[เที่ยวดูไบด้วยตัวเอง] 20 ที่เที่ยว ดูไบ ประเทศสหรัฐเอมิเรทส์ เมืองสุดอลังการ เที่ยวง่าย แค่ต่อเครื่องก็เที่ยวได้! (Update 2024)

ดูไบ (Dubai) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรทส์ ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่เที่ยวง่าย มีกิจกรรมให้ทำเยอะ มีที่เที่ยวน่าสนใจหลายอย่าง สามารถทำจัดเป็นทริปมาจากไทย หรือ มาแวะเที่ยวระหว่างทรานสิทเปลี่ยนเครื่องก็สะดวก วันนี้ นัทและ Eat Chill Wander ขอพาทุกคนไปเที่ยวเมืองสุดอลังการที่สร้างขึ้นมาบนทะเลทราย ที่อยู่ของตึกที่สูงที่สุดในโลกและสถิติโลกมากมาย

ยิ่งมีเที่ยวบินตรงเยอะ ขอวีซ่าออนไลน์สะดวก ทำให้เมืองดูไบ กลายเป็นอีกเมืองที่น่าเที่ยวสุดๆ ไปเลยค่ะ โพสท์นี้มาพบกับ 20 ที่เที่ยวในดูไบที่ไม่ควรพลาด นอกจากนี้ ยังมีโพสท์ลายแทงคาเฟ่-ร้านอาหารสวยๆ แยกไว้เผื่อไปตามรอยอีกด้วยนะคะ แนบไว้ให้ท้ายบทความนะ


การเดินทางไปดูไบ

ที่ตั้ง : ดูไบ เป็นนครหนึ่งในประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรทส์ (United Arab Emirates) เป็นเมืองติดทะเลในอ่าวอาหรับ (หรือเรียกว่าอ่าวเปอร์เซียก็ได้)

การเดินทาง : มีทั้งไฟลท์บินตรงและแบบต่อเครื่องจากไทยทุกวัน หากมาทรานสิทเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดูไบแล้วมีเวลาต่อเครื่องเกิน 10 ชั่วโมงขึ้นไป แนะนำว่าออกมาเที่ยวในเมืองดูไบได้สบายๆ ค่ะ

สำหรับใครที่หาตั๋วเครื่องบินราคาถูกอยู่ก็ไปเทียบราคาได้ที่ Skyscanner.com หรือ Trip.com < คลิ๊กที่ลิงค์ได้เลยค่ะ

VISA : หากมาเปลี่ยนเครื่องแล้วจะออกไปเที่ยว จะมีวีซ่าทรานสิทแบบ 48 ชั่วโมง (ราคา~10USD) และ แบบ 96 ชั่วโมง (ราคา~49USD) ซึ่งใครที่จะมาเที่ยวไม่เกิน 96 ชั่วโมงก็ขอแบบนี้ได้ค่ะ แต่หากใครมาเที่ยวเป็นอาทิตย์แบบนัท ก็ขอแบบ Tourist Visa 30 Day (แบบ Single Entry ราคา~90USD)

วีซ่าทุกแบบ หากบินกับสายการบิน Emirates หรือ Etihad จะสามารถขอผ่านเว็ปไซต์ของสายการบินได้เลย แต่หากบินกับสายการบินอื่น ก็สามารถให้เอเจนซี่หรือโรงแรมที่โน่นทำเรื่องขอให้ได้ค่ะ

ภาษา : ภาษาราชการคือภาษาอาหรับ แต่เพราะว่าประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติจึงใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

ไปเที่ยวช่วงไหนดี? : แนะนำให้ไปเดือน พย. – กพ. เพราะอากาศเย็นสบาย ทะเลทรายนี่ค่อนไปทางหนาว แต่ถ้าต้องไปฤดูอื่นแนะนำให้แพลนเที่ยวในอาคารเป็นหลักและเช่ารถขับหรือนั่งแท็กซี่ตลอดได้ก็จะโอเค เพราะฤดูร้อนมันร้อนมากจริงๆ

