[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 6.2] :จิบชาในวังริมทะเล วันที่สองใน Istanbul เมืองคัลเจอร์ที่เราหลงรัก

หลังจากที่ตอนที่แล้วเราพาทุกคนไปเที่ยว Istanbul ฝั่ง Sultanahmet กันไปแล้ว วันนี้เป็นวันที่สองในอิสตันบูลของเรา และเราจะมาเที่ยวฝั่ง Beyoglu กันบ้างค่ะ

ทั้งเขต Sultanahmet และ Beyoglu นั้น ถือว่าอยู่ในทวีปฝั่งยุโรปนะคะ แต่ Beyoglu จะมีที่ท่องเที่ยวที่โมเดิร์นกว่า มีโรงแรมหรู ร้านอาหารและร้านค้าค่อนข้างเยอะ แต่อาจจะไม่ได้เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวแบบจุดแลนด์มาร์กเหมือนฝั่ง Sultanahmet ค่ะ

เราอยู่ที่อิสตันบูลกัน 3 วัน วันนี้เป็นวันที่ 2 ก่อนจะเดินทางกลับในเย็นวันรุ่งขึ้น เราวางแผนไว้แบบชิวๆ เน้นเดินเล่น จิบชา ช้อปปิ้ง เป็นหลักค่ะ


การเดินทางยังเหมือนตอนที่แล้วนะคะ เน้น ใช้ขนส่งมวลชนพวก รถราง(Tram) รถไฟใต้ดิน เป็นหลัก แล้วก็จะไปที่ไหนก็จิ้มในกูเกิ้ลแมพไปค่ะ ไม่ได้จำแผนที่รถไฟอะไร

แต่เนื่องจากฝั่งนี้ มีจุดที่เป็นเนินเขาสูง ทำให้มีรถรางแบบ Funicular ที่ลากขึ้นเขาด้วยค่ะ สามารถใช้ Istanbulkart แตะเข้าไปได้เช่นเดียวกัน

ไม่แนะนำให้เดินขึ้นนะคะ เพราะชันมากเลยทีเดียว พอดีสถานีรถรางอยู่แถวๆโรงแรมเรา เราจึงใช้รถรางขึ้นไปบนเนินแล้วเดินลงขากลับทุกทีเลยค่ะ


แผนการเดินทาง

– Dolmabahce Palace เปิดเวลา 09.00 น. – 16.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ (ควรเช็คอัพเดทในเว็ปก่อนนะคะ)
– Ciragan Palace Kempinski
– Ortakoy
– Taksim Square
– Istiklal Street
– Galata Tower


Dolmabahce Palace

พระราชวัง Dolmabahce เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นริมช่องแคบบอสพอรัสในช่วงปี 1800s ซึ่งองค์สุลต่านและครอบครัวเคยอาศัยอยู่ในวัง Topkapi มาก่อน แต่สุลต่านรู้สึกว่า พระราชวัง Topkapi เริ่มไม่ร่วมสมัยและไม่หรูหราหากเทียบกับพระราชวังอื่นๆในยุโรป

ที่นี่เลยมีงานแกะสลักแบบออตโตมันและงานกระเบื้อง Iznik ที่วิจิตรอลังการประดับประดาอยู่เต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีการใช้ทองกับคริสตอลจำนวนมาก โดยมีแชนเดอเลียร์คริสตอลโบฮีเมียนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่นี่ด้วย

ค่าเข้า 60 ลีรา + Harem 40 ลีรา

ตอนที่เดินผ่านประตูที่ตรวจตั๋วเข้ามาแล้ว จะสามารถยืม Audio Guide ได้ฟรีนะคะ ต้องเอาพาสพอร์ตไปแลกไว้

ด้านในพระราชวังห้ามถ่ายภาพและต้องสวมถุงพลาสติกคลุมรองเท้าเราด้วยค่ะ

เป็นประตูที่ใหญ่โตอลังการจริงๆ แล้วมีประตูแบบนี้ รอบอาณาเขตวังเลยค่ะ


Ciragan Palace Kempinski Istanbul

เรานั่งแท๊กซี่จากหน้าพระราชวัง Dolmabahce มาไม่เกิน 10 นาที

ที่นี่เป็นโรงแรมในเครือเคมปินสกี้ ที่นำพระราชวังที่ตกทอดกันมาตั้งแต่สมัยออตโตมัน ในช่วงศตวรรษที่ 17 มารีโนเวทใหม่ ให้กลายเป็นโรงแรมหรู ตามข้อตกลงระหว่างโรงแรมและกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศตุรกี ทำให้ที่นี่เป็น พระราชวังสไตล์ออตโตมันแห่งเดียวในโลกที่เปิดให้คนอย่างเราๆเข้าพักได้

เรามาแวะทานอาหารเที่ยงและ อาฟเตอร์นูนที ก่อนที่จะไปเที่ยวกันต่อค่ะ โรงแรม Ciragan Palace นี้ ตรงกลางระหว่าง Dolmabahce Palace และ ย่าน Ortakoy ที่มีสุเหร่าอยู่ริมทะเล วิวสะพานข้ามช่องแคบบอสพอรัส ทำให้เหมาะกับแผนการเดินทางเราพอดีเลยค่ะ

เราอยู่ที่นี่นานกว่าที่แพลนไปมาก เพราะวิวดี มีลมทะเล อยู่ข้างสระว่ายน้ำ ด้านหลังเป็นพระราชวัง แถมยังเงียบสงบไม่ต้องไปแย่งถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวที่ไหนเลย

อ่านรีวิวฉบับเต็มของห้องอาหาร Bosphorus Grill และ Gazebo Lounge คลิ๊กตามรูปได้เลยค่า!


