ความทรงจำจาก Havana, Cuba ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวได้ [ตอนจบ]

เราได้เล่ารายละเอียด วิธีการเดินทาง และ ชีวิตสองวันแรกที่ Havana เมืองหลวงทรงสเน่ห์ของประเทศคิวบาไปในตอนที่แล้ว ตอนนี้ เราได้เก็บตกภาพบรรยากาศในฮาวาน่า ภาพการใช้ชีวิตแบบสังคมนิยมที่น่าจะไม่ได้เห็นที่อื่นมาฝาก

บันทึกการเดินทางในฮาวาน่า ตอนที่ 1 คลิ๊กที่นี่
บันทึกการเดินทางในฮาวาน่า ตอนที่ 2 คลิ๊กที่นี่


Day 3 เก็บตก Havana

จริงๆวันนี้เราตั้งใจจะไป Fabrica De Arte หรือ The Cuban Art Factory เป็น Art Gallery คูลๆที่คิดว่าควรใส่ลงไปในแพลนนะคะ (เรียกแท๊กซี่ไปได้ ประมาณ 10$ ค่ะ)

แต่เรากลัวว่าจะไม่ทันเวลา เนื่องจากวันนี้จะต้องขึ้นเครื่องกลับนิวยอร์ค แถมยังต้องเผื่อเวลาไปเอาโดรนที่ถูกยึดไว้ เลยเปลี่ยนแพลนเป็นการเดินเก็บตกอยู่ใน Havana เนี่ยแหล่ะ

วันนี้เรามาเริ่มจากบริเวณแถวๆท่าเรือ หรือ จัตุรัสซานฟรานซิสโก Plaza San Francisco

บริเวณนี้จะมีรูปปั้น ชื่อ The Gentleman of Paris อยู่ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า จริงๆรูปปั้นคนโฮมเลสรูปนี้ เป็นรูปปั้นของชายชาวสเปน แล้วเร่ร่อนเป็นโฮมเลสอยู่ในย่านนี้ แต่มีอาการทางจิตที่เชื่อว่า ตัวเองมาจากปารีส และเที่ยวบอกทุกคนว่าเขามาจากปารีส ว่ากันว่าเค้าเป็นที่เอ็นดูของคนในบริเวณนี้ ถึงขั้นที่ตอนเค้าโดนจับตัวไปรักษา ยังมีคนขอให้ปล่อยเค้าออกมา และมีคนนึกถึงเค้าจนกลายมาเป็นรูปปั้นรูปนี้

The Gentleman of Paris ด้านหน้าเป็นรูปปั้น แต่ะด้านหลังนั่นไม่ใช่นะคะ 🙂

จุดหมายของเราในวันนี้คือ ตลาดของฝาก Almacenes San Jose Artisans Market หรือจะเรียกว่า Mercado Artesanal ก็ได้ค่ะ

ของฝากของที่นี่มีการควบคุมว่าต้องเป็นของที่ผลิตภายในประเทศเท่านั้น ที่นี่ต้องนับว่าเป็นตลาดที่ขายนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ มีตั้งแต่พวกแม่เหล็กติดตู้เย็น พวงกุญแจ งานแฮนดิคราฟท์พวกกล่องใส่เครื่องประดับ ของจุกจิก ต่างหู อะไรแบบนี้ อารมณ์ประมาณจตุจักรโซนที่นักท่องเที่ยวเดินอ่ะค่ะ

ส่วนด้านที่ติดกับทะเลจะมีพวกงานศิลปะขายอยู่เยอะเหมือนกันค่ะ

บรรยากาศรอบๆ Old Havana ฝั่งที่ติดกับท่าเรือ

อีกที่หนึ่งที่แนะนำให้แวะสำหรับสายอาร์ทแกลเลอรี่และมิวเซียมคือที่นี่ค่ะ El Ojo del Ciclon เป็น interactive art installation ที่เน้นความแปลก มีความ quirkyๆ ขี้เล่น ตั้งอยู่บนถนน O’Reilly ค่ะ

ที่นี่มีรถเข็นน้ำผลไม้เหมือนกันนะคะ ผลไม้ที่นี่เป็นพวกผลไม้เขตร้อนคล้ายเมืองไทย มีฝรั่งสีแดงที่เพิ่งเคยทาน หวานดีค่ะ

สีแดงนี่ฝรั่งแหล่ะ นอกนี้ก็เหมือนๆผลไม้ไทย

วันนี้เรามีโอกาสแวะมานั่งเล่นที่บาร์ของโรงแรม Saratoga ด้วยค่ะ โรงแรมนี้ถูกพูดถึงหลังจากที่เจย์ซีกับบียองเซ่มาพักตอนมาเที่ยวค่ะ

เราชอบบรรยากาศในโรงแรมนี้มากเลย

นอกจากนี้ก็จะมีร้าน ซิก้าร์ กับ รัม ของขึ้นชื่อจากคิวบา ราคาในร้านถือว่าไม่แพงแล้วนะคะ แต่เราเชื่อว่า คนท้องถิ่นหากใช้สกุลเงิน CUP ก็น่าจะถูกกว่านี้อีก ร้านแบบนี้ดูขายนักท่องเที่ยวเลยล่ะค่ะ

ชีวิตโดยทั่วไปบนท้องถนน

ร้านนี้เป็นร้านที่ดังมาจากการเล่นดนตรีสดเพลงของ Benny More ทุกคืนค่ะ

อีกอย่างหนึ่งที่สัมผัสได้จากฮาวาน่า ก็คือสัญญะหลายๆอย่างที่แสดงให้เห็นถึง ทั้งสังคมนิยม ทั้งคอมมิวนิสท์ มีอะไรที่เรางงๆ อย่างรูปลุงโฮจิมิน ไรงี้

แต่หนึ่งในสิ่งที่ชัดเจนมากคือร้านโควต้า Bodega la Caridad Consejo Popular อย่างที่บอกไปตอนที่แล้วว่า เงินเดือนเฉลี่ยของคนคิวบาอยู่ที่เดือนละ 20$ (ใช่ค่ะ ประมาณหกร้อยบาท) ดังนั้นในทุกๆเดือน ทางรัฐบาลจะมีโควต้าซัพพอร์ทของกินของใช้ แล้วก็ขายของในราคาที่ถูกมากๆ นับเป็นเศษไม่ถึงสตางค์ ซึ่งก็จะมีปริมาณจำกัด ต่อเดือน ต่อคน

เท่าที่เราจำได้คือจะได้ข้าวประมาณ 3 กิโล, น้ำตาล 3 กิโล, แป้ง 7 กิโล, ถั่ว 20 ออนซ์ และ ไข่ 12 ฟอง ต่อเดือน ต่อคนค่ะ

สุดท้ายนี้ เราขอพูดถึงความประทับใจสุดๆ เกี่ยวกับ โฮสท์ Airbnb ค่ะ เรามีอุปสรรคเรื่องภาษามากๆ ดังนั้น จริงๆแล้ว อยากให้ลองหาโฮสท์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ก็จะสะดวกดีนะคะ

ส่วนตัวเรา กลายเป็นว่ารู้สึกผูกพันธ์กับเค้าไปเลย ต้องยอมรับว่า ธุรกิจ Airbnb ที่อื่นๆในโลกนี้ส่วนใหญ่ จะทำกันเป็นระบบที่เจ้าของ แทบไม่ได้มาอยู่ด้วย เท่าที่เราไปพักมา น้อยครั้งมากที่เราจะได้เจอเจ้าของบ้าน แต่บ้านที่นี่ยังไม่ใช่ เค้ารอต้อนรับ ยกกระเป๋าขึ้นลงบันไดให้เรา ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ชวนเราทานอาหาร

ยิ่งวันที่สองที่สาม เราเอาขนมจากอเมริกาไปให้ลูกชายเค้านิดๆหน่อยๆ เค้าก็พยายามหาของกินมาให้เรา เราเคยอ่านในบล็อกต่างชาติ เค้าบอกว่า ที่คิวบา ให้เตรียมของไปแจกเยอะๆ เพราะบางทีที่นั่น บางคนมีเงินก็หาซื้อของไม่ได้ ซึ่งเป็นของเล็กๆน้อยๆ อย่างหมากฝรั่ง ปากกา ส่วนเราไม่ได้เตรียมไป เพราะอยู่ดีๆจะเอาไปให้เค้า มันคงรู้สึก awkward น่าดู

แต่หลังจากที่คุยกับไกด์แล้ว ไกด์บอกว่า คนคิวบาจะแฮปปี้มาก ถ้าเราเอาของไปให้เค้า เพราะเค้าหาไม่ได้ เราเลยคัดของที่สภาพดีและซื้อใหม่ได้ที่อเมริกา ให้โฮสท์ไป

เค้าดีใจมาก และ วันรุ่งขึ้น เค้าก็เอาของฝากมาให้เราเต็มเลยค่ะ เป็นพัด ตุ้มหูทำมือ พวงกุญแจรูปกลองคิวบา เค้าอยู่ส่งเราขึ้นแท๊กซี่กลับสนามบิน

เราไม่เคยกอดโฮสท์ airbnb เลย นี่เป็นครั้งแรกที่เรากอดโฮสท์ airbnb และร่ำลากัน พร้อมสัญญาว่าจะกลับมาใหม่

ลูกชายของโฮสท์เรา ที่ดูเขินๆ แต่ก็พยายามจะพูดกับเราเป็นภาษาสแปนิช 🙂
โรงเรียนแถวบ้านค่ะ เก็บภาพมาฝาก
บ้านนี้มีกัน 3 คนค่ะ บ้านเรียบง่ายมากนะคะ เป็นห้องเปล่าๆ สะอาด มีทุกอย่างที่จำเป็นค่ะ

เราเชื่อว่า ประเทศคิวบา ประเทศเกาะในทะเลแคริบเบียนแห่งนี้ ยังมีอะไรให้น่าเที่ยวน่าค้นหาอีกเยอะ ด้วยปัจจัยเรื่องอินเตอร์เน็ตและภาษาอย่างที่เล่าไป ประเทศนี้กลับสอนเราว่า Watch, Listen, and Learn หากเรามอง เราฟัง เราก็จะได้เรียนรู้ เรียนรู้จากผู้คน เรียนรู้จากมิตรภาพ และเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นโดยไม่ตัดสินก่อน

เรารู้สึกว่า เราน่าจะให้เวลากับ Havana มากกว่านี้ แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่า ดีแล้วล่ะ จะได้มีเหตุผลที่จะกลับมาที่นี่อีกครั้ง 🙂

Half of my heart is in Havana….


บันทึกการเดินทางใน Havana

ตอนที่ 1 คลิ๊กที่นี่
ตอนที่ 2 คลิ๊กที่นี่
ตอนที่ 3 คลิ๊กที่นี่




Related Post