ค่าเงิน : เงินที่นี่เป็นหน่วย Dirham ค่ะ ประมาณ 9-10 บาท ส่วนใหญ่รับบัตรเครดิต

ความปลอดภัย : ไปคนเดียวมาสองครั้ง รู้สึกปลอดภัยมาก ผู้หญิงที่ดูไบก็ค่อนข้างอิสระในการแต่งตัว ใส่อะไรก็ได้ค่ะ คนท้องถิ่นที่นี่มีความถมแบรนด์เนมหนักอยู่ นาฬิกา เครื่องประดับจัดเต็ม และก็ไม่ได้ต้องระวังเหมือนเวลาไปยุโรปค่ะ


วิธีเดินทางในดูไบ

ถามว่าเดินทางยังไงดี นัทว่าขึ้นอยู่กับว่า จะไปไหนบ้าง มีเวลาเยอะน้อยขนาดไหน มีคนหารมั้ย อย่างตอนนัทไปคนเดียวแล้วไปสั้นๆ นัทใช้เมโทร + รถบัสท่องเที่ยวแบบ Hop-on Hop-off เพราะมันพาไปตามจุดท่องเที่ยวครบ, แต่ตอนที่อยู่นานๆ ก็มีทั้งเมโทร บัส และ แท็กซี่, ถ้ามีคนหาร ยังไงเช่ารถก็สะดวกสุดค่ะ

1. เช่ารถขับ : คือวิธีที่ง่ายที่สุด เพราะเป็นเมืองที่ออกแบบมาให้ขับรถง่าย แทบไม่เจอรถติด น้ำมันรถที่นี่ราคาจะถูกกว่าไทยประมาณครึ่งนึงค่ะ (แต่เค้าไม่มีโซฮอลล์นะคะ มีแต่เบนซิล 95 ไปเลย) ทุกที่มีที่จอดรถ โรงแรม ร้านอาหาร ที่เที่ยวต่างๆ แทบไม่มีปัญหาเรื่องที่จอดรถเลยค่ะ

ปกตินัทหารถเช่าอยู่ 2 เว็ปคือ Klook.com กับ Rentalcars.com เพราะทั้งสองอันคือเทียบราคามาจากหลายๆ บริษัทอีกที ก็จะได้เลือกอันที่เหมาะกับความต้องการของเราที่สุดค่ะ

หารถเช่าในดูไบบน Klook.com >> คลิ๊กเลย
หารถเช่าในดูไบบน Rentalcars.com >> คลิ๊กเลย

2. Metro + Bus : เวลาจะไปไหน ถ้ากดกูเกิ้ลแมพ จะมีหมายเลขบัสและเส้นทางของรถไฟเมโทรขึ้นมาเลยค่ะ เมโทรมีสถานีออกจากสนามบินเข้ามาในเมืองเลย ใช้ง่าย แนะนำให้ซื้อบัตรแบบเติมเงินที่สถานีสนามบินได้เลยนะคะ จะได้ไม่ต้องต่อแถวที่สถานี ยังไงแนะนำว่าลองกดกูเกิลแมพเทียบเวลาดูก่อน เพราะส่วนใหญ่ถ้าต้องต่อบัสจะใช้เวลานานกว่าแท็กซี่เยอะอยู่ค่ะ

3. แท็กซี่ : นัทใช้บ่อยเลยค่ะ บางที่ Metro+Bus 30 นาทีแต่แท็กซี่ 10 นาทีอะไรแบบนี้ สำหรับ แอพพลิเคชั่นเรียกรถแบบแกร็บของที่นี่จะมี UBER กับ Careem ค่ะ เราใช้ Careem เป็นหลักเพราะถูกกว่า ใช้สั่งอาหารและเรียกแท็กซี่ปกติได้ด้วยค่ะ

4. รถบัสท่องเที่ยวแบบ Hop-On Hop-Off : แนะนำสำหรับคนที่มา 1-2 วัน ไม่สะดวกขับรถและไม่มีคนหารค่ะ รถบัสแบบนี้ จะเป็นแบบที่ไปกว่า 40 จุดท่องเที่ยว โดยรถจะมาทุกๆ 30 นาที นั่นหมายความว่า สมมติเราอยากลงตรงไหน ก็ลงไปเที่ยวแล้วกลับมาขึ้นรถไปจุดที่เราสนใจจุดถัดไป ซึ่งเราอาจจะไม่ได้มีเวลาลงครบทุกจุด แต่เราก็จะได้ผ่านครบทุกจุดและรถเป็นแบบมีสองชั้น ชั้นบนเปิดประทุน ก็ยังสามารถถ่ายรูปได้ค่ะ ทางไปซื้อตั๋ว City Sightseeing Bus > คลิ๊กที่นี่


ที่เที่ยวดูไบ

ทุกครั้งที่นัทมีแวะต่อเครื่องที่ดูไบ นัทมักจะขยายเวลาเป็น stopover อยู่ซัก 1-3 คืนค่ะ หรือหากใครอยากจะมาเที่ยวประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรทส์เลย ก็มีอะไรให้ทำอยู่ได้เป็นอาทิตย์เลยนะคะ นัทกลับมาสี่รอบแล้ว เที่ยวได้ทั้งดูไบ – อาบูดาบี มีทั้งเมืองอลังการ ธรรมชาติ ทั้งทะเล ทะเลทราย มีสวนสนุก มีร้านอาหาร มีกิจกรรมให้ทำเพียบ มาชมกันเลยค่ะ

1. Burj Khalifa (ตึกเบิร์จคาลิฟา)

แลนด์มาร์กสำคัญของดูไบ ตึกที่สูงที่สุดในโลกที่ใช้เวลาก่อสร้างตั้งแต่ปี 2004 และแล้วเสร็จในปี 2009 และเปิดสู่สาธารณชนในปี 2010 ครองสถิติตึกที่สูงที่สุดในโลกมาอย่างยาวนานด้วยความสูง 828 เมตร มีทั้งหมด 163 ชั้น พอได้ชื่อว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกแล้ว เลยได้สถิติโลกอื่นๆ ตามมา อาทิเช่น อาคารที่มีจำนวนชั้นเยอะที่สุดในโลก จุดชมวิวที่อยู่สูงที่สุดในโลก ลิฟท์ที่มีระยะทางยาวและสูงที่สุดในโลก ฯลฯ ถ้าเทียบกับกรุงเทพคือตึกเบิร์จคาลิฟาต้องใช้ตึกมหานครต่อกัน 2.6 ตึกถึงจะสูงเท่าค่ะ

เพื่อได้รับประสบการณ์ที่เต็มอิ่ม นัทแนะนำให้ขึ้นไปชมวิวจากชั้นบนค่ะ แค่ขึ้นลิฟท์ 124 ชั้น นาทีเดียวถึงก็เจ๋งมากแล้ว มีหลายแพกเกจ ปกตินัทซื้ออันเบสิคที่ไปชั้น 124-125 เนี่ยแหล่ะค่ะ ซื้อบัตรผ่าน Klook.com ไปเลย สะดวกสุด เพราะคิดเป็นเงินไทยมาเลย แล้วมีครบทุกสถานที่ในดูไบ ทำให้จองที่เดียว ไม่งง มีคอมโบส่วนลดด้วย ทางไปจอง > จุดชมวิวตึกเบิร์จคาลิฟา


2. Dubai Mall

มาถึงตึกเบิร์จคาลิฟาแล้ว ตัวตึกจะเชื่อมกับดูไบมอลล์ค่ะ ที่นี่คือหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีร้านค้ากว่า 1200 ร้าน มีห้างชื่อดังอย่าง Bloomingdale’s จากฝั่งอเมริกา และ Galeries Lafayette จากฝั่งยุโรปอยู่ภายในอีกที นอกจากนี้ยังมีอควาเรียม ลานไอซ์สเก็ตขนาดโอลิมปิค มีร้านอาหารกว่า 200 ร้าน และล่าสุดที่ไปมาปลายปี 2023 มีการเปิดโซนไชน่าทาวน์ เต็มไปด้วยอาหารเอเชีย มีร้านดังอย่าง Haidilao หรือ Hawker Chan อยู่ด้วยค่ะ

สิ่งที่ผู้คนมารอดูกันคือ น้ำพุเต้นระบำ ซึ่งแสดงทุกๆ 30 นาที ตั้งแต่ 18.00 น. ถึง 23.00 น. เป็นน้ำพุเต้นระบำที่สูงที่สุดในโลก ยิงขึ้นไปถึงตึก 45 ชั้น พร้อมเอฟเฟคแสงไฟและเสียงเพลง

สำหรับน้ำพุ สามารถมารอชมริมทางเดินหรือบนสะพานได้เลยค่ะ แต่ถ้าวันไหนคนเยอะ นัทแนะนำให้จองร้านอาหารใน Souk Al Bahar หรือสามารถล่องเรือในทะเลสาบเบิร์จตรงนี้เลย จะได้เข้าไปใกล้น้ำพุและชมอย่างเป็นส่วนตัวเลยค่ะ ทางไปจอง >> คลิ๊กที่นี่


3. Palace Downtown & Souk Al Bahar

จริงๆ ตรงนี้เป็นโรงแรมค่ะ อยู่ติดกับ Dubai Mall เลย ซึ่งบริเวณหน้าโรงแรมเค้าสร้างมาได้ เห็นวิวตึกแลนด์มาร์กอย่าง Burj Khalifa พอดิบพอดี เลยกลายมาเป็นจุดถ่ายรูปฮิตอีกจุดหนึ่งที่พลาดไม่ได้เลยค่ะ สามารถเดินมาจากดูไบมอลล์ได้ และระหว่างทางจะมี Souk Al Bahar ที่มีร้านอาหารเต็มเลยค่ะ

ตรงนี้จะใช้กล้องถ่ายรูปไม่ได้นะคะ เพราะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ให้ใช้ได้แค่มือถือค่ะ


4. Al Fahidi Neighborhood

ดูไบในภาพจำของประชาคมโลกทุกวันนี้ อาจจะเป็นเมืองสร้างใหม่ที่ร่ำรวยจากการลงทุน แต่ประวัติศาสตร์ของที่นี่ เริ่มจากการเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่มีประชากรแค่หนึ่งพันคน ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 และเพิ่งมารวมเป็นประเทศ UAE เมื่อปี 1971 ที่ผ่านมานี่เองนะคะ

ย่าน Al Fahidi นั้น เป็นที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ต่าง Al Fahidi Fort และก็จะได้เห็นอาคารแบบดั้งเดิม อย่างอาคารที่มี Wind tower แบบอาหรับ ด้านหน้ายังมีจัดแสดงชีวิตในเตนท์กลางทะเลทราย และตามตรอกเล็กตรอกน้อยนี้ก็เต็มไปด้วยร้านอาหาร โรงแรม นิทรรศการศิลปะและแกลเลอรี่อีกด้วยค่ะ


5. Al Seef District

อยู่ติดกับ Al Fahidi เลยค่ะ ในขณะที่ Al Fahidi จะเป็นย่านเมืองเก่าดั้งเดิมจริงๆ ที่ Al Seef นั้นจะเป็นย่านที่สร้างขึ้นมาใหม่แต่ทำเลียนแบบของเก่า เพื่อเป็นการอนุรักษ์และแสดงให้เห็นถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวดูไบภาคภูมิใจค่ะ ย่านนี้เค้าทำขึ้นมาเป็นแหล่งแฮงค์เอาท์ มีร้านค้า ร้านอาหาร เดินแล้วมันมีฟีลลิ่งแบบตลาดอาหรับ มีเสน่ห์ดีค่ะ อยู่เลียบริมน้ำ ตอนกลางคืนคึกคักมากๆ