Ortakoy

จากนั้นเราก็เดินจากโรงแรมไปยังย่าน Ortakoy ตรงนี้เป็นท่าเรืออยู่ริมทะเล มีมัสยิด แล้วก็ร้านอาหารหลายร้าน เปิดกันจนถึงดึกๆเลยนะคะ แถวนี้ชิวมากๆ

มีร้านของฝากนิดหน่อย มีคนท้องถิ่นมานั่งตกปลา มานั่งเล่นอาบแดดกัน บรรยากาศเหมือนตามสแควร์ในยุโรปเลย

จริงๆ ย่านนี้มีเพื่อนที่เคยอยู่อิสตันบูลแนะนำว่ามีร้านอร่อยหลายร้านเลยค่ะ แต่เราอิ่มมากๆเลยไม่ได้ลองร้านแถวนี้เลย เสียดาย ไว้จะกลับมาใหม่


Taksim Square and Istiklal Street

Taksim Square เป็นจัตุรัสใหญ่และสำคัญใจกลางเมืองอินตันบูลนะคะ จากย่านริมทะเลขึ้นมาตรงนี้ ระยะทางใกล้มากๆแต่ชันสุดๆ เราขึ้นมาตรงนี้ด้วยรถบัสค่ะ

ถนนเส้นนี้เป็นถนนช้อปปิ้งเส้นหลัก ที่เต็มไปด้วยร้านค้าที่เรารู้จักกันดีอย่าง Zara, H&M, Adidas, Sephora ฯลฯ แต่ที่เราชอบคือที่นี่มีแบรนด์ท้องถิ่นหลายแบรนด์ อย่างแบรนด์ Koton นี่เราได้มาหลายชุดเลยค่ะ แล้วก็มีเครื่องสำอางค์ Golden Rose ของตุรกีด้วยนะคะ แต่ส่วนตัวเราชอบเครื่องสำอาง Kiko ของอิตาลีค่ะ เลยไปช้อปที่ Kiko แทน

แต่หากท่านใดที่กำลังอยากช้อปแบบแบรนด์เนม ต้องไปที่ย่าน Nisantasi นะคะ แถวๆโรงแรม St.Regis ช้อป Chanel, Gucci, Louis Vuitton อยู่ตรงนั้นหมดเลยค่ะ ดูมีอาร์ตแกลเลอรี่ชิคๆพอสมควร เราว่าของน่าซื้อในตุรกีจริงๆคือพวกงานแก้วที่มาจากร้านเทเบิลแวร์ดีไซเนอร์ท้องถิ่นค่ะ แก้วคุณภาพดีเกือบจะเทียบๆ Riedel ในราคาถูกมากเลย

กลับมาที่ถนน Istiklal ช่วงที่เราไปเป็นช่วงรอมดอน ทำให้ร้านปิดดึกค่ะ ปิดกัน สี่ทุ่ม เราเดินตอนเที่ยงคืนยังครึกครื้นอยู่เลยค่ะ จะเห็นผู้หญิงชาวตุรกีแต่งตัวกันเก๋ๆออกมาแฮงค์เอาท์กันตอนกลางคืน แบบลบภาพผู้หญิงมุสลิมที่เรานึกถึงไปได้เลยค่ะ


Dinner at Nicole Restaurant

วันนี้เป็นคืนสุดท้ายของที่นี่ เพราะวันถัดไปเราก็บินกลับแล้ว เลยขอจัดมื้อ Fine Dining ซักมื้อค่ะ

ที่อิสตันบูลเองยังไม่มีไกด์มิชลินเป็นของตัวเอง แต่มีลิสท์อื่นๆที่ใช้อ้างอิงได้เช่นเดียวกันค่ะ

เราเลือกร้านที่เชฟเป็นชาวตุรกีที่โตในสายอาหารมาที่ฝรั่งเศส ร้านนี้ได้คะแนนใน LaListe ซึ่งเป็นการจัดอันดับร้านอาหารทั่วโลกแบบให้คะแนน ร้านนี้อยู่อันดับที่สูงกว่า Suhring ของไทย แต่ยังต่ำกว่า Le Normandie ค่ะ

อาหารของร้านนี้จัดว่าเป็นการทำอาหารตุรกีออกมาในเทคนิคแบบฝรั่งเศส ยังเน้นความสดใหม่และดึงตัววัตถุดิบออกมา

อย่างจานที่เป็น Artichoke กับ Tarama นี่มันอร่อยมากเลยค่ะ แบบไม่นึกว่าอาร์ติโชคจะหวานมันผสมกับไข่ปลาใน Tarama แล้วมันจะออกมาดีขนาดนี้ รสสัมผัสดีมากเลย

