ลุยเดี่ยวเที่ยว Havana ตอนที่ 2 : นั่งรถวินเทจเปิดประทุน เที่ยว Modern Havana

หลังจากที่เราเล่าถึงรายละเอียