[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 4] : Pamukkale-Hierapolis เมืองโบราณและบ่อน้ำแร่ที่ธรรมชาติสร้างได้เหมือนฝัน

หลังจากที่ได้เที่ยวทะเล เล่นน้ำ ล่องเรือ และทานอาหารทะเลกันเต็มอิ่มแล้ว วันนี้คือวันที่ 6 ของการเดินทาง ผ่านมาครึ่งทาง รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมากๆ วันนี้เราจะเดินทางเข้าสู่ Pamukkale หรือ ปราสาทปุยฝ้าย อีกหนึ่งสถานที่ที่ดึงดูดในผู้คนทั่วโลกมาเที่ยวประเทศตุรกี


Antalya to Pamukkale Bus

เรากลับมาที่สถานี Antalya Bus Station (เวลาเสิร์ชในกูเกิ้ลแมพ ให้พิมพ์ว่า Antalya Otobüs Terminali นะคะ) สำหรับรถบัสไป Pamukkale จะไม่มีรถที่ไปถึงตัวปามุกคาเล่เลยไม่ว่าต้นทางจะมาจากที่ไหนก็ตาม แต่จะเป็นรถบัสไปถึงเมืองที่ชื่อว่า Denizli แล้วถึงจะต้องต่อรถตู้ไป ปามุกคาเล่อีกทีค่ะ

สำหรับรถบัสสายนี้ เราไม่ได้จองมาก่อนค่ะ เพราะมีรอบค่อนข้างเยอะ และมีหลายบริษัท แต่ให้ดูดีๆนะคะ มันจะมีรูทที่วิ่ง 3.30 ชั่วโมง กับ รูทที่วิ่ง 5 ชั่วโมง เราใช้บัสบริษัทชื่อ Pamukkale เลย ได้มาในราคาคนละ 46 ลีราค่ะ

บนบัสมีจอทีวี หูฟัง แล้วก็เสิร์ฟ ของว่างด้วยค่ะ มีให้แวะเข้าห้องน้ำหนึ่งรอบ

แพลนตอนแรกของเราวันนี้คือ เที่ยว Pamukkale ช่วงบ่าย แล้ววันรุ่งขึ้นเราจะขึ้นรถไฟ ไป Selcuk ในตอนเช้า ก่อนจะไปสนามบิน Izmir เพื่อบินกลับอิสตันบูลค่ะ นั่นคือแพลนแรก แต่พอดีว่า แต้มบุญไม่ถึง ฝนตกหนักมากกกก ทำให้เรายังไม่ได้เห็นปามุกคาเล่เลย เลยต้องเปลี่ยนแผนกระทันหันหน้างานค่ะ

อย่างไรก็ตาม เราจองโรงแรมที่อยู่ตรงข้ามสถานีรถบัส และ สถานีรถไฟ ในเมือง Denizli เดิน 3 นาทีถึง เพราะกลัวว่ากระเป๋าจะเป็นภาระในการขนและยังไงก็ต้องขึ้นลงรถที่นี่

หากอยากพักโรงแรมในปามุกคาเล่ เราไม่ค่อยแนะนำให้เอากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ขึ้นรถตู้จาก Denizli-Pamukkale นะคะ มันไม่มีที่ เค้ามีจุดฝากกระเป๋าในสถานีนะคะ สามารถเอากระเป๋าใบใหญ่ไปฝากไว้ แล้วไปปามุกคาเล่แต่ตัวก็ได้ หรือจะเรียกแท๊กซี่ไปปามุกคาเล่ก็ได้

ถ้าเช่ารถมาจากที่อื่นก็สามารถข้ามเมือง Denizli ไปได้เลย

เราออกจาก Antalya ประมาณ 9 โมง มาถึง Denizli เที่ยงครึ่ง เรานำกระเป๋าเดินทางไปเก็บไว้ที่โรงแรม ชื่อ Yidilrim Hotel ตัวโรงแรม ค่อนข้างเก่านะคะ สะอาด แต่ไม่หรูหราเลย เป็นอารมณ์โรงแรมที่เอาไว้ใช้นอนอย่างเดียวเพื่อเดินทาง เพราะ อยู่ตรงข้ามสถานีเลยค่ะ

เก็บกระเป๋าเสร็จ ก็ออกมาที่จุดขึ้นรถตู้ไปยัง Pamukkale จะอยู่ชั้นล่าง ลงบันไดเลื่อนไป ชานชาลาที่ 76 แต่คนแถวนั้นเค้าเห็นเราเป็นนักท่องเที่ยว ลุงๆก็ช่วยกันชี้ทางสุดริด ไม่ต้องกลัวเลี้ยวผิดค่ะ คนแถวนี้น่ารัก รถออกทุกๆ 15-20 นาที ราคา 4 ลีรา (28 บาท) นั่งประมาณ 30 นาที


ข้อมูลเบื้องต้นของ Pamukkale 

ปามุกคาเล่ มีประตูทางเข้า 3 ทางค่ะ คือ North Gate, South Gate, City Gate

South Gate คือประตูที่ใกล้กับทุกอย่างมากที่สุด แต่จะเป็นที่จอดรถส่วนตัว แท๊กซี่ กับ รถบัสแบบกรุ๊ปทัวร์ ดังนั้น รถตู้จะไม่มาตรงนี้ค่ะ แต่หากมากับทัวร์จะลงตรงนี้ค่ะ เป็นประตูที่เดินทางสะดวกที่สุด

North Gate คือประตูที่รถบัสประจำทาง/รถตู้จะมาจอดค่ะ ประตูนี้ใกล้ กับ Necropolis ซึ่งเป็นซากปรักหักพังอีกด้าน ถ้าเดินจากตรงนี้ เข้าไปถึง South Gate นี่เดินไม่ไหวนะคะ มันไกลมากกกกเลย (เห็นมีฝรั่งเดิน แต่เราใช้รถ Shuttle Bus ภายใน Pamukkale จากตรง Necropolis ไปจอดที่ Antique’s Pool ค่ะ)

City Gate คือประตูจากทางด้านล่าง ให้ดูรูปนี้ประกอบนะคะ ตัวชั้นหินสีขาว Pamukkale เนี่ย มันเป็นเนินขึ้นไปสูงมาก ส่วนตัวเมืองที่คนอยู่อาศัยจริงๆในปัจจุบัน (รวมถึงโรงแรมในเมืองปามุกคาเล่) จะอยู่ด้านล่าง ถ้าจากรูปนี้เนี่ย คือต้องเดิน เท้าเปล่าขึ้นไปตรงที่มีต้นไม้ข้างบนค่ะ ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที ซึ่งแบ๊กแพ๊กเกอร์นิยมใช้ทางนี้ค่ะ เนื่องจาก ชั้นล่างๆ ของบ่อน้ำแร่สีขาวจะไม่ค่อยมีคน เพราะกรุ๊ปใหญ่จะอยู่ข้างบนกันหมดค่ะ

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตค่ะ เราไม่ได้เข้าทางนี้

คำว่า Pamukkale แปลว่า ปราสาทปุยฝ้าย หรือ Cotton Castle ด้วยตัวชั้นหินปูนสีขาวที่ดูปุกปุย เหมือนปุยฝ้าย โดยทั้งบริเวณนี้ เคยเป็นเหมือนหมู่บ้าน ที่ดังในเรื่องของการแช่น้ำแร่ Thermal bath เพื่อผ่อนคลายและรักษาโรคมากก่อนค่ะ ในบริเวณหมู่บ้านเราก็จะยังเห็นซากปรักหักพัง ที่เคยเป็นถนน วิหาร รวมไปถึงตัวโรงละคร Hierapolis ซึ่งแม้จะเป็นโรงละครที่ไม่ใช่มาก แต่เวทีสมบูรณ์มากๆ

จากภาพด้านล่าง มุมซ้ายสุดด้านบนหน่อย คือประตู​North Gate ส่วนขวาสุดเบอร์ 2 คือ South Gate ค่ะ ตรงด้านล่างขวาๆ ที่เป็นรูปคนเดินขึ้นมาตรงทางขาวๆ นั่นคือ City Gate ตั๋ว 1 ใบสามารถเข้าออกประตูไหนก็ได้ แต่เข้าได้ครั้งเดียวนะคะ ค่าเข้า 35 ลีรา จุดที่ควรไปดูจริงๆ ก็คือ Hierapolis ที่เป็นเธียร์เตอร์ ด้านบน Antique Pool ซึ่งเป็นโรงอาบน้ำแร่สมัยก่อน แล้วก็ตัว Travertine ที่แปลตรงตัวว่าหินปูนนั่นเอง


Hierapolis Theater

เราลงรถตู้กันที่ North Gate ซึ่งไม่ค่อยมีคน ไม่มีคิวซื้อบัตร ตรงนี้มีส่วนที่เป็น Necropolis หรือ หลุมฝังศพสมัยโบราณอยู่ จากตรงนี้เรานั่งรถตู้ภายในเข้าไปลงตรงหน้า Antique Pool หรือที่หลายๆคนเรียกว่า Cleopatra’s Pool ค่ะ

จาก Antique Pool เราก็เดินขึ้นไปยังตัว Hierapolis ซึ่งตรงนี้จะขึ้นเนินนิดนึง แต่ไม่ไกลมากค่ะ ตามภาพด้านล่างคือเดินมาจากตรงที่มีต้นไม้เยอะๆกับอาคารมุมขวาบนค่ะ

เธียเตอร์ หรือ โรงละครแห่งนี้ เป็นหนึ่งในโรงละครที่ยังมีส่วนตกแต่งรอบๆเวทีที่สมบูรณ์มากๆ ที่อื่นแทบจะไม่เห็นรูปปั้นหรือแม้แต่หัวเสาแบบคอรินเทียนแล้วด้วยซ้ำ

เรานั่งเล่นอยู่ตรงนี้กันซักพักก่อนที่ฝนจะเริ่มตกลงมา


Cleopatra’s Antique Pool

เราเข้ามาหลบฝนกันตรงบริเวณของ Antique Pool ซึ่งมีศูนย์อาหารประมาณฟู้ดคอร์ท (แพงมากกกกกก) อยู่ค่ะ

ภาพตอนที่ฝนยังตกเบามากๆ คนยังเต็มบ่ออยู่เลย พอฝนเริ่มตกหนัก ทุกคนก็หนีเข้ามาอยู่ในร่ม ทำให้ตรงฟู้ดคอร์ทแน่นมากๆ เราก็หาอะไรกินรอฝนหยุด

น้องสั่งมาเยอะมาก คิดว่ามันน้อย 5555

เรารอฝนซาซักพัก แต่ฝนยังไม่หยุดดี เลยตัดสินใจลงไปแช่น้ำกันค่ะ ตรงนี้ต้องเสียค่าเข้าเพิ่ม 32 ลีรานะคะ

พวกเราไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ส่วนตัวเราเอง ด้วยความชอบของเก่า ชอบประวัติศาสตร์ ก็รู้สึกว่า เออ แช่บ่อน้ำที่มันเป็นซากจริงของเสากรีกนี่มันก็เจ๋งดีนะ เพราะเสาที่เราเห็นตามสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบัน บางอันก็เป็นอันรีโนเวทไปหมดแล้ว อันนี้แหล่ะ เรียลดี ประวัติศาสตร์สองพันปีอยู่ที่หน้าแข้งเรา 5555

ปรากฎว่า รู้สึกดีมากกกก คือพอฝนตกแล้วอากาศมันหนาวมากอ่ะค่ะ ชุดเราก็ไม่ได้กันหนาวเลย แล้วพอลงไป น้ำมันอุ่นไปทางร้อน ร้อนแบบสบาย ผ่อนคลายมากเลยค่ะ ผิวสัมผัสตอนที่ขึ้นมาจากน้ำก็ดีนะคะ คุ้มมากๆ

อ้อ ลืมเล่าให้ฟัง เค้าว่ากันบ่อนี้เป็นบ่อที่คลีโอพัตราชอบมาแช่ สมัยที่มากับมาร์คแอนโทนี่ เลยเรียกชื่อตาม แต่ที่เห็นว่ามันเป็นเสาปรักหักพังแบบนี้ เพราะว่าเคยเกิดแผ่นดินไหวทำให้โครงสร้างมันล้มลงมาค่ะ สมัยก่อนคงจะเป็นโรงอาบน้ำใหญ่ๆ อารมณ์โรมันๆล่ะค่ะ

จากนั้นฝนก็ตกลงมาแบบหนักมากกกกกก เรารอฝนอยู่นาน ไม่หยุดตกจนจะเย็นแล้ว เรายังไม่ได้เห็น ปามุกคาเล่ที่เป็นหินปูนสีขาวไล่เป็นชั้นๆ เลย แต่จุดนั้นก็ต้องตัดใจค่ะ สถานการณ์มันบังคับจริงๆ ไม่สามารถเดินจากตรง Antique Pool ไปยัง Travertine (ชั้นหินปูน) ได้เลย

เราจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนทั้งหมดค่ะ ตอนแรกแผนเดิมคือ วันรุ่งขึ้นนั่งรถไฟรอบแปดโมง ไปถึง เซลจุก ตอนประมาณสิบเอ็ดโมง เที่ยว Ephesus แล้วนั่งรถไฟไป Izmir ก่อนจะขึ้นเครื่องกลับ Istanbul

เราจึงเปลี่ยนแผนเป็น เช่ารถที่ Denizli วันนี้ เพื่อที่จะขับมา ปามุกคาเล่ตอนเช้าวันถัดมา ขับไปเซลจุกตอนบ่าย แล้วคืนรถที่สนามบิน Izmir โดยทั้งหมดนี้ใช้เวลา ไม่ถึง 24 ชั่วโมง (ไฟลท์บินเราออกทุ่มนึง ต้องคืนรถประมาณ 5 โมงกว่าๆ ทันอยู่แล้ว) และการขับรถจะเดินทางได้เร็วกว่า รถบัสและรถไฟ แถมไม่ต้องรอรอบด้วย

แต่ตอนนี้ เราจะกลับด้วยรถตู้เหมือนเดิม เลยต้องนั่งรถตู้ชัทเทิล มารอรถตู้คันเดิมที่ North Gate ซึ่งความพีคคือ ไม่มีหลังคาอะไรใดๆ เป็นที่โล่งแจ้งค่ะ เราบอกตรงๆว่า เราไม่กลัวฝน แต่เรากลัวฟ้าผ่า แถวนั้นไม่มีอะไรสูงเลย เป็นลานจอดรถ แล้วก็ถนน กับหญ้าเตี้ยๆ เครียดมาก รถไม่มาซักที รอไปเกือบ 10 นาที

ตอนที่รอมีเรากับน้องสองคนที่ไปด้วยกัน แล้วก็วัยรุ่นตุรกีผู้หญิง 2 คนที่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อยค่ะ เราเลยถามเค้าว่า โบกรถกันมั้ย แบบ hitchhiking น้องตุรกี 2 คนนั้นก็ดูเด็กอยู่ ก็บอกเราว่า รอบัสก็ได้ แต่เราไม่ไหวแล้ว กลัวโดนปล้นก็กลัว แต่คิดว่าเจ้าของรถควรกลัวเราปล้นมากกว่า เลยโบกค่ะ

โบกคันแรกไม่รับ คันที่สองไม่รับ คันที่สาม ขับเลยไปนิดนึงแล้วก็ถอยกลับมา จังหวะนั้นดีใจมากกกกกกกกก เจ้าของรถน่ารักมากนะคะ เปิดฮีตเตอร์ให้เราแบบอุ่นมาก พูดภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ แต่มาส่งพวกเราถึงโรงแรมเลย นั่งรถเค้ามา 20 นาที เค้าก็เปิดเพลงตุรกีให้ฟัง ถามว่าชอบตุรกีมั้ย อะไรแบบนี้

เรามาถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพ แล้วก็จัดการเรื่องเช่ารถอะไรให้เรียบร้อย วันนี้เลยมีรถขับเล่นใน Denizli ก็เลยไปช้อปปิ้ง ทานอาหารที่ห้างกัน จัดเบอร์เกอร์คิงไปค่ะ

เออ หน้าโรงแรมมีเชอร์รี่ขาย โลละ 3 ลีรา 21 บาท ช๊อคมากกกก ถูกมาก มีเชอร์รี่ มีแอปริคอต มีพีช เราซื้อรวมๆกันมาโลกว่า ลุงคิด 5 ลีรา 35 บาท โอ้ยยย ถูกไปไหนอ่ะ


Pamukkale Travertine

ตื่นมาฟ้าใส วันนี้เลยขับรถมาถึงที่ ปามุกคาเล่ประมาณ 8 โมงครึ่ง เราจอดรถที่ South Gate ใช้เวลาเดินไป Pamukkale แป้ปเดียวค่ะ

เริ่มมีกรุ๊ปทัวร์มากันหลายกรุ๊ปค่ะ แต่ว่าไม่ค่อยเห็นใครเดินลงมาด้านล่างนะคะ เราเดินลงมาข้างล่าง ถ่ายยังไงก็ไม่ติดคน

มาเช้าๆ ยังเห็นบอลลูนขึ้นอยู่ ตรงนี้ยังจะเดินลงไปไม่ได้นะคะ เค้าจะมีโซนให้ลงโดยเฉพาะ

ซากปรักหักพังใกล้ South Gate

ส่วนคำถามที่ถูกถามมาบ่อยๆคือ

1. ไม่มีห้องน้ำนะคะ ต้องใส่ชุดว่ายน้ำไว้ข้างในแล้วใส่ชุดทับมา

2. รองเท้าต้องถือไปด้วย หรือจะทิ้งไว้ข้างบนก็ได้ แต่เราว่ามันเสี่ยงต่อการสูญหายมาก เพราะด้านบนคนเยอะมากกกก

3. เดินเท้าเปล่าบนหินมันเจ็บนะ คือช่วงแรกๆจะลื่นหน่อย ตรงที่นักท่องเที่ยวเยอะๆ พอลงมาเรื่อยๆจะฝืดค่ะ ไม่ลื่นเลย แต่จะมีหินบางแบบที่เจ็บเท้ามาก หินบางแบบก็ไม่เจ็บ หลังๆจะเริ่มเลือกเดินถูก

ตรงนี้จะเป็นร่องให้แช่เท้าค่ะ แช่กันมาตั้งแต่ข้างบน มีน้ำผ่านเท้าของทุกคน 5555

น้ำแถวนี้เป็นน้ำอุ่นเช่นเดียวกันค่ะ แต่ข้อเสียคือ บ่อจะไม่ลึกมาก ที่เราลงไปก็มีลึกถึงแค่หน้าแข้ง ลงไปแช่ก็ถึงประมาณเอว แต่เห็นฝรั่งนอนลงไปแช่ทั้งตัวเลยนะ

น่าเสียดายที่ตรงนี้น้ำไม่เป็นสีฟ้า ไม่แน่ใจว่าเพราะฝนตกหนักเมื่อวานรึป่าว เพราะเราก็คาดหวังแบบรูปด้านล่างนี้เหมือนกันค่ะ แต่ยังไงบ่อในรูปนี้ก็เดินลงไปไม่ได้นะคะ ส่วนบ่อที่เราลงกัน เข้าใจว่าเป็นบ่อที่รีโนเวทขึ้นมา จึงลึกกว่า แล้วก็มีการปล่อยให้น้ำแร่ไหลเข้ามา น้ำจะอุ่นตลอดค่ะ

เสร็จจากที่นี่ เราก็ขับรถตรงสู่เมือง Selcuk โดยใช้เวลาขับรถประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งค่ะ มาต่อกันที่ Ephesus ตอนหน้านะคะ 🙂 คลิ๊กที่นี่ได้เลยค่า


สำหรับ ทริปนี้ เราแบ่งเป็น 10 ตอนตามนี้เลยค่ะ แล้วก็ยังมีรีวิวแยกของร้านอาหารและโรงแรมให้ด้วยนะคะ 🙂

[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 1] : บทนำ แผนการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และ สิ่งที่ควรรู้
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.1] : Cappadocia ดินแดนในฝันที่มีมากกว่าบ้านถ้ำและบอลลูน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.2] : Cappadocia ขี่อูฐ วิวบอลลูน ขับรถเที่ยวในดินแดนเหนือจินตนาการ
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 3] : Antalya เมืองเก่าสุดชิลล์ ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 4] : Pamukkale ปราสาทปุยฝ้าย บ่อน้ำแร่ที่ธรรมชาติสร้างได้เหมือนฝัน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 5] : Ephesus เมืองกรีกโบราณ ที่อยู่ของหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 6.1] : จิบชาในวังริมทะเล วันแรกใน Istanbul เมืองคัลเจอร์ที่เราหลงรัก
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 6.2] : อิสตันบูล วันที่สอง ดื่มด่ำ สโลว์ไลฟ์ ในย่าน Sultanahmet
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนจบ] : Istanbul เมืองที่ทำให้เรารู้สึกว่า เวลา 3 วันมันยังไม่พอ
19 ชั่วโมง ใน Almaty ประเทศคาซัคสถาน เวลาสั้นๆกับวิวหลักหลายล้านที่ไม่เหมือนใคร

Related Post