6. Dubai Creek

ดูไบนั้นอยู่ติดทะเลและมีช่องอ่าวที่ไหลเข้ามา ทำให้เมื่อก่อนเมืองส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่สองฝั่งของ Dubai Creek ซึ่งในปัจจุบันจะกลายเป็นย่านหลักคือ Deira และ Bur Dubai ค่ะ เสน่ห์ของแถวนี้คือเป็นดูไบที่มีความท้องถิ่น มีความดั้งเดิม มีตลาดเครื่องเทศ ตลาดทอง อยู่สองฝั่งน้ำ เรื่องราวของอ่าวนี้นอกจากตรงที่เป็นอ่าวตามธรรมชาติแล้ว ดูไบยังทำคลองเพิ่มต่ออีกหลายกิโลเมตรเพื่อการค้าขายและขนส่งที่สะดวกขึ้นตั้งแต่สมัยที่ยังส่งออกไข่มุกเป็นหลักค่ะ นัทแนะนำว่า เที่ยว Al Fahidi แล้วนั่งเรือข้ามฟากคนละ 1 Dirham (9-10บาท) ไปลงตรง Old Souk เพื่อเที่ยวตลาดทองต่อได้เลย เรือแบบนี้มันเก๋มากเพราะมีที่นั่งตรงกลางแล้วไม่มีอะไรกั้นเลยค่ะ


7. Gold Souk

ดูไบเริ่มต้นจากการเป็นเมืองปลอดภาษี ทำให้มีการค้าขายทองที่รุ่งเรือง และกลายเป็นตลาดทองที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ ที่นี่มีทองอยู่กว่า 10 ตัน มีทองทุกรูปแบบ และขายตามน้ำหนัก ตามราคาทองโลก ซึ่งเราคิดว่าแฟร์มากๆ มีทองแบบที่ขายในไทยปกติ ไปจนถึงแบบ 99.99% ด้วยค่ะ เราจะเห็นคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวจีนมาช้อปปิ้งแบบสนุกมากๆ คึกคักทีเดียว

ตรงนี้ นั่งเรือข้ามฟากมาจาก Al Fahidi ได้ หรือจะมาลงสถานีรถไฟใต้ดินก็ง่ายค่ะ


8. Museum of The Future

ที่นี่คือห้ามพลาดเลย เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ล้ำที่สุดที่เคยเห็น ล้ำทั้งอาคารที่ไม่มีเหลี่ยมไม่มีเสา มีช่องว่างตรงกลาง สูง 77 เมตร ไปจนถึงคอนเซปท์ที่พาเราไปเที่ยวดูไบในปีค.ศ. 2071 จำลองอนาคตให้หลากหลายความเป็นไปได้ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้กลับมามองว่าเราอยากจะเห็นอนาคตอย่างไร ภายในมีสถานีอวกาศจำลอง ห้องเก็บ DNA กว่า 2400 ชนิด ทั้งหมดเป็นจินตนาการของทีมผู้สร้าง เป็นนิทรรศการที่เรารู้สึกมีส่วนร่วมมากๆ

รีวิวฉบับเต็ม >> [รีวิว] เที่ยว Museum of The Future พิพิธภัณฑ์แห่งอนาคตที่ดูไบ ที่ล้ำในทุกมิติจนคุณต้องไปชมสักครั้ง


9. Dubai Desert

จากตัวเมืองดูไบขับรถไม่กี่นาที ก็ถึงทะเลทรายแล้วค่ะ แต่การจะเข้าไปในอุทยานเหล่านี้ ก็อาจจะต้องซื้อทัวร์เป็นหลักเลย ซึ่งทัวร์ก็จะมีตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น ช่วงดินเนอร์ ทัวร์ค้างคืน หลากหลายออปชั่นเลยค่ะ ถ้าที่เป็นที่นิยมที่สุดคือทัวร์ที่รวมอาหารค่ำแบบบาร์บีคิวค่ะ กิจกรรมในทัวร์ก็คือ การชมทะเลทราย ส่องสัตว์ซึ่งสัตว์ทะเลทรายปกติก็จะไม่เคยเห็นที่อื่นค่ะ มีการขี่อูฐ การทำ Dune Bashing หรือขับรถเหวี่ยงบนเนินทราย ซึ่งรถจะขึ้นลง ความรู้สึกเหมือนจะตั้งฉากกับพื้นเลย คล้ายเล่นสวนสนุกค่ะ ถ้าใครไม่สะดวกต้องบอกเค้าก่อนนะคะ

ทางไปจองทัวร์ทะเลทราย > คลิ๊กที่นี่


10. Cafe Hopping

ดูไบเป็นเมืองที่มีคาเฟ่ชิคๆ น่ารักๆ เยอะมากกกกกก มีหลากหลายสไตล์ ทั้งคาเฟ่กลิ่นอายอาหรับๆ หน่อย คาเฟ่ 2D สวยๆ ร้านกาแฟจริงจัง คาเฟ่ที่ตกแต่งน่ารัก พาสเทล สีสันสดใส นัทรวมไว้ให้ในเว็ปนะคะ คลิ๊กได้เลย  > 7 คาเฟ่สวยในดูไบ


11. Beach Clubs

นอกจากคาเฟ่แล้ว บีชคลับในดูไบก็เป็นที่แฮงค์เอาท์ที่ฮิตมากๆ เลยค่ะ ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเมืองและทะเลทราย แต่อย่าลืมว่า เมืองดูไบตั้งอยู่บนอ่าวอาหรับ มีชายฝั่งทะเลกว่า 70 กม. และมีการขยายเป็น 300 กม. ตั้งแต่มีเกาะเดอะปาล์มสร้างขึ้นมา

นั่นหมายความว่า ดูไบมีชายหาดเยอะมากๆ และมี Beach Club ที่มีทั้งดีเจดังๆ เครื่องดื่มดีๆ ไปจนถึงสถานที่สวยๆ วิวดีและปาร์ตี้แสนสนุกอยู่เต็มไปหมดเลยค่ะ ที่นัทมีโอกาสไปมาคือ 305 Beach Club ที่ตกแต่งธีมไมอามี่น่ารักมากกก และเห็นวิวของดูไบมาริน่าทั้งอ่าวเลย


12. Souk Madinat Jumeirah

Souk แปลว่าตลาดหรือบาซาร์ค่ะ ซึ่งที่นี่จะสร้างขึ้นมาแบบได้บรรยากาศมากๆ แต่ติดแอร์ค่ะ ข้างในวนไปวนมา มีของจุกจิกให้ซื้อได้ค่ะ จากตรงนี้จะเห็นตึก Burj Al Arab อีกหนึ่งแลนด์มาร์กของดูไบ ทำให้ที่นี่ค่อนข้างเป็นที่นิยมเลยค่ะ


13. Jumeirah Beach – Burj Al Arab

หาด Jumeirah นั้น จะมีทั้งโซนที่เป็นหาดที่เป็นพื้นที่ของโรงแรม กับส่วนที่เป็นหาดสาธารณะ ซึ่งบนหาดเราจะสามารถมองเห็นตึก Burj Al Arab ตึกเรือใบที่เป็นแลนด์มาร์กของที่นี่เช่นกันค่ะ

โดยโลเคชั่นที่สวยจะอยู่ตามร้านอาหารในโรงแรม Jumeirah แนะนำให้จองก่อนเข้ามานะคะ อย่างนัทมาทานที่ร้าน Shimmers ค่ะ วิวสวยเลย


14. Dubai Miracle Garden

สวนดอกไม้แห่งนี้ ใหญ่เหมือนสวนสนุก และก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมใครๆ ก็มาเที่ยว Dubai Miracle Garden สวนดอกไม้ที่เป็นเจ้าของสถิติโลกในการจัดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนผลงานเครื่องบินแอร์บัส A380 ที่ถูกปกคลุมด้วยดอกไม้กว่าห้าแสนดอก และทั้งสวน Dubai Miracle Garden นั้น มีดอกไม้อยู่กว่า 150 ล้านดอกเลยทีเดียวค่ะ

แม้ว่าดูไบจะเป็นเมืองที่สร้างขึ้นกลางทะเลทราย และเราอาจจะไม่นึกถึงสวนดอกไม้ แต่ต้องบอกว่า สวนดอกไม้ที่นี่ ไม่ได้เหมือนที่อื่น การจัดดอกไม้ให้เป็นรูปต่างๆ นั้น ใหญ่อลังการมาก โดยเราจะเห็นทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาชมสวนดอกไม้แห่งนี้ซึ่งจะเปิดให้ช่วงปลายเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนเมษายนของทุกปี ทำให้อากาศไม่ร้อนเกินไปที่จะมาชมความสวยงามของที่นี่

ทางไปซื้อบัตร Dubai Miracle Garden >> คลิ๊กที่นี่


15. The View at The Palm

เชื่อว่าหนึ่งในภาพที่ใครหลายคนเคยเห็นจากดูไบ คือภาพเกาะที่เป็นรูปต้นปาล์มยื่นออกไปกลางทะเล ที่นี่คือ Palm Jumeirah เกาะที่สร้างขึ้นจากการถมทะเล หนึ่งในความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและการออกแบบที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรทส์ และเมื่อกลางปี 2023 ที่ผ่านมา ก็มีการเปิด The View at The Palm จุดชมวิวความสูง 240 เมตรแห่งแรก ที่จะทำให้เราได้เห็นเกาะ The Palm ด้วยตาตัวเอง

ซึ่งเมื่อก่อนนั้น เราจะเห็นภาพของ Palm Jumeirah มุมสูงได้จากภาพถ่ายทางอากาศเท่านั้น นี่เลยเป็นครั้งแรกที่มีจุดชมวิวให้เราได้เห็นด้วยตาตัวเองค่ะ โดย The View at The Palm นั้น จะตั้งอยู่ชั้น 52 ของ The Palm Tower สามารถจอดรถได้ที่ Nakheel Mall

ทางไปจองบัตร The View at The Palm >> คลิ๊กที่นี่


16. Atlantis, The Palm

จากจุดชมวิวเมื่อสักครู่ ถ้าเรามองเข้าไปไกลสุด จะเห็น ตึกสูงสองตึก นั่นคือ Atlantis, The Palm และที่เปิดใหม่คือ Atlantis, The Royal ซึ่งเป็นรีสอร์ทหรูที่เต็มไปด้วยความบันเทิงแบบครบครัน ทั้งร้านอาหารระดับโลก มีห้องพักวิวอควาเรียม มีบีชคลับ มีสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอควาเรียมในธีมเมืองบาดาลที่มีสัตว์น้ำกว่า 65,000 ตัว

หากมีเวลาเต็มวันนี่นัทแนะนำให้มาเล่นสวนน้ำที่นี่ค่ะ แต่ถ้าไม่มีเวลา ก็มาชมแค่ตัว Atlantis และอควาเรียมก็ได้

ทางไปจองบัตร สวนน้ำ Atlantis Aquaventure Waterpark >> คลิ๊กที่นี่


17. La Mer

เป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวคอมมิวนิตี้มอลล์ ที่อยู่ริมหาด ที่ผู้คนสามารถมาว่ายน้ำหรืออาบแดด ชมพระอาทิตย์ตกริมทะเลได้ มีร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้า Beach Bar อยู่หลายสิบร้านเลยค่ะ มีกิจกรรมทางน้ำ ห้องอาบน้ำ สีสรรน่ารักไปหมดเลย เหมือนเมืองชายหาดชิคๆ เลยค่ะ ภายในมีทั้งร้านอาหารญี่ปุ่น อาหรับ จีน ตะวันตก ไปจนถึงคาเฟ่และชานมไข่มุกเลยค่ะ แนะนำให้มาช่วงพระอาทิตย์ตกนะคะ วิวสวยมากๆ เลยค่า


18. Jumeirah Beach – Kite Beach

ดูไบเป็นเมืองริมทะเล ดังนั้น จึงจะเห็นผู้คนมาว่ายน้ำ เดินเล่น หรือเล่นกีฬาทางน้ำกันตามหาดค่ะ แถวๆ Jumeirah Beach จะมีหาดยาว ซึ่งเป็นหาดสาธารณะ บรรยากาศดี มี boardwalk ที่คนชอบมาวิ่งจ๊อกกิ้งกัน
หรือถ้าหาดสาธารณะ รู้สึกไม่สะดวก ก็มาที่ La Mer ได้ค่ะ เป็นคอมมิวนิตี้มอลล์ ที่มีร้านค้า ร้านอาหารเยอะมากๆ แล้วก็มีห้องอาบน้ำ ต่างๆ ให้ด้วย


19. Sharjah

ชาร์จาห์เป็นรัฐที่อยู่ติดกับดูไบเลยค่ะ ใกล้สนามบินดูไบมากๆ ขับรถไปแค่ 15-20 นาที แต่ถ้าขับออกนอกเมืองไปก็จะมีทะเลทราย และมีธรรมชาติที่สวยงามมากๆ เป็นที่อยู่ของหินฟอสซิล และ หลักฐานทางธรณีวิทยาในยุคก่อนประวัติศาสตร์มากมายเลยค่ะ นัทไปมามีที่เที่ยวเจ๋งหลายที่เลย จริงๆ ถ้าไม่บอกว่าเค้าเป็นอีกรัฐ เราก็ไม่รู้นะคะ ก็เหมือนเที่ยวดูไบแหล่ะ

นัทเขียนรีวิวแยกไว้อีกตอน เพราะมีที่เที่ยวหลากหลายเลยค่ะ


20. Abu Dhabi

เมืองหลวงของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรทส์คือ อาบูดาบี ไม่ใช่ดูไบอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจนะคะ แต่เมืองอาบูดาบี จะค่อนข้างเน้นบริหารมากกว่า บรรยากาศจะไม่ได้ฟู่ฟ่าเหมือนดูไบ (รวยสุดนะคะเพราะส่งออกน้ำมันเยอะสุด แต่ไม่ดูเว่อเหมือนดูไบ) ที่นี่มีแกรนด์มัสยิดที่สวยงามอลังการ มีพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ มี Emirates Palace สวยงามมากๆ ค่ะ


ที่พักในดูไบ

ครั้งนี้นัทพักกันที่ NH Collection The Palm Dubai ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโลเคชั่นที่ดีมากๆ ค่ะ เพราะอยู่ตรงทางเข้า The Palm Jumeirah ซึ่งภายในนั้นเป็นแหล่งแฮงค์เอาท์และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายอย่าง ตัวโรงแรมเองมี infinity pool วิวสวยมาก มองเห็น Dubai Marina และ Al Ain Dubai ซึ่งเป็นชิงช้าสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และถ้าจะออกไปย่านดาวน์ทาวน์อย่างตึก Burj Khalifa, Dubai Mall ต่างๆ ก็ขับรถแค่ 10-15 นาทีเท่านั้น

NH Collection The Palm Dubai เป็นโรงแรมจาก NH Hotels แห่งแรกของดูไบ และเป็นสาขาที่ถือว่ามีบรรยากาศผ่อนคลาย มีสีสัน โรงแรมนี้เพิ่งเปิดเมื่อช่วงปี 2023 ค่ะ ใหม่มากๆ สิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างดีมากเลย

อาหารเช้าจัดเต็มสุดๆ และภายในบริเวณโรงแรมก็มีหลายห้องอาหาร ทั้ง Revo Cafe ที่เป็นคาเฟ่บรรยากาศชิลล์ๆ ที่อาหารจานใหญ่ เมนูดีงาม สแตนดาร์ดสูง, View180 รูฟท็อปบาร์ที่อยู่ติดกับสระว่ายน้ำ วิวสวยสุดๆ และ The 305 Beach Club ที่เป็นบีชคลับเปิดใหม่ชื่อดัง ซึ่งหากเราพักที่นี่ ก็จะเข้าไปใช้เดย์เบดได้ทั้งวันเลยค่ะ

อ่านรีวิวฉบับเต็ม > [รีวิว] NH Collection Dubai The Palm โรงแรมโลเคชั่นดี วิวสวย บนเดอะปาล์ม ดูไบ


ไปอ่านรีวิวคาเฟ่กันต่อได้นะคะ > พาเที่ยว 7 คาเฟ่ ดูไบ สวยชิค บรรยากาศดี ไปดูไบห้ามพลาด [Dubai Cafe Hopping]

 


หากชอบรีวิว ช่วยกดไลค์เพจเป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ หรือไปตามไอจี @eatchillwander อัพเดทกันแบบเรียลไทม์ขอบคุณมากๆ ค่า

ติดตาม Eat Chill Wander ได้ที่
Facebook : Eat Chill Wander
Instagram : @eatchillwander
Twitter : @eatchillwander
Youtube : Eat Chill Wander
Website : www.eatchillwander.com

error: