Klook.com

[Unseen Italy ตอนที่ 5] เที่ยว Lecce เมืองศิลปะ Italian Baroque แสนอลังการ และ Gallipoli เมืองท่าย้อนยุค ทางตอนใต้ของอิตาลี

การที่เราใช้ชีวิตอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี ทำให้เราเคยคิดไปเองว่า เราเห็นงานสถาปัตยกรรม งานศิลปะ ของสวย ๆ งาม ๆ ในอิตาลีมาเยอะมากแล้ว ทั้งในฟลอเรนซ์ โรม เวนิส นโปลี จนกระทั่งเราเดินทางมาถึงเมือง Lecce (อ่านว่า เล็ช-เช่) เราก็ต้องคิดใหม่ เพราะที่นี่มีประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่สวยอลังการไม่แพ้เมืองอื่นเลย ที่นี่เป็นหนึ่งเมืองที่สำคัญที่สุดในยุคที่ยังปกครองภายใต้อาณาจักรซิซีเลีย และ เป็นเมืองใหญ่ทางตอนใต้ของแคว้น Puglia (ปูเลีย) แคว้นที่อยู่ตรงส้นรองเท้าตามรูปแผนที่ประเทศอิตาลี ที่เรากำลังเดินทางอยู่

ด้วยความเป็นเมืองใหญ่ Lecce จะมีความคึกคักกว่าเมืองอื่นๆ ที่เราไปมาใน Puglia  จริงๆ ตามความชอบส่วนตัว เราว่า เราพักและเที่ยวอยู่ที่นี่ได้อย่างน้อย 2 -3 วัน เพราะดูมีคาเฟ่น่านั่ง ไวน์บาร์ฟีลดีๆ เรียงกันเต็มไปหมด มีสถาปัตยกรรมที่ต้องค่อยๆ เดินชมเยอะเลย แต่น่าเสียดายที่ในครั้งนี้ เราแพลนกันมาแค่ครึ่งวัน ซึ่งคิดในแง่ดี ก็คือได้ข้ออ้างในการกลับมาอีก!

สำหรับวิธีการเดินทาง สามารถย้อนกลับไปอ่านความเดิมตอนที่แล้ว ที่เราเล่ารายละเอียดการเดินทางและการวางแผนทริปไว้ คลิ๊กที่นี่ ได้เลยค่ะ


Lecce

หากเปรียบเทียบแคว้น Puglia เป็นภาพยนต์.. Lecce ก็น่าจะเป็นนางเอกของเรื่อง เมืองนี้จะเรียกว่าเป็น Hidden Gem ก็ไม่ผิดถ้าเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวอิตาลีอย่างมหาศาลในแต่ละปี ทั้งเมืองคุมโทนไปหมดด้วยศิลปะแบบ Italian Baroque แสนวิจิตรและปราณีตบนหินทราย ที่รุ่งเรืองมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 16 – 17

เราเริ่มการเดินเที่ยวเมือง Lecce กันที่ประตูใหญ่ของเมือง Porta Napoli ที่เรียกอีกอย่างว่าประตูชัย Arco di Trionfo สร้างต้อนรับการมาเยือนของกษัตริย์ Charles V จากราชอาณาจักรสเปน โดยเราจะเห็นงานแกะสลักโล่ประจำตระกูลอยู่ทางด้านบน

เดินผ่านเกทนี้มา เลี้ยวขวา เราจะมุ่งหน้าตามถนน Via G. Palmieri เพื่อมุ่งหน้าไปยัง จัตุรัสสำคัญ Piazza del Duomo ระหว่างทาง อย่าลืมแวะคาเฟ่ท้องถิ่นเข้าไปตีเนียนเป็นคนอิตาเลียน สั่งเอสเปรสโซ่ยืนกินที่บาร์กับครัวซองต์ซักชิ้น (ที่ภาคใต้เรียกว่า คอร์เนตโต้)

ระหว่างทาง เราจะพบกับอาคาร Palazzo Palmieri ชื่อเหมือนถนนเส้นนี้เลย เราจะเริ่มเห็น facade ตรงระเบียงที่มีกลิ่นอายของศิลปะแนวโรโคโค ที่พัฒนามาจากบาโรคอีกที

ให้ดูตรงเสากับ Corbel ที่ซัพพอร์ทตัวระเบียง เป็นหินแกะสวยงาม

เดินตรงมาอีกนิดเดียว เราก็จะเห็นจัตุรัสใหญ่ตรงหน้า ที่นี่คือ Piazza del Duomo เป็นจัตุรัสที่ล้อมไปด้วยงานสถาปัตยกรรมที่น่าประทับใจ ถึง 3 อาคาร ทางด้านซ้ายของภาพคือ Cathedral of Lecce ที่มาพร้อมหอระฆัง ถัดไปด้านขวาเป็น Bishop’s Palace และ ถัดไปอีกจะเป็น The Seminary ที่เป็นโรงเรียนของศาสนา

Cathedral of Lecce เป็น Cathedral เก่าตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 แต่ถูกสร้างเพิ่มให้เป็นแบบบาโรค ในศตวรรษที่ 17 โดยสถาปนิกชื่อดังแห่งยุค Giuseppe Zimbalo

รายละเอียดเต็มไปด้วยรูปแกะของเทวดา ดอกไม้เลื้อย ตามแบบฉบับของอิตาเลียนบาโรค

ด้านขวาสุดที่บอกคือ The Seminary ตอนยืนอยู่กลางจัตุรัสนี้ รู้สึกได้เลยว่าเป็นจัตุรัสที่งดงามจริงๆ

เดินต่อมาอีกนิดนึง จะเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ มากมายเลยค่ะ เราจะเดินผ่านโบถส์ Santa Irene ด้านในงดงามมากๆ

ถัดมานิดเดียว เราจะมาถึงจัตุรัสกลางเมือง Piazza Sant’Oronzo แต่ก่อนที่จะเดินไปถึง เราจะพบกับซากปรักหักพังจากยุคโรมันที่มาโผล่อยู่กลางเมืองอย่างสมบูรณ์และน่าทึ่งมาก แน่นอนว่า หากใครติดตามรีวิวการเดินทางของเราให้ประเทศที่เคยเป็นจักรวรรดิโรมันมาก่อน จะต้องคุ้นเคยกับ Roman Amphitheater หรือ โรงละครแบบโรมันกันเป็นอย่างดี ซึ่งปกติที่เราเห็น มันจะอยู่โดดๆ สูงขึ้นมาจากพื้น มีส่วนของเวที แต่โรงละครแห่งนี้ ถูกขุดขึ้นมาเพียงชั้นเดียว ยังมีอีกหนึ่งชั้นที่จมอยู่ใต้เมือง Lecce แห่งนี้ จึงเป็นภาพที่แปลกตามาก

อีกความพิเศษของภาพด้านล่างนี้ คือมันเป็นภาพที่รวมประวัติศาสตร์สองพันปีไว้ในรูปเดียว มันทรงพลังมากนะคะ สำหรับเราที่ชอบประวัติศาสตร์ ภาพตรงหน้าที่เราเห็น คือโรมันเธียเตอร์ตั้งแต่ยุคออกุสตุส ประมาณสองพันปีก่อน ด้านหลังไกล ๆ เป็น Bell Tower ที่มาจากยุคบาโรคประมาณศตวรรษที่ 16 อาคารด้านขวาคืออาคารแบบ Rationalist-Fascist ช่วงมุสโสลินี เมื่อไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอีกช่วงประวัติศาสตร์ที่สำคัญ และ เป็นแบบสถาปัตยกรรมที่ชัดเจนอีกแบบ ในอิตาลี

เดินข้ามจัตุรัส Piazza Sant’Oronzo เราจะเดินผ่าน ตรอกเล็กๆ มาเจอกับโบสถ์หน้าตาอลังการ ที่นี่ Basilica di Santa Croce เป็นงานชิ้นเอกของสถาปนิก 3 ท่าน ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในนั้นคือ Zimbalo ผู้ที่สร้างเอกลักษณ์อิตาเลียนบาโรคให้กับเมืองนี้

รายละเอียดการสลักหิน ที่วิจิตรสวยงาม เต็มไปด้วย เทพ เทวดา และ สัตว์จากตำนานกรีก ไปจนถึงดอกไม้และไม้เลื้อย ทำให้ facade ของโบถส์แห่งนี้มีเอกลักษณ์และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชมความสวยงาม ที่นี่ถือเป็นไฮไลท์ของ Lecce เลยค่ะ ห้ามพลาด

จากนั้นเราก็เดินมุ่งหน้ากลับไปยังที่จอดรถ ที่อยู่ตรง Porta Napoli ตรงนั้นมีที่จอดรถฟรีอยู่นะคะ ค่อนข้างสะดวกทีเดียว เพราะในกลางเมืองเก่า ไม่เหมาะกับการขับรถอย่างแรงเลยค่ะ ทุกจุดที่เราพาไป เดินง่ายกว่า

แอบเก็บภาพมาให้ดู ทางใต้เค้าจะปลูกเมล่อนกัน เราหาชื่อทางการไม่เจอเลย แต่ที่อิตาลีเรียก Melone ที่แปลตรงตัวว่า เมล่อน เลยค่ะ จะบอกว่า เมล่อนลูกแบบนี้ ญี่ปุ่นก็ญี่ปุ่นเถอะค่ะ มาเจออิตาลีนี่ตายนะคะ แบบนี้หวานฉ่ำแล้วทานกับแฮม Prosciutto อร่อยมากกกกก ลองหาทานดูนะคะ เมนูเมล่อนกับแฮมเนี่ย ร้านอิตาเลียนบางร้านที่ไทยชอบใช้แคนตาลูป ซึ่งเราว่ามันเฉยๆ มาก กินแยกดีกว่า แต่ถ้าเจอเมล่อนแบบนี้ จะเข้าใจเลยว่า ทำไมเมล่อนต้องทานกับแฮม รสชาติมันถูกต้องมากจริงๆ ค่ะ


