[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2] : Cappadocia ดินแดนในฝันที่มีมากกว่าบ้านถ้ำและบอลลูน

เราเริ่มทริปตุรกีกันที่ Cappadocia เพราะกลัวไม่ได้ขึ้นบอลลูน!

เรื่องจริงจากใจเลย ตัวเราเองเคยจองทริปบอลลูนที่ประเทศจอร์แดนและดูไบ จ่ายมัดจำเรียบร้อย และฟ้าฝนก็ไม่เป็นใจทำให้เราแคนเซิลทั้ง 2 ครั้ง (ซึ่งแบบเป็นประเทศทะเลทรายทั้งสองที่ พอเราจะขึ้นบอลลูนแล้วฝนตกอ่ะ ปีนึงจะฝนตกได้ซักกี่วัน?) ครั้งนี้ ยิ่งเป็นดินแดนที่มีบอลลูนเป็นสัญลักษณ์ เราจึงประกาศกร้าวว่า ถ้าไม่ได้ขึ้นบอลลูน เราไม่กลับ!!!

โชคดีที่ครั้งนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แต่จริงๆเรามี แพลน B จนถึง แพลน Z เผื่อไม่ได้ขึ้นบอลลูน ซึ่งแพลนพวกนี้ ได้เอาไปใช้วันที่ไป ปามุกคาเล่ เพราะแต้มบุญไม่ถึง ฝนตกหนัก เราเลยต้องเปลี่ยนแพลนกันอีกที รอติดตามตอนต่อไปนะคะ!

_____________________________

เกร็ดเล็กๆน้อยๆ

  • Cappadocia เป็นชื่อในเชิงประวัติศาสตร์ของดินแดนแถบนี้ ในปัจจุบัน เรียกพื้นที่แคว้นนี้ว่า Central Anatolian Region เพราะเราอยู่ตรงกลางของที่ราบสูงอนาโตเลีย (แคว้นนี้ ใหญ่มาก ครอบคลุมไปถึงเมืองหลวงอย่างกรุงอังการา และ เมืองใหญ่อีกเมืองอย่างคอนย่าอีกด้วย)
  • แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของดินแดน Cappadocia จะมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเล็กๆชื่อ Goreme ซึ่งอยู่ในจังหวัด Nevsehir
  • ที่เที่ยวอื่นๆก็จะอยู่ในเมือง Urgrup, Avanos ซึ่งก็ยังอยู่รอบๆ Nevsehir เช่นกัน
  • สนามบินที่มายัง Goreme ได้มี 2 สนามบิน คือ Nevsehir Airport (เดินทาง 40 นาที) และ Kayseri Airport (เดินทาง 1 ชั่วโมง)
  • Kayseri เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีชายแดนติดกับจังหวัด Nevsehir โดยมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือภูเขา Erciyes เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในแคว้น สามารถมาเล่นสกีได้
  • การเดินทางรอบๆ : เมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยว ดังนั้น จึงมีทุกอย่างที่พร้อมสำหรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว ทุกโรงแรมมี Shuttle จากสนามบินถึงโรงแรม หากซื้อทัวร์แยก ทุกบริษัทมีรถรับส่ง จริงๆ สามารถเดินทางด้วยรถบัสได้ด้วย ถือว่าเป็นเมืองที่เที่ยวเองง่าย ไม่ต้องลุยอะไรมาก มีภาษาอังกฤษ
  • ส่วนเราไปสามคน จึงเลือกเที่ยวที่นี่โดยการเช่ารถขับ เพราะมีหลายที่ที่อยากไปเก็บ (เป็นที่ที่เดินได้ แต่เราอยากประหยัดเวลาค่ะ)

_____________________________

การเช่ารถขับ

เราว่าไม่ยากเลยค่ะ เรื่องการขับเลนส์ขวา สำหรับเราแค่ตั้งสติซัก 10 นาทีแรก ขับไปแป๊ปนึง ก็ชินแล้วค่ะ ส่วนถนนที่นี่ขับง่าย รถในเมืองเล็กๆอย่าง Goreme, Urgrup รถน้อยมากกกกก มีถนนหลักอยู่เส้นเดียว ขับง่ายมาก ถ้าระหว่างเมืองใหญ่ๆ อย่าง Kayseri-Nevsehir รถจะเยอะขึ้น แต่เชื่อเถอะค่ะ ขับในเมืองไทยได้ ที่นี่ขับโคตรง่าย

อ้อ นอกจากสถานการณ์ขับรถง่ายแล้ว ที่ชอบที่สุดเลยคือ หาที่จอดรถง่ายมากกกกก ทุกจุดท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม จะมีที่จอดรถค่ะ

เรื่องเดียวที่บางคนอาจจะรู้สึกว่าขับยาก คือ บางช่วงมันชัน แต่มันเป็นช่วงสั้นๆนะคะ อย่าง Goreme มันอยู่ในหุบเขา สร้างเมืองกันในเขาเลย ตอนขับเข้าไปครั้งแรกนี่แบบ ใจเต้นเลยค่ะ รู้สึกว่ามันโคตรเจ๋งเลยอ่ะ เจ๋งแบบต้องมาเห็นด้วยตา เพราะฉะนั้น บางจุดเช่น โรงแรม Sultan Cave Suites ซึ่งอยู่บนเขา หรือ Goreme Sunset Point จะอยู่บนเขาซึ่งถนนแคบและชันนิดนึง แต่ระยะทางมันสั้นมากๆนะคะ ไม่เกิน 3-5 นาที จุดนี้ คนส่วนใหญ่จะเดินขึ้น ถ้าคุณชอบ trek ก็จะชอบเดิน แต่จุดนั้น เรารู้สึกโคตรดีใจเลยที่มีรถ 5555

สำหรับการเช่ารถ เราเลือกที่จะเสี่ยงเช่ากับ บริษัทท้องถิ่น ที่ตอนนั้นทำใจไว้ 50-50 ว่าอาจจะโดนหลอกก็ได้ ไม่มีรีวิวเลย เว็ปก็ดูบ้านๆ แต่ที่เลือกหลักๆเลยเพราะว่า เป็นที่เดียวที่ยอมให้เรา คืนรถที่ไหนก็ได้ในเมือง คนของบริษัทเค้าก็ตามมารับรถ ซึ่งเราเลือกที่จะ รับรถที่สนามบิน Kayseri และ คืนรถที่ สถานีรถบัส Goreme Bus Station แล้วไม่มีเวลาเปิดปิด แค่แจ้งเค้า จะรับกี่โมง คืนกี่โมง เค้าก็เอารถมาส่งที่สนามบิน แล้วก็นัดเจอกัน ตอนคืน

สรุปไม่โดนหลอกนะคะ แถมประทับใจมากๆๆๆ คุณ Caner (อ่านว่า จาเนส) น่ารักมาก ขับพาไปที่ปั๊มใกล้สนามบิน แล้วประเมิณน้ำมันที่เราต้องเติมจากแผนการเดินทางของเรา ซึ่งเค้าแม่นมาก (เค้าเอารถให้เราแบบน้ำมันขีดเดียว ตอนคืนก็คืนขีดเดียว) ไม่จำเป็นต้องเติมเต็มถัง

เช่ารถ 3 วัน ได้รถ Fiat Egea เกียร์ออโต้ มาในราคา 115 ยูโร รวมประกัน รวมคืนรถต่างสถานที่ ค่าประกัน ภาษี ทุกอย่างแล้วนะคะ จ่ายเงินสดตอนรับรถ ไม่ได้จ่ายมัดจำอะไรค่ะ เค้าขอแค่ พาสพอร์ทกับใบขับขี่สากลค่ะ

เว็ป : www.cappadociarentacar.net
อีเมล์ : info@cappadociarentacar.net

ปล. ถ้าตอนนั้นโดนหลอกจริง แบบเค้าไม่มารับ หรืออะไรแบบนี้ แพลนบี คือ เช่ารถจาก Avis ที่สนามบินค่ะ แต่เจ้านี้เค้าก็ตอบเมล์เร็วมาก คุยกันชัดเจนว่ารับตรงไหน อะไรยังไง สรุปว่า ประทับใจและขอบอกต่อเลยค่ะ

_____________________________

Day 1 : Bangkok-Istanbul

เราเลือกตั๋วเครื่องบินราคาถูก ทำให้เราต้องใช้เวลาวันแรกไปกับการเดินทาง โดยสายการบิน Air Astana โดยเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 10.15 น. ใช้เวลาเดินทาง 7 ชั่วโมงถึงเมือง Astana เมืองหลวงของคาซัคสถาน แวะเปลี่ยนเครื่อง 1.30 ชั่วโมง และเดินทางอีก 6 ชั่วโมงถึง สนามบิน Istanbul Ataturk Airport รวมเวลาเดินทาง 14 ชั่วโมง 40 นาที

สำหรับเรา ซึ่งพอมีเวลา จึงไม่ได้เน้นว่าจะต้องบินกลางคืนไปถึงตอนเช้าแล้วเที่ยวได้เลย หากเลือกบินตรง จะเป็นไฟลท์ดึก ใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมง 15 นาที ไปถึงเช้ามืดที่นั่น แต่ราคาต่างกันจาก หมื่นหก เป็น สามหมื่นห้า เราเลยเลือกประหยัดดีกว่าค่ะ

เราประทับใจสายการบิน Air Astana มากๆ เครื่องใหม่ ที่นั่งกว้าง แจกของเยอะมาก เป็นที่แรกที่ได้สลิปเปอร์กับหมอนรองคอเป่าลม ในชั้นอีโค่ [อ่านรีวิว Air Astana คลิ๊กที่นี่]

เมื่อถึงสนามบิน Istanbul เราแลกเงินเล็กน้อยแค่พอใช้ แล้วจึงนั่งแท๊กซี่ไปยัง Airport Hotel ที่เราจองไว้ ชื่อ Tempo Suites Hotel (ห้องสามคน 57 Euro) ใช้เวลา 10 นาทีจากสนามบิน

แท๊กซี่ที่นี่เหมือนเมืองไทย ไม่ยอมใช้มิเตอร์ ทางโรงแรมบอกเราว่า ให้ต่อราคาที่ 20 ลีรา แล้วให้คนขับไปเก็บกับทางโรงแรม เราต่ออยู่ 3 คัน ไม่ยอม สุดท้ายเลยไปตรงสนามบินขาเข้า ตรงที่แท๊กซี่มาส่งผู้โดยสารคนอื่น ตรงนั้นถึงจะยอมค่ะ

_____________________________

Day 2 : Istanbul-Kayseri / First Day in Cappadocia

เราเดินทางจาก Istanbul สู่สนามบิน Kayseri โดยสายการบิน Turkish Airlines ซึ่งตั๋วบินในประเทศถูกสุดๆ

เวลาจองตั๋วเครื่องบินใน Istanbul ต้องดูดีๆนะคะ มี 2 สนามบิน เราเลือกสนามบินเดิมกับที่มาถึงเมื่อวาน ออกเดินทางเวลา 08.50 น. ถึง Kayseri เวลา 10.25 น.

ฝั่งขาออกภายในประเทศของสนามบินอิสตันบูล มีเคานเตอร์ Turkish Airlines ค่อนข้างเยอะ มี Kiosk ให้เช็คอินและปริ้นท์ตั๋วเองเยอะมาก ค่อนข้างพอกับจำนวนคน แต่ Baggage drop ยังต้องต่อคิว ประมาณ 10 นาทีค่ะ ด้านในมีร้านอาหาร มี Starbucks, Burger King, มีร้านเบเกอรี่+แซนวิชชื่อ Cakes&Bakes ที่กลายมาเป็นร้านโปรดเราในทริปนี้ สบายค่ะ

ส่วน Kayseri ก็เป็นสนามบินเล็กๆ เดินออกมาก็เจอบริษัทรถเช่าถือป้ายชื่อเรายืนรออยู่

กระเป๋าจาก Something Simple เราเป็นคนไม่ชอบใช้เป้และไม่ชอบแบกกระเป๋าเทอะทะ แต่ของที่ต้องแบกคือ โดรน กล้องถ่ายรูป กล้องโกโปร มือถือ กระเป๋าตังค์ พาสพอร์ท ใบขับขี่สากล แว่นกันแดด แผนที่ ปกติเราใช้กระเป๋าผ้าแบบ Tote แต่มันปิดปากกระเป๋าไม่ได้ มาเจออันนี้ดูเล็ก แต่ใส่ของทั้งหมดได้ แบบรูดปิดกระเป๋าได้ด้วย http://www.somethingsimpleshop.net/