หมายเหตุ – Tarama เป็นดิปแบบกรีกซึ่งใช้วัตถุดิบคล้ายๆกับ Bottarga ของอิตาลี นี่ก็ยังเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกว่าอาหารแถวนี้มันมีความเมดิเตอเรเนียนมาก มากกว่าความตะวันออกกลางอย่างที่หลายๆคนชอบถามมานะ (อ่อ คนที่นี่เค้าบอกว่า เคบับอร่อยๆ ให้ไปกินในร้านอาหารซีเรียนะ แต่เราว่าของทั่วไปของที่นี่ก็โอเค)

ส่วนจานแอสพารากัส+อูหนิ ก็ใช้ได้เลย แต่จานหลักอย่างปลายังไม่โดดเด่นมาก

ใน 7 คอร์สนี้มีการนำรสชาติท้องถิ่นมาใช้หลายที่ แต่ที่เด่นเลยคือ ตัว Kokorec ที่เป็นไส้แกะพันเครื่องใน ซึ่งตอนแรกเราไม่ค่อยกล้ากิน แต่จากประสบการณ์เรื่องอาหารที่ฝรั่งเศสสอนไว้ว่า นี่ธรรมดามาก ถ้าฝรั่งเศสกินสมองแกะ ตีนหมู ตับอ่อนวัวและขี้ริ้วในร้านระดับมิชลินสตาร์ได้อย่างแพร่หลาย วัตถุดิบแบบนี้ เราก็ควรลองทานค่ะ

ปรากฎว่า อร่อยมากกกเด้อ อร่อยแบบเกินไส้ย่าง+ตับย่างในร้านอีสานเด็ดๆไปอีก แฮปปี้มาก

ที่สำคัญคือ วิวพระอาทิตย์ตกในร้านนี้ สวยมากเลยค่ะ 🙂


Galata Tower

จบจากดินเนอร์ เราก็เดินเล่นมาโผล่แถวๆ French Street ซึ่งเป็นอีกแหล่งแฮงค์เอาท์ยามค่ำคืนของที่นี่ อาคารแถวนี้ดูชิคมากเลยค่ะเราชอบ

เราแวะแฮงค์เอาท์นิดหน่อย เราก็เดินกลับไปยัง Istiklal Street แล้วเดินลงมาโผล่ที่ Galata Tower ซอยตรงนี้น่าเดินเล่นเหมือนกันนะคะ มีคนเดินเล่นเยอะแยะเลย

ผ่านจาก Galata Tower เดินลงมาอีกไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงโรงแรมเราแล้วค่ะ เป็นหนึ่งวันที่เต็มอิ่มมากๆเลย

ตามทางเดินก็จะมีร้านขายของฝาก แล้วก็ร้านขายของทั่วไปน่ารักๆเยอะแยะเลยค่ะ

สำหรับ เที่ยวตุรกีด้วยตัวเองตอนสุดท้าย จะเป็นวันสุดท้ายของเราในอิสตันบูล ซึ่งเราจะพาไป Turkish Bath หรือการอาบน้ำแบบเติร์กกิช สำหรับเรามันก็เหมือนมาเมืองไทยต้องนวดไทย ไปญี่ปุ่นต้องออนเซน เป็นประสบการณ์ที่ใหม่และสนุกมากๆ แล้วก็จะพาไปย่านของวินเทจด้วยค่ะ อย่าลืมติดตามกันนะคะ


สำหรับ ทริปนี้ เราแบ่งเป็น 10 ตอนตามนี้เลยค่ะ แล้วก็ยังมีรีวิวแยกของร้านอาหารและโรงแรมให้ด้วยนะคะ 🙂

[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 1] : บทนำ แผนการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และ สิ่งที่ควรรู้
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.1] : Cappadocia ดินแดนในฝันที่มีมากกว่าบ้านถ้ำและบอลลูน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 2.2] : Cappadocia ขี่อูฐ วิวบอลลูน ขับรถเที่ยวในดินแดนเหนือจินตนาการ
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 3] : Antalya เมืองเก่าสุดชิลล์ ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 4] : Pamukkale ปราสาทปุยฝ้าย บ่อน้ำแร่ที่ธรรมชาติสร้างได้เหมือนฝัน
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 5] : Ephesus เมืองกรีกโบราณ ที่อยู่ของหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 6.1] :อิสตันบูล วันแรก ดื่มด่ำ สโลว์ไลฟ์ ในย่าน Sultanahmet
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนที่ 6.2] :จิบชาในวังริมทะเล วันที่สองใน Istanbul เมืองคัลเจอร์ที่เราหลงรัก
[เที่ยวตุรกีด้วยตัวเอง ตอนจบ] : Istanbul เมืองที่ทำให้เรารู้สึกว่า เวลา 3 วันมันยังไม่พอ
19 ชั่วโมง ใน Almaty ประเทศคาซัคสถาน เวลาสั้นๆกับวิวหลักหลายล้านที่ไม่เหมือนใคร



Related Post