Gallipoli

จากนั้น เราขับรถออกมาอีกประมาณ 30 ชั่วโมง เพื่อมาทานอาหารเที่ยงกันที่เมืองชายฝั่งทางใต้ของ Puglia ชื่อเมือง Gallipoli ซึ่งเป็นเมืองท่าและป้อมปราการที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยก่อน

ตัวเมือง Gallipoli มีลักษณะเป็นเกาะเล็กๆ ที่ถูกเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ด้วยสะพานสมัยศตวรรษที่ 17 เป็นอีกเมืองที่นักท่องเที่ยวชาวอิตาเลียน ชอบมาพักร้อน อาบแดด เรียกว่าเป็นซัมเมอร์เดสติเนชั่นได้เลย กลางเมืองเป็นร้านรวง จัตุรัส ที่อยู่อาศัย ที่ให้อารมณ์วินเทจๆ นิดๆ เดินไปทางไหนแป้ปเดียวก็เห็นทะเลแล้ว ที่นี่ยังมีชายหาดน้ำใสๆ มากมาย บาร์ริมทะเล ยังมีบรรยากาศ ชาวประมง อาหารทะเล ชิวไปหมดเลย

หากใครอยากมาพักที่นี่ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องที่พักและร้านอาหารเลย เพราะเป็นอีกเมืองฮิตของคนอิตาเลียนเอง จึงมีออปชั่นให้เลือกเต็มไปหมดเลยค่ะ

เก็บภาพบรรยากาศมาฝากกันนะคะ

อาหารมื้อนี้ก็แฮปปี้มาก เพราะของทะเลสด ในจานสตาร์ตเตอร์จะมีอันที่เป็นลูกๆ มันเหมือนลูกชิ้นปลาหมึกทอดอ่ะ ติดใจมาก

มีคาเฟ่และมุมน่ารักๆ เต็มไปหมดเลยค่ะ


ตอนต่อไปยังอยู่ใน Puglia เราจะพาไปยังเมืองสีขาว Ostuni แล้วต่อด้วยการไปทานอาหารและพักในที่พักแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Masseria เป็นอีกการพักในปราสาทของเราค่ะ


สามารถอ่านรีวิวการท่องเที่ยว Unseen Italy ทั้งหมด 8 ตอน ได้ที่

[Unseen Italy ตอนที่ 1] เที่ยว ทิโวลี (Tivoli) เมืองสวยใกล้โรม อีกหนึ่งมรดกโลกสำคัญของอิตาลี

[Unseen Italy ตอนที่ 2] เที่ยว Naples-Pompeii ทำพิซซ่าถึงเมืองบ้านเกิด ดินแดนประวัติศาสตร์ จิบไวน์ภูเขาไฟ

[Unseen Italy ตอนที่ 3] เที่ยว Caserta พระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และ Outlet ใกล้ Naples

[Unseen Italy ตอนที่ 4] เที่ยว Alberobello หมู่บ้านแสนน่ารัก ในแคว้นตรงส้นรองเท้าบู้ท Puglia

[Unseen Italy ตอนที่ 5] เที่ยว Lecce เมืองศิลปะ Italian Baroque แสนอลังการ และ Gallipoli เมืองท่าย้อนยุค ทางตอนใต้ของอิตาลี

[Unseen Italy ตอนที่ 6] เที่ยว Ostuni เมืองสีขาวบนชายฝั่งอิตาลีตอนใต้ และ ที่พักแบบ Masseria

[Unseen Italy ตอนที่ 7] มหัศจรรย์ “Matera” เมืองถ้ำหินเขาวงกต มรดกโลกจากอิตาลี ที่ต้องมาสัมผัสซักครั้ง

[Unseen Italy ตอนที่ 8] โหนซิปไลน์ข้ามหมู่บ้านที่สวยที่สุดในอิตาลี Castelmezzano – Pietrapertosa

อ่านรีวิวการบินไทย บินตรง กทม. – โรม  Click Here

สำหรับใครที่หาตั๋วเครื่องบินราคาถูกอยู่ก็ไปเทียบราคาได้ที่ Skyscanner.com นะคะ คลิ๊กที่นี่ได้เลย!!!

หากชอบรีวิว ช่วยกดไลค์เพจเป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ อย่าลืมติดตามไอจี @eatchillwander ขอบคุณมากๆ ค่า




ติดตาม Eat Chill Wander ได้ที่
Facebook : Eat Chill Wander
Instagram : @eatchillwander
Twitter : @eatchillwander
Youtube : Eat Chill Wander
Website : www.eatchillwander.com

error: