที่นี่เป็นสายชิว ถือว่าคุยกันรู้เรื่อง เฮฮา น่ารัก เจอคนช่วยเหลือเราตลอด ผู้หญิงเป็นอิสระกว่าประเทศมุสลิมประเทศอื่นที่ไปมามาก /ส่วนที่ไม่ชอบก็คือพวกที่ชอบตามขายของ ขายทัวร์ ไม่ชอบอย่างเท่าเทียมกันทั้งโลกค่ะ ไปที่ไหนก็เจอ

Q. ต้องระวังอะไรบ้าง

A. ระวังตัวตามปกติเลยค่ะ ตามคอมม่อนเซ้นส์ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษนะคะ


ยังมีรีวิวตอนถัดไปที่จะพาไป Stopover กันที่คาซัคสถานก่อนบินกลับไทยด้วยนะคะ

สำหรับ ทริปนี้ เราแบ่งเป็น 10 ตอนตามนี้เลยค่ะ แล้วก็ยังมีรีวิวแยกของร้านอาหารและโรงแรมให้ด้วยนะคะ 🙂

[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 1] : บทนำ แผนการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และ สิ่งที่ควรรู้
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.1] : Cappadocia ดินแดนในฝันที่มีมากกว่าบ้านถ้ำและบอลลูน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.2] : Cappadocia ขี่อูฐ วิวบอลลูน ขับรถเที่ยวในดินแดนเหนือจินตนาการ
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 3] : Antalya เมืองเก่าสุดชิลล์ ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 4] : Pamukkale ปราสาทปุยฝ้าย บ่อน้ำแร่ที่ธรรมชาติสร้างได้เหมือนฝัน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 5] : Ephesus เมืองกรีกโบราณ ที่อยู่ของหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 6.1] :อิสตันบูล วันแรก ดื่มด่ำ สโลว์ไลฟ์ ในย่าน Sultanahmet
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 6.2] :จิบชาในวังริมทะเล วันที่สองใน Istanbul เมืองคัลเจอร์ที่เราหลงรัก
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนจบ] : Istanbul เมืองที่ทำให้เรารู้สึกว่า เวลา 3 วันมันยังไม่พอ
19 ชั่วโมง ใน Almaty ประเทศคาซัคสถาน เวลาสั้นๆกับวิวหลักหลายล้านที่ไม่เหมือนใคร

Related Post