จากนั้นคนขับก็ offer ว่าเค้าจะขับรถไปให้ถึง Goreme เพราะเค้าเองก็ต้องกลับออฟฟิศทางนั้นเหมือนกัน ซึ่งเราก็โอเคค่ะ จะได้ดูทรงด้วยว่า แถวนี้ขับรถกันประมาณไหน (ความเร็ว การแซง เลี้ยวขวาผ่านตลอดมั้ย เปิดไฟหน้ารถไว้ตลอดรึป่าว บีบแตรเยอะมั้ย เป็นอะไรที่สังเกตไว้ไม่เสียหายค่ะ)

เวลาประมาณเที่ยงเราก็มาถึงโรงแรม Local Cave House ที่เราจองไว้พร้อมเช็คอินค่ะ

เราเลือกทานอาหารเที่ยง ที่ร้าน Cafe Safak ซึ่งมีรีวิวที่ดีใน TripAdvisor (แม้ตัวเราเองจะไม่เชื่อถือใน ทริปแอดไวเซอร์ขนาดนั้นแล้วก็ตาม) แต่ร้านก็ดูโอเคค่ะ เราทานแซนวิชเนื้อบด ราคา 9 ลีรา อร่อยดีค่ะ

หน้าร้านมีไอศครีมขายด้วย เค้าก็จะเล่นมุกแกล้งเราไม่ให้ได้ไอศครีมซักที

Relaxing Time at Local Cave Hotel

จากนั้นเราจึงใช้เวลาเอื่อยๆชิวๆ เล่นน้ำอยู่ที่โรงแรมค่ะ

นอกจากว่ายน้ำแล้ว แถวๆโรงแรมก็สวย (อ่านรีวิวโรงแรม Local Cave House คลิ๊กที่นี่ ทางไปจอง คลิ๊ก)

Horse Riding in Zemi Valley

จากนั้นประมาณ 4 โมง เราก็ขับรถไปที่ฟาร์มม้า Lucky Horse Ranch ขับจากโรงแรมไปประมาณ 5-10 นาที พอเข้าซอยไปแล้วก็เข้าไปตามทางเลยค่ะ จะมีคอกม้าอันแรกอยู่ขวามือยังไม่ใช่ ให้เข้าไปอีกจนเจอป้ายค่ะ

จริงๆถนนมันจะคลุกฝุ่นหน่อย ให้เค้ารับ-ส่งที่โรงแรมก็ง่ายดีนะคะ

วันนี้เราเลือกโปรแกรม 1 ชั่วโมง (20 Euro) เค้าจึงพาเราไป Zemi Valley ค่ะ ถ้าเลือกโปรแกรมนานกว่านี้ก็จะไปจุดพีคๆได้หลายจุด แนะนำ Sunset หรือ Balloon Horse Riding ด้วยนะคะ แต่ต้อง 2 ชั่วโมงค่ะ (40 Euro) อากาศเย็นสบาย โชคดีที่วันนี้แดดไม่จ้ามากค่ะ

ว่ากันว่า Cappadocia มีความหมายว่า The land of beautiful horses หรือดินแดนม้าสวย ม้าตัวที่เราได้ขี่ก็เป็นม้าอนาโตเลี่ยนค่ะ ซึ่งตัวเล็กกว่าแต่แข็งแรงกว่า ส่วนม้าขาวตัวใหญ่เป็นมหาอราบิค

ที่นี่ใช้ Western Saddle นะคะ แต่รีเควสท์ English Saddle ได้เช่นกันค่ะ

น้องสองคนที่มาด้วยไม่เคยขี่ม้ามาก่อนเลย แต่ม้าที่นี่ถูกเทรนมาดีมากๆ ขี่ง่ายมากเลยค่ะ

เจ้าของบอกว่าเราจะได้ขี่ตัวนี้ เลยลองเข้าไปทำความคุ้นเคยก่อน เออ เจ้าของเค้าตกใจชุดเราด้วยนะคะ บอกว่ากลัวขี่ม้าไม่สะดวก หารู้ไม่ว่า เราชินกับเดรสแบบนี้มาก 5555

เจ้าของค่ะ เราแค่บังคับม้าให้มันไม่กินใบไม้ข้างทาง ก็พอแล้ว นอกนี้มันก็จะเดินตามกันเป็นขบวน

แกลเลอรี่พรมที่ตกแต่งไว้อย่างขึ้นกล้องสุดๆ Galleri Ikman

จากนั้น เราก็กลับมาในเมืองค่ะ ไปเดินเล่นแถวย่านร้านค้าและร้านพรม เลยมาแวะถ่ายรูปกันที่ ร้านพรมชื่อดังในหมู่ Travel Blogger ที่นี่ชื่อว่า Galleri Ikman ค่ะ แต่อย่าพิมพ์ชื่อร้านไปใน Google maps นะคะ มันพินผิดที่ ต้องใส่ GPS 38.642273, 34.829410 ค่ะ

เค้าจะบังคับให้เราให้ทิปส์ แล้วก็มายืนมุงดู แอบกดดันนิดนึง เราให้ไป 3 คน 50 ลีรานะคะ

ทางเข้าหน้าร้าน

ดูพระอาทิตย์ตกที่ Goreme Sunset Point

ตรงนี้ขับรถขึ้นมาจอดได้นะคะ เดินขึ้นมาก็ได้ค่ะ คนส่วนใหญ่เดินขึ้นมา แต่เสียดายวันนี้ฟ้าค่อนข้างครื้ม เลยไม่เห็นพระอาทิตย์ชัดๆ เห็นแต่วิวบรรยากาศรอบๆค่ะ แต่ละฝั่งก็จะมีความเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน

ในเมืองเริ่มเปิดไฟแล้ว ส่วนอีกฝั่งน่าจะฝนตกอยู่ค่ะ จุดนั้นภาวนาอย่างเดียวว่า พรุ่งนี้ขึ้นบอลลูน ฝนห้ามตกนะ !!!!!

จะบอกว่า ถึงตอนนี้เริ่มหนาววววแล้วนะคะ ชุดในรูปเริ่มเอาไม่อยู่ ต้องมีเสื้อกันหนาวแล้วค่ะ อย่าให้ภาพเราหลอกคุณ 5555

เดือนที่เราไป พระอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 5.30 น. และ ตกประมาณ 19.30 น.ค่ะ

จากนั้นเราก็ขับลงมาโซนร้านอาหาร ซึ่งวันนี้เราเลือกร้าน Fat Boys จิ้มมาแบบแรนดอม แต่ดีเลยค่ะ แฮปปี้ คือมันมีที่จอดรถหน้าร้านพอดี 5555

จานนี้เด็ดมากกกกก เป็นเนื้อบด หม้อดินร้อน ราดชีส คือที่แคว้นอนาโตเลียเนี่ย เค้าต้องทานพวก Pottery หรืออาหารในหม้อดินค่ะ เราแอบกินไปแล้วนิดนึง แล้วรู้สึกว่าอร่อยเลยถ่ายรูปทีหลัง จะเห็นเนื้อแหว่งอยู่ ชีสก็ยืดดีค่ะ ที่นี่ก็มีชีสท้องถิ่นเยอะเหมือนกัน

ส่วนอันนี้ Chicken Wing อาหารเบสิคทั่วไปค่ะ ข้าวที่นี่จะทำมาแนวๆ Pilaf ทุกครั้งเลยค่ะ

#สาระการกิน Pilaf คือข้าวที่เอาไปต้มกับน้ำซุป คล้ายข้าวมันไก่ แต่ว่าบางที่ก็จะใส่หอม บางที่ใส่กระเทียม บางที่เครื่องเทศจัดกลายเป็นสีเหลืองสีน้ำตาลก็มีนะคะ เป็นเมนูที่เราจะเห็นได้เยอะในเอเชียกลาง อินเดียบางส่วน ตุรกี ตะวันออกกลาง บางคนจะคิดว่าข้าวมันแฉะไปหน่อย แต่เราชอบมาก เราว่ารสชาติมันเข้าไปในข้าวดีค่ะ

ร้านนี้มีบารากุ เตาละสองร้อยบาท ด้วยนะคะ เบียร์ก็ไม่แพง วันนี้เราก็นั่งเล่นชิวๆกันถึงประมาณสี่ทุ่ม แล้วก็กลับเข้าที่พักเพราะต้องเตรียมตัวตื่นเช้าไปขึ้นบอลลูนค่ะ

_____________________________

Day 3 : Second Day in Cappadocia

วันนี้เป็นวันที่ฝันเราจะเป็นจริงแล้ว เป็นวันที่เราจะไปขึ้นบอลลูนค่ะ ตารางเป็นแบบนี้

รถมารับ ตีสี่ถึงตีสี่ครึ่ง
ทานอาหารเช้า
สแตนบายขึ้นรถไปจุดปล่อยบอลลูน ตีห้า เตรียมขึ้นบอลลูน
พระอาทิตย์ขึ้น ตีห้าครึ่ง

ซึ่งแต่ละเดือนเวลาพระอาทิตย์ขึ้นไม่ตรงกัน อย่างช่วงฤดูหนาว ก็จะเป็น เจ็ดโมงครึ่งแทน

เราเป็นกรุ๊ปแรกที่รถมารับ ซึ่งเค้านัดเรา ตี4.10 น. เราตื่นกันตั้งแต่ตีสามครึ่ง

จากนั้นเราก็ไปนั่งรอ กรุ๊ปอื่นๆที่เค้าทยอยรับ ทานอาหารเช้า และพร้อมสแตนบายตอนเวลาตีห้า

บริษัทที่เราเลือกสำหรับบอลลูน เป็นบริษัทที่เน้นความเป็นบูทีค ความเป็นส่วนตัว บอลลูนความจุสูงสุดไม่เกิน 16 คน ทำให้ค่อนข้างสะดวกสบาย เมื่อไปถึง เค้าจะมีป้ายชื่อเรา พร้อมหมายเลข ซึ่งหมายเลขจะเป็นหมายเลขของโต๊ะทานอาหารเช้า และ รถตู้ที่จะพาเราไปยังจุดปล่อยบอลลูนอีกด้วย (ราคา 150 Euro ต่อคน)
http://www.royalballoon.com/

อาหารน่าทาน จัดเต็มมากกกกก ไม่ใช่แค่ของว่างนะคะ แต่เราแอบงีบหลับต่อค่ะ นอนไม่พอ เมื่อคืนยาวไปหน่อย

จุดที่ลุ้นระทึกอีกจุดหนึ่งในทริป และคิดว่า ชั้นคือคนบาปที่แท้ ก็คือว่า ตอนตีห้า กัปตันประกาศว่า ตอนนี้ลมแรงไป สัญญาณจากหน่วยการบินส่วนกลางยังไม่อนุญาติให้บิน มันขึ้นแจ้งเตือนเป็นสีเหลือง เราต้องรอเวลาประมาณ ตีห้าครึ่ง

ถ้าถึงตีห้าครึ่งแล้วมันกลายเป็นสีเขียว เราจะได้บิน แต่ถ้ามันเป็นสีแดง คือวันนี้ต้องแคนเซิล และไม่มีใครได้บินทั้งนั้น ไม่ว่าจะบริษัทอะไรก็ตาม ถือว่าผิดกฏหมาย

บอกเลย ระยะเวลาครึ่งชั่วโมงนี้ คือเวลาที่ยาวนาน และโคตรกดดัน ทุกคนคือทำหน้าลุ้นมาก ส่วนเราก็คือแบบ ชั้นตื่นตีสามครึ่งมาแต่งหน้า จะทำแบบนี้กับชั้นไม่ได้!!!!!! จุดนั้นเครียดมาก ด้วยความเป็นคนไม่มีดวงเรื่องบอลลูนอยู่แล้ว นี่คือทำใจแล้วนะ

สุดท้าย มองนาฬิกาทุกๆ สองนาที เดินออกไปข้างนอก สว่างแล้ว พระอาทิตย์ขึ้นไปหมดแล้ว แสงไม่สวยแล้ว ถึงเวลาตีห้าครึ่งปั๊ป ที่จอมันยังไม่เปลี่ยนสี หัวหน้านักบินก็เริ่มโทรศัพท์ ว.อะไรกันไม่รู้ แล้วก็หันมาบอกทุกคน We’re ready to go! Let’s go! ให้ไปที่รถตู้หมายเลขของเราได้เลย

จุดนั้นแบบ แทบจะกรี้ดดดดดดดด โล่งใจมาก

ถึงจะเสียใจที่ไม่ได้ขึ้นบอลลูนพร้อมพระอาทิตย์ขึ้น แต่ยังไงก็ยังถือว่า ได้ขึ้นบอลลูนชมวิวแสนมหัศจรรย์ที่นี่แล้วโว่ยยยย (จริงๆเราเผื่อวันไว้แล้วแหล่ะ แต่ก็ไม่อยากให้เสียแผน)

มาถึงปุ๊ป ไม่พูดพร่ำทำเพลง จัดทุกคนเข้าไปในตะกร้าเลยค่ะ มีบันไดให้ปีนเข้า ตรงตะกร้ามันจะมีรูอยู่ เอาเท้าไปเหยียบได้ เราไม่มีภาพที่บอลลูนมันเอียงๆอยู่บนพื้น เพราะไปถึงเค้าก็เตรียมบอลลูนพร้อมบินขึ้นแล้ว

นักบินของเราเป็นหัวหน้านักบินของบริษัท Royal Balloon ชื่อ คุณ Suat Ulusoy เป็นนักบินมา 15 ปี ตั้งแต่ที่ที่นี่มีบอลลูนลอยแค่อาทิตย์ละอัน คุณนักบินพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากระดับเจ้าของภาษา นั่นเป็นข้อดีที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจมากๆเมื่อบินกับเค้า เพราะเค้าอธิบายให้เราทุกขั้นตอน ในเรื่องของเทคนิคและความปลอดภัย

อย่างในไฟลท์เดียวกับเรา มีครอบครัวชาวแคนาดา ซึ่งมีลูกอายุประมาณ 8-9 ขวบ แล้วเวลาเราคุยโดยใช้คำศัพท์บางคำ ซึ่งน้องเด็กเกินไปที่จะรู้ แล้วน้องถาม คุณนักบินก็จะค่อยๆอธิบายแบบน่ารักมาก (เช่นคำว่า Inflation หรือ wicker เป็นต้น) นอกจากนี้ คุณนักบินยังจบเอกประวัติศาสตร์ ทำให้อธิบายดินแดนแถบนี้ได้เป็นอย่างดี และนอกจากความตระการตาตลอด 1 ชั่วโมง ยังเต็มไปด้วยความรู้อีกด้วย

บอลลูนที่เราขึ้นความจุ 12 คน ซึ่งหารแล้วลงตัวกับ จำนวนสมาชิก 3 คนของทริปเรา ซึ่งเราว่านี่เป็นข้อดีเลยค่ะ เพราะถ้าแชร์กับคนอื่นอ่ะ ไม่ใช่อะไรนะคะ เกรงใจคนอื่นเค้า พวกเราสามคนไม่อยู่สุขเลยค่ะ

ถ้ามองจากรูปนี้คือ บอลลูนแบ่งเป็น 4 ช่องค่ะ อยู่กันช่องละ 3 คน คุณนักบินคือเสื้อน้ำเงินตรงกลาง ดังนั้นทุกคนก็จะมีโอกาสสื่อสารกับนักบินง่ายด้วยค่ะ

ฟ้าสว่างไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ขึ้น 5555 สวยมากๆเลยค่ะ เหมือนที่ทุกคนบอกเล่ากันมาค่ะ เป็นสิ่งที่ควรทำซักครั้งในชีวิตจริงๆ คือมันนิ่ม มันเบา มันค่อยๆไป มันลอย ความรู้สึกการขึ้นบอลลูนมันไม่เหมือนกิจกรรมความสูงชนิดอื่นนะคะ ความรู้สึกมัน unique มากๆ

