[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.2] : Cappadocia ขี่อูฐ วิวบอลลูน ขับรถเที่ยวในดินแดนเหนือจินตนาการ

หลังจากที่เราได้ขี่ม้า ไปร้านพรม ชมวิวพระอาทิตย์ตก รวมถึงขึ้นบอลลูน ใน คัปปาโดเกียกันไปเมื่อตอนที่แล้ว คราวนี้เราก็จะมาต่อกันทั้ง คาเฟ่ถ้ำ ขี่อูฐ ทำเครื่องปั้นดินเผาที่ Avanos ชมวิวบอลลูน และเมืองใต้ดินค่ะ

กลับไปอ่านตอนที่แล้ว คลิ๊กที่นี่ 


นั่งชิวในบ้านถ้ำที่ Uchisar Castle

เราจึงเริ่มไปที่ Uchisar Castle กันก่อนค่ะ เพราะขับรถไปแค่ 15 นาที ส่วนของตัว Uchisar Castle เป็นหินรูปร่างแปลกตาที่เป็นก้อนเดียว มีขนาดใหญ่และสูงที่สุดในคัปปาโดเกีย มีการเจาะบ้านถ้ำ (Cave Dwellings) เพื่ออยู่อาศัย เป็นทั้งบ้าน ทั้งโบถส์ ทั้งสำนักสงฆ์ feeling จะอารมณ์ตามหาเจได นิดนึง

เราขับรถขึ้นมาจอดตรงทางเข้า แล้วเดินขึ้นมาอีกนิดหน่อยค่ะ สำหรับใครที่ชอบการ hike/trek ตรงนี้เป็นอีก trail ที่เดินได้นะคะ หุบเขาค่อนข้างลึกใช้ได้ แปลกตาและหน้าทึ่งมากค่ะ

ลมเย็นสบาย วิวสวยแปลกตา

ส่วนในห้องต่างๆเราเข้าไปสำรวจให้แล้วนะคะ ตอนนี้เป็นห้องเปล่าๆ แต่เดี๋ยววันที่ไปดูเมืองใต้ดินก็พอจะปะติดปะต่อได้ว่า เออมันมีห้องรับแขก ห้องเก็บไวน์ ห้องครัว ตรงนี้คือชั้นวางของนะ แต่ทุกอย่างมันเป็นหินหมดเลยค่ะ

หลังจากนั้นเราจึงขับรถลงไปดูมาจากทางด้านล่างบ้าง เพราะเราเคยหาข้อมูลเจอว่าแถวนี้มีบ้านถ้ำที่เค้ายังอาศัยอยู่จริงๆ เปิดให้ชมและสามารถไปนั่งกินชากาแฟเล่นๆได้

แล้วก็มาเจอตรงนี้ค่ะ วิวอลังการมากกกก เราเข้าไปอยู่ในบ้านถ้ำที่เป็นรูๆ จริงๆ

เห็นรูข้างบนที่มีรั้วมั้ยคะ ตรงนั้นคือส่วนคาเฟ่ค่ะที่เราถ่ายรูปมาค่ะ

จริงๆมีชั้นล่างให้นั่งด้วยนะคะ บรรยากาศข้างในค่ะ

เงียบสงบมาก มีแค่เราสามคนไปเลย ตรงนี้ต้องพินแมพที่ Panorama Hediyelik Esya จอดรถแล้วนั้น แล้วเดินตามทางลงไป จะเจอ คาเฟ่ถ้ำชื่อ Peri Cafe Caveman ก่อน แต่ของเราเดินต่อไปอีกค่ะ จะมีโต๊ะอยู่หน้าบ้าน โผล่เข้าไปได้เลยค่ะ ถ้าดูแมพคร่าวๆ จะประมาณ GPS 38.632445, 34.804638 แถวๆนี้

เนื่องจากเราใช้เวลากับที่นี่ไปมากกว่าที่คิด เยอะมากกกกก คือนั่งแบบทิ้งตัวมาก เลยตัดสินใจขับรถไป Avanos เลย เพื่อที่จะไปหามื้อเที่ยงทานกันค่ะ เราขับรถจาก Uchisar มา Avanos ใช้เวลาประมาณ 15 นาที พอเข้ามาใน Avanos ปุ๊ป เจอตลาดก็จะรถติดนิดนึงค่ะ จนข้ามสะพาน ซึ่งเป็นสะพานที่ค่อนข้างแคบ ขับรถข้ามก็ใจเต้นดีค่ะ เค้าขับกันไม่เบรคเลย 5555

มาจบกันที่ร้านอาหารชื่อ Bizim Ev ร้านใหญ่มากและตกแต่งสวยมาก น่าจะเป็นร้านรับทัวร์แหล่ะค่ะ แต่เรามาสายแล้ว ประมาณบ่ายโมงกว่า ทั้งร้านไม่มีคนเลย อาหารใช้ได้ แต่ราคาสูงกว่าที่กินมาวันก่อนอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

มีไวน์เซลล่าเป็นของตัวเองด้วยค่ะ บ้านถ้ำที่นี่อุณหภูมิเหมาะสำหรับเก็บไวน์โดยธรรมชาติเลย

สำหรับอาหารมื้อนี้ เราเลือกทาน Pottery ค่ะ เพราะเมือง Avanos เองขึ้นชื่อเรื่องเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบอาหาร เราเลือกเมนูคล้ายๆ สตูว์ เรียก Testi Kebab ไก่ และ มิกซ์กริล เนื้อย่างรวมค่ะ

แล้วเราก็สั่งข้าว เป็น Pilaf เพิ่มมาเหมือนเดิมค่ะ รสชาติโอเคนะคะ ไม่ได้ใส่เครื่องเทศที่เราทานไม่ได้ ชอบตุรกีตรงที่มีผักให้ตลอดเลย

บรรยากาศใน Avanos


ลองทำเครื่องปั้นดินเผาท้องถิ่นในเมือง Avanos

จากนั้นเราจึงไปร้าน เครื่องปั้นดินเผาค่ะ เราได้ยินมาว่า มีอยู่ร้านนึงที่เป็นบ้านแบบเมืองใต้ดิน เลยเข้าไปดูซักหน่อย ชื่อร้านว่า Sultans Ceramic Avanos (ไม่ใช่รูปข้างบนนี้นะคะ) คือในร้านต้องเดินขึ้น เดินลง เข้าซอก และเค้าก็จะสาธิตวิธีการทำเครื่องปั้นดินเผาพวกนี้ในห้องต่างๆค่ะ

แอบแนะนำว่า ถ้าใครมีปัญหาด้านสุขภาพ และไม่สามารถเข้าเมืองใต้ดินอย่าง Kaymakli หรือ Derinkuyu Underground City ซึ่งแคบจริง อากาศน้อยจริง และ มีอุโมงค์ยาวๆ ที่ต้องก้ม หรือ เดินแบบสคว๊อต ไปจนสุด แบบเมื่อยอ่ะค่ะ ก็ให้มาร้านนี้แทนได้ เพราะฟิลลิ่งคล้ายกัน แต่ที่นี่ ทำเป็นทางใหญ่ เดินสะดวก แต่ก้ม หรือ ขึ้นลง นิดเดียวค่ะ

คือจริงๆ ร้านนี้ก็ตามสไตล์ร้านตามแหล่งท่องเที่ยว แบบ สาธิตวิธีทำให้ดู แล้วก็พยายามจะให้เราซื้อ แต่ประเด็นคือ ไม่ต้องสาธิตค่ะ ซื้อไปก่อนแล้ว 5555

งานปั้นก็มา ออกมาเป็นใบด้วยนะคะ เค้าให้เราทำตั้งแต่แรกเลย (แต่ถ้าเค้าไม่ช่วยจับก็จะไม่ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง) ต้องถีบตรงฐานให้มันหมุนๆด้วยขาตัวเองค่ะ เสร็จจากขั้นตอนนี้ก็ต้องทิ้งไว้อีก 2 อาทิตย์ แล้วก็นำไปเผา แล้วจึงนำมาเพ้นท์ค่ะ

ของภายในร้าน

อ้อ สำหรับเหยือกที่มีรูๆตรงกลาง มันคือเหยือกไวน์ที่คนสมัยก่อนใช้คล้องแขนค่ะ ปั้นยากที่สุดค่ะ

สาธิตวิธีใช้ 🙂

ขี่อูฐกันที่ Pasabagi ชมงานศิลปะที่ธรรมชาติสร้างตาม Valley ต่างๆ

จาก Avanos เราก็ขับรถกันมายัง Monk Valley หรือ Mushroom Valley ค่ะ ที่เรียกหุบเขาเห็ด เพราะหินมันรูปทรงเหมือนเห็ดค่ะ แต่ก็เป็นที่ที่ คณะสงฆ์เคยมาอยู่ เลยเรียกว่า Monk Valley ก็ได้ ภาษาตุรกีเรียกว่า Pasabagi

ในโซนนี้ ก็จะมี Imagination Valley ที่จะจินตนาการหินเป็นรูปต่างๆ เช่น อูฐ แล้วก็มี Fairy Chimneys หรือ ปล่องไฟนางฟ้า ที่บางท่านเรียก Love Valley (จากรูปทรงของหินค่ะ)

พวกนี้เกิดจากการกัดกร่อน กัดเซาะตามธรรมชาตินะคะ ส่วนบ้านหรือที่อยู่ด้านในถ้ำ ในรูๆ (แบบเดียวกับที่ Uchisar Castle ด้านบน) ถูกสร้างขึ้น เนื่องจากว่า บนแผนดินอนาโตเลีย ฤดูร้อนจะร้อนมากกกกแบบ 40 องศา ส่วนฤดูหนาว ก็คือติดลบ หิมะตก แต่ด้วยธรรมชาติของหินที่นี่ เมื่ออยู่ในถ้ำ อุณหภูมิจะคงที่อยู่ที่ สิบกว่าองศาตลอดปี

ดังนั้น โรงแรมถ้ำที่นี่จะไม่มีแอร์นะคะ เพราะเข้าไปก็รู้สึกเย็นสบายแล้วค่ะ

ตรงนี้จะมีน้องอูฐให้ขี่ในช่วงสั้นๆค่ะ เราเลยพาน้องมาเดินเล่น ขึ้นมายัง Pasabagi Monastry ค่ะ (ตามป้ายมาได้เลย)

ในห้องตอนนี้ ก็กลายเป็นห้องโล่งๆค่ะ แต่ว่า สมัยก่อน ก็จะเป็นที่อยู่ มีชั้นเก็บของ มีโต๊ะ (ที่แกะหินขึ้นมาเหมือนกัน)

น้องอูฐหิว น้องเราก็น่าจะหิวเหมือนกัน 5555

จากนั้นเราก็ขับรถไปกันที่ Rose Valley ค่ะ หุบเขากุหลาบนี้ได้ชื่อมาจาก ชั้นหินสีชมพู ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

พอดี ฝนกำลังจะตก วันนี้ฟ้าหม่นๆมาทั้งวัน ตรงนี้เลยดูหม่นๆ แต่ถ้าดูด้วยตะ จะเห็นเป็นสีชมพู ชั้นๆ เลยค่ะ

ลองสังเกตลักษณะของหินดูนะคะ ตั้งแต่ จุดชมพระอาทิตย์ตก Uchisar มาจนถึงที่นี่ บรรยากาศอาจจะหินๆเหมือนกัน แต่จริงๆ ลักษณะของหิน แตกต่างกันหมดเลยนะคะ

จากนั้นเราก็ขับรถกลับไปเช็คอินที่โรงแรมค่ะ คืนนี้เราพักที่ Sultan Cave Suites ซึ่งเป็นโรงแรมที่จะเห็นทุกคนไปถ่ายรูปคู่กับบอลลูนบนดาดฟ้าค่ะ

ดังนั้น ช่วงเย็นๆนี้ เราก็มีแค่ ซื้อตั๋วรถบัสที่จะไป นั่งไป Antalya ในวันพรุ่งนี้ ส่วนอาหารเย็น เราเลือกทานที่ Setan Restaurant ซึ่งเป็นร้านในโรงแรมที่เราพักค่ะ

บรรยากาศภายในร้านค่ะ

อีกหนึ่งอย่างที่เราชอบมากๆๆๆๆๆ ถือเป็นการเบิกเนตรเลย คือ ปกติเราเรียนที่อิตาลีจะกินขนมปังจิ้มน้ำมันมะกอกกับเกลือหรือบัลซามิกใช่มั้ยคะ ที่นี่เสิร์ฟถั่วบดมา เราเลยเอา น้ำมันมะกอก จิ้ม ถั่วบด จิ้ม เกลือนิดนึง โอ้ยยยยยย ถามว่า ขอขนมปังเพิ่มกี่ตะกร้า 55555 เนี่ย เดี๋ยวจะเอามาทำที่บ้านบ้าง

จริงๆจานนี้ก็คือ สเต๊ก ทานกับผัดผัก มันบด ข้าวพีลาฟ ทานง่ายค่ะ

ทานเสร็จ เราเลือกที่จะกลับห้องเลย ตอนแรกว่าจะไปเดินเล่น แต่วันถัดไปต้องตื่นเช้า ทานเสร็จก็สี่ทุ่มแล้วค่ะ


Day 4 : Last Day in Cappadocia

แน่นอนว่า ถ้าจะตื่นมาชมบอลลูน ก็จะต้องตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นค่ะ เรามีเวลาประมาณ ตี 5 – 6 โมงกว่าๆ ที่จะมีบอลลูนลอยอยู่เต็มฟ้าแบบนี้

อ่านรีวิวฉบับเต็มของโรงแรม Sultan Cave Suites คลิ๊กที่นี่
ลิงค์ไปจอง คลิ๊กที่นี่

เราเริ่มที่ระเบียงสุดฮิตตรงนี้กันก่อน เรามาถึงประมาณตีห้ากว่าๆ โอ่ยยยย เต็มไปด้วยคนจีนแทบจะตั้งกองถ่าย กล้องอลังการมาก ก็รอค่อนข้างนานนะคะ

ตรงนี้เค้าให้แขกที่พักที่นี่เข้ามาเท่านั้นนะคะ

จริงๆ ถึงจะไม่เน้นถ่ายรูป แต่ระเบียงตรงนี้แค่ตื่นมาดูวิวก็คุ้มแล้วค่ะ เพราะเห็นวิวเมืองแล้วก็พระอาทิตย์ขึ้น บรรยากาศตรงนั้นจริงๆมันฟินมากเลยนะคะ อากาศดี ค่อยๆดูบอลลูนลอยไปตามลม เป็นโมเม้นท์ที่ดีมากๆเลยค่ะ

จากนั้นเราก็เลยขับรถไปหาจุดชมวิวดูบอลลูนกันอีกที่นึงค่ะ

ตรงนี้เป็นจุดแรนดอมที่เราเอาของมาปิคนิคกันค่ะ พวกพร๊อพยืมมาจากโรงแรมนะคะ เราขับรถมาชิวๆ เห็นตรงไหนดูว่างๆบรรยากาศดี ก็จอดลงค่ะ ไม่มีคนเลย

หลังจากนั้นเราก็กลับมานอนต่อค่ะ และพร้อมลุยสำหรับวันนี้แล้ว


เที่ยวเมืองใต้ดิน Kaymakli Underground City

ที่แรกที่เราไปกันวันนี้ก็คือ เมืองใต้ดิน โดยในละแวกนี้มี 2 แห่งนะคะคือ Derinkuyu และ Kaymakli ซึ่งเราเลือกที่จะไป Kaymakli ตามคำแนะนำทั้งจากคนท้องถิ่นและในเน็ตค่ะ

จริงๆแล้วตามคำแนะนำบอกว่า Derinkuyu ใหญ่กว่า แต่กรุ๊ปทัวร์ใหญ่ๆจะไปลงเยอะกว่า คนเยอะ แล้วก็มีคนบอกว่า Kaymakli มันดูอเมซิ่งกว่า อันนี้ตอบไม่ได้นะคะเพราะไปแค่อันเดียว

เราใช้เวลาขับรถมาประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ

ที่ Kaymakli Underground City เสียค่าเข้า 25 ลีราค่ะ และไม่จำเป็นต้องจ้างไกด์นะคะ ไม่ต้องกลัวหลงค่ะ มีลูกศรตลอดทาง แต่ว่าจะต้องดูลูกศรตลอดนะคะ ห้ามเดินเพลินๆเลี้ยวมั่วนะ ถ้าหลงแล้วยุ่งแน่นอน เพราะว่า ข้างในมันมีอีกเป็นร้อยๆพันๆห้อง อย่าคิดว่าไปทางไหนกลับทางนั้นจะรอดนะคะ ไม่รอดเด้อ มันสลับซับซ้อนมาก เราเดินเข้าไปกันลึกมากๆนะคะ

โดยลูกศรสีแดงคือทางเข้าค่ะ แล้วลูกศรสีน้ำเงินคือทางออก

สำหรับคนที่มีปัญหาสุขภาพ เราไม่แนะนำให้เข้ามาเลยค่ะ เพราะข้างในนี้อากาศน้อย ถ้าตามลูกศรมาจะมี 2 ช่วง ที่แคบ และต้องก้มหรือนั่งยองๆสควอทเข้ามา ทางแคบยาวมากกกกก แบบขาสั่นอ่ะค่ะ แบบที่ผ่านอันนี้ก็ต้องยืนหอบกันพักใหญ่ เดี๋ยวหายใจไม่ทัน เหนื่อยเร็วมากค่ะข้างใน

แต่ถ้าไม่ได้มีปัญหาอะไร ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยนะคะ มันอะเมซิ่งมากๆ คือมันเคยเป็นเมืองหนึ่งเมือง หรือ หมู่บ้านหนึ่งหมู่บ้าน ซึ่งทั้งหมู่บ้านนั้นมันอยู่ใต้ดิน ใช้ชีวิตกันอยู่ในนี้ เป็นร้อยๆห้อง ทางแยกซับซ้อน มีชั้นลงไปเรื่อยๆ มีบันได มีห้องใหญ่ ห้องเล็ก โบสถ์ ที่เก็บไวน์ ครัว มีอะไรเต็มไปหมด จะมีป้ายบอกตลอดว่าห้องไหนเป็นห้องอะไรค่ะ ระวังหัวชนกันด้วยนะคะ

ทางด้านหน้าจากที่จอดรถไปถึงทางเข้าก็จะมีตลาดของที่ระลึกเต็มไปหมดเลยค่ะ

จากนั้นเราก็ขับรถกลับมาแวะ Pigeon Valley ค่ะ ที่นี่เค้าจะเลี้ยงนกพิราบกัน เนื่องจากเค้าจะเอาขี้นกไปขายทำปุ๋ยค่ะ

ตรง Pigeon Valley ก็สวยนะคะ จะเห็น Uchisar Castle ด้วย แต่ตอนเราไปฝนตกค่ะ

Devil eye หนึ่งในความเชื่อว่าเป็นเครื่องรางในการขับไล่ความชั่วร้ายค่ะ

มีเด็กๆมาขอถ่ายรูปด้วย คงเห็นว่าเราหน้าแปลก 5555 เราเลยขอถ่ายกลับค่ะ น้องๆมาทัศนศึกษาเป็นกลุ่มใหญ่เลย


ชิมไวน์ที่โรงไวน์ Turasan

รอบๆ Goreme-Urgrup มีโรงผลิตไวน์หลายแห่งเลยค่ะ เนื่องจากฝนตกหนักมาก เราเลยเลือกที่จะเปลี่ยนแพลนกระทันหัน หลบฝนเข้าไปชมโรงไวน์แทน

ที่นี่ก็จะมีไวน์ให้ชิมฟรีค่ะ และไวน์ราคาถูกมาก ราคาร้อยสองร้อย แต่ไม่ค่อยอร่อยเลยค่ะ รสฝาดแบบแทนนินสูงมากกกกกกก แต่เราคิดว่าอาจจะเพราะเป็นไวน์ชิมฟรีแบบทัวร์ลงนิดนึง เลยไม่ได้ดีมาก ส่วนใหญ่เป็นองุ่นชื่อพันธุ์ของตุรกีเอง แล้วก็จะออกไปทาง dry มากกว่าค่ะ ส่วนตัวเราชอบทานไวน์หวานเลยลอง มอสคาโต้ไปถือว่าไม่แย่มากค่ะ พอๆกับไวน์ถูกๆในอิตาลี

Goreme Open Air Museum

พอฝนเริ่มหยุดตก เราก็ขับรถมาที่สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดในเมือง Goreme นั่นก็คือ Goreme Open Air Museum ที่จัดการให้ตัวสถานที่จริงๆกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ เลยได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนั่นเองค่ะ

ระหว่างทางก็ขอแวะถ่ายรูปกับหินประหลาด 3 อัน ที่มีชื่อเล่นว่า Three Beauties ค่ะ

รูปทรงแปลกประหลาด ไม่รู้หินก้อนข้างบนมันไปอยู่อย่างงั้นได้ยังไงนะคะ ไม่ตกลงมาด้วย

 

ตรงนี้ขับรถผ่านก็จะเห็นค่ะ มีที่จอดข้างๆ เข้าไปจอดได้เลยค่ะ

จากนั้นเราก็มาเข้า Goreme Open Air Museum กันค่ะ ค่าเข้า 30 ลีราค่ะ

เข้ามาก็จะเจอตึกแรกเป็นสำนักชีค่ะ

เราอาจจะรู้สึกว่ามันหินๆ เหมือนๆกันไปหมด แต่จริงๆ วิวและลักษณะของหินแต่ละที่ มันมีความแตกต่างกันอยู่นะคะ ซึ่งนั่นทำให้การเที่ยวรอบๆบริเวณนี้สนุกมากค่ะ

ใหญ่จริงๆถ้าเทียบกับขนาดคน

แต่ละห้องหรือแต่ละตึก ก็จะมีฟังค์ชั่นที่แตกต่างกันไป มีโบถส์ที่ดูมีศิลปะแบบไบแซนไทน์อยู่เยอะเหมือนกันนะคะ แต่เค้าห้ามถ่ายรูปข้างใน

ข้างในถือว่าสมบูรณ์และหน้าทึ่งมาก ที่แม้จะอยู่ในถ้ำก็ยังแกะสลักเลียนแบบโครงสร้างของโบถส์เช่นการทำอาร์คโค้งหรือเสาฟอรั่ม ค่ะ

ตรงนี้ป้ายบอกว่าเป็นโต๊ะทานข้าวค่ะ ห้องที่อยู่ติดกันและเชื่อมกัน ก็จะมีลักษณะเป็นครัว เห็นหลุมที่น่าจะเป็นเตาจุดไฟ

หลังจากเสร็จจากที่นี่ เราก็อยากไปเดินห้างกันค่ะ เพราะน้องอยากได้ชุดว่ายน้ำ 5555 เป็นความไร้สาระของสาวๆ ด้วยความที่ Goreme เป็นเมืองท่องเที่ยวสุดๆ ของที่ขายก็จะเป็นสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งนั้นเลย เลยขับรถเข้า Nevsehir ไปห้างชื่อ Forum Cappadocia แล้วก็พบว่า อ่อ เมืองเค้ามันก็เป็นอพาร์ทเม้นท์ เป็นตึกๆ ไม่ได้อยู่ในถ้ำกันนะคะ ดูเป็นชีวิตคนเมืองปกติมาก

เริ่มหิวกันแล้ว เพราะเราออกจากโรงแรมเกือบเที่ยง ทานข้าวเช้าไปตอน 11 โมง เลยลากยาวมาทั้งวัน

แรนดอมมาทานร้านที่เป็นรูปไก่ๆ อร่อยดีค่ะ ทานง่ายเลย ทานกันหมดแบบแฮปปี้ๆ ราคาไม่แพงด้วยค่ะ เซ็ทละร้อยกว่าบาท ตามสไตล์อาหารบนห้าง

เราก็ไปเดินเล่นซุปเปอร์มาร์เก็ตซื้อของตุนเพราะคืนนี้เราจะนั่งรถนอน night bus ยาว 9 ชั่วโมงค่ะ ถ้าจำไม่ผิดที่นี่คือของคาร์ฟู นะ แล้วก็พบว่า เวลาซื้อน้ำพวกนี้ในแหล่งท่องเที่ยวนี่คิดราคา 5 ลีรา 35 บาทตลอดเลย มาดูจริงๆ แค่ 14 บาทเอง

ที่แฮปปี้มากคือ เดท หรือ อินทผลัม ค่ะ ราคาโหดมากกกกกก กิโลละ 280 บาท อยู่ไทยนี่ได้ขีดเดียวเองมั้ง แล้วเดทรุ่นที่มันหนาๆ เม็ดใหญ่นี่อร่อยมาก แบบหวานฉ่ำ แต่ไม่หวานเกินไป แล้วก็ไม่มีความแห้งแข็งๆ คือเป็นอะไรที่นุ่มฉ่ำมาก แอปปริคอทก็ถูก โอ้ย แฮปปี้มาก

ขนมหวานค่ะ โซนนี้ก็ราคาน่ารักมาก เพราะชิ้นนึงมันเบามาก ถูกมาก

อ้อ เราช้อปปิ้งกันอลังการมากเลยนะคะ ที่นี่มีแบรนด์ท้องถิ่นชื่อ Koton ราคาน่ารักมากเลย เสื้อผ้าโอเคเลยค่ะ แล้วก็ถอยชุดว่ายน้ำ กับ เครื่องสำอางกันมา ร้านที่ชื่อ Gratis มีพวกเครื่องสำอางราคาน่ารักมาก แปรง real technique เราได้มาเซ็ทละไม่ถึงสี่ร้อย ที่ไทยขายตั้งเกือบพัน


Goreme Bus Station

จากนั้นเราก็นัดกับเจ้าของรถ เอารถมาคืนที่สถานีรถบัสค่ะ คืนรถเรียบร้อยก็เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ออฟฟิศรถบัส

ทุกคนคือนั่งเชียร์บอลกันอยู่ นัดชิงยูฟ่า ความชิวนี้

ด้วยความที่เราไปป่วนเค้าตั้งแต่เมื่อวานตอนซื้อตั๋ว วันนี้เข้าไปตอนเค้ากินข้าวกันอยู่ โดนชวนกินข้าวจ้าาา แล้วซึ่งคือ เป็นแกงหม้อใหญ่ๆ ที่ทุกคนใช้มือ เอาแป้งพิต้าจุ่มกิน ลุงหยิบแป้งปาดแกงแล้วยื่นมาให้เรา จะไม่กินก็ไม่ได้ เลยแบบ เออๆ กินก็ได้วะ มือใครบ้างไม่รู้ แต่อร่อยนะ 5555

แล้วก็เลยเอาเชอร์รี่กับขนมที่ซื้อมามานั่งกิน เค้าก็ทำชาอะไรให้เราค่ะ

อ้อ เราบอกเค้าว่าเราต้องการที่อาบน้ำ เค้าเลยพาเราไปฝากอาบน้ำในห้องของโรงแรมที่เค้ามีคอนเนคชั่นค่ะ จ่ายค่าอาบไปไม่กี่สิบบาท เปลี่ยนเป็นชุดนอนมารอขึ้นรถบัสสบายใจ เลยไปเดินเล่นซื้อของฝากอีกนิดหน่อย

ร้านนี้ เดินแรนดอมมา จะมีโปสการ์ดกับแมกเนตอยู่หน้าร้านเยอะๆ คนขายสวยมากกกก พูดดี น่าร๊ากกกก สรุปซื้อมาเยอะมากเลย ชาแอปเปิ้ลกล่องละ 4 ลีรา (28 บาท) พวกถ้วยเซรามิคก็เริ่มตั้งแต่หลักสิบบาท ไปจนถึงหลายร้อย มีของเยอะดีค่ะ ราคาไม่แน่ใจว่าถูกหรือแพงเหมือนกันนะคะ แต่เท่าที่เจอมา เราว่าถูกมากแล้วค่ะ

วันนี้เราขึ้นรถบัสรอบ 4 ทุ่ม ไปถึง Antalya ตอน 7 โมงเช้า ระยะทางประมาณ 540 กม. ราคา 75 ลีรา (ห้าร้อยกว่าบาท) บนบัสจะมีแจกของว่างขนมให้นะคะ มีจอ มีหูฟัง บัสค่อนข้างแคบนิดนึง เค้าจะมีการติดแท๊กกระเป๋า เรียบร้อยดีค่ะ

บริเวณสถานี ไม่ได้มีอาคารอะไรใหญ่โตนะคะ ดูโล่งๆนิดนึง
บัสที่เราขึ้นค่ะ

รู้สึกว่าเป็น 3 วัน 2 คืนที่คุ้มค่ามากๆเลยค่ะ คนที่นี่เฟรนด์ลี่และน่ารักมากๆ เข้าใจว่าทำไมนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวตะวันตกหลายคนมาอยู่กันเป็นอาทิตย์ มีเทรลที่น่าเดินเทรกหลายเทรลมาก ชิวมากเลยค่ะ

ตอนต่อไปเราจะพาไป เมืองริมทะเลเมดิเตอเรเนียนอย่าง Antalya แล้วก็จุดท่องเที่ยวสำคัญอีกสองแห่งของตุรกี นั่นก็คือ Pamukkale และ Ephesus กันค่ะ อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ 🙂

ตอนต่อไป คลิ๊กที่นี่

_____________________________

หากชอบรีวิว ช่วยกดไลค์เพจเป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่า

สำหรับ ทริปนี้ เราแบ่งเป็น 10 ตอนตามนี้เลยค่ะ แล้วก็ยังมีรีวิวแยกของร้านอาหารและโรงแรมให้ด้วยนะคะ 🙂

[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 1] : บทนำ แผนการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และ สิ่งที่ควรรู้
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.1] : Cappadocia ดินแดนในฝันที่มีมากกว่าบ้านถ้ำและบอลลูน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.2] : Cappadocia ขี่อูฐ วิวบอลลูน ขับรถเที่ยวในดินแดนเหนือจินตนาการ
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 3] : Antalya เมืองเก่าสุดชิลล์ ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 4] : Pamukkale ปราสาทปุยฝ้าย บ่อน้ำแร่ที่ธรรมชาติสร้างได้เหมือนฝัน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 5] : Ephesus เมืองกรีกโบราณ ที่อยู่ของหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 6.1] :อิสตันบูล วันแรก ดื่มด่ำ สโลว์ไลฟ์ ในย่าน Sultanahmet
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 6.2] :จิบชาในวังริมทะเล วันที่สองใน Istanbul เมืองคัลเจอร์ที่เราหลงรัก
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนจบ] : เก็บตกวันสุดท้าย ในอิสตันบูล กับประสบการณ์ Turkish Bath ครั้งแรกในชีวิต
19 ชั่วโมงใน Almaty คาซัคสถาน ภูเขาหิมะ วิวหลักล้าน ทานเนื้อม้า ให้อาหารเหยี่ยว

รีวิวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในทริปนี้
[รีวิว] สายการบิน Air Astana สายการบินแห่งชาติคาซัคสถานที่ดีเกินคาด
[รีวิว] Turkish Airlines สายการบินประจำชาติตุรกี กับเที่ยวบินภายในประเทศ
[รีวิว] Sultan Cave Suites โรงแรมถ้ำกับจุดถ่ายรูปอันเป็นเอกลักษณ์แห่ง Cappadocia
[รีวิว] Local Cave House โรงแรมที่มาพร้อมวิวสระว่ายน้ำกลางบ้านถ้ำแบบ Cappadocia
[รีวิว] Bosphorus Grill ร้านอาหารริมทะเลมาร์มาร่า ข้างพระราชวังสุดอลังการในอิสตันบูล
[รีวิว] Gazebo Lounge จิบชายามบ่าย ในรั้วพระราชวังริมทะเลวิวอลังการ เมืองอิสตันบูล
[รีวิว] Kybele Cafe คาเฟ่แสนน่ารัก ดื่มด่ำบารากุ ย่านเมืองเก่า อิสตันบูล