หนึ่งอย่างที่เรารู้สึกคือ บอลลูนที่เป็นตัวผ้าที่ยกเราขึ้น มันใหญ่กว่าสิ่งที่เราคิดไว้มากเลยค่ะ คือเราคิดว่ามันใหญ่แหล่ะ แต่พอไปอยู่ตรงนั้นคือมันใหญ่มากกกกก

พอแลนดิ้งลงมาแล้ว (ซึ่งแลนดิ้งตรงกับรถกระบะที่มารับเป๊ะ ไม่รู้สึกอะไรเลยค่ะ เหมือนวางของลงไปเบาๆ นั่งเครื่องบินยังรู้สึกแตะพื้นมากกว่านี้) เราเลยขอนักบินว่า ขอเข้าไปดูในบอลลูนได้มั้ย อยากรู้ว่ามันใหญ่ขนาดไหน เค้าเลยแซวเราว่า ได้เลย เข้าแล้วเก็บบอลลูนให้ด้วยนะ ผลเลยออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ

ใหญ่มากๆๆๆ คือ ถ้าเป็นเต๊นท์จัดงาน นี่เข้ามาตั้งบู้ทขายของได้เป็นสิบ

ภาพตอนช่วยเค้าเก็บ นี่เก็บไปเยอะละนะ ทุลักทุเลมาก 55555 คือมันต้องไล่ลมออกอ่ะ พอลมตีเข้ามาครั้งนึง เราก็กลิ้งหายไปอยู่ในนั้นเลย อยากเข้าไปนักใช่มั้ย!!!

จากนั้นก็ตามธรรมเนียมค่ะ เปิดแชมเปญ มีมอบเหรียญทองแบบห้อยคอด้วย น่ารักมาก รูปนี้จะให้ดูว่า นักบิน แลนด์เอาตะกร้าลงมาบนฐานได้เป๊ะๆ

จากนั้น เค้าก็มาส่งเราที่โรงแรม ถึงโรงแรมประมาณ 7.30 น.ค่ะ นี่คืออาหารเช้าที่โรงแรม (ดูในรีวิวโรงแรมเลยนะคะ) แล้วกลับไปนอนต่อถึงเวลาเช็คเอาท์ ประมาณ 11 โมง

ถึงตอนนี้เราคิดว่าเขียนกันมาค่อนข้างยาวแล้ว เลยขอแบ่งตอนนะคะ เป็นตอนที่ 2.2 ซึ่งในตอนหน้า เราจะพาไป ขี่อูฐที่ Pasabagi, ไปถ่ายรูปวิวบอลลูนกันบนระเบียง แล้วก็ไป Valley สำคัญๆใน Cappadocia รวมถึงแนะนำสถานีรถบัสด้วยค่ะ คลิ๊กไปอ่าน [เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.2]

_____________________________

สำหรับ ทริปนี้ เราแบ่งเป็น 10 ตอนตามนี้เลยค่ะ แล้วก็ยังมีรีวิวแยกของร้านอาหารและโรงแรมให้ด้วยนะคะ 🙂

[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 1] : บทนำ แผนการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และ สิ่งที่ควรรู้
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.1] : Cappadocia ดินแดนในฝันที่มีมากกว่าบ้านถ้ำและบอลลูน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.2] : Cappadocia ขี่อูฐ วิวบอลลูน ขับรถเที่ยวในดินแดนเหนือจินตนาการ
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 3] : Antalya เมืองเก่าสุดชิลล์ ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 4] : Pamukkale ปราสาทปุยฝ้าย บ่อน้ำแร่ที่ธรรมชาติสร้างได้เหมือนฝัน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 5] : Ephesus เมืองกรีกโบราณ ที่อยู่ของหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 6.1] : จิบชาในวังริมทะเล วันแรกใน Istanbul เมืองคัลเจอร์ที่เราหลงรัก
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 6.2] : อิสตันบูล วันที่สอง ดื่มด่ำ สโลว์ไลฟ์ ในย่าน Sultanahmet
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนจบ] : Istanbul เมืองที่ทำให้เรารู้สึกว่า เวลา 3 วันมันยังไม่พอ
19 ชั่วโมง ใน Almaty ประเทศคาซัคสถาน เวลาสั้นๆกับวิวหลักหลายล้านที่ไม่เหมือนใคร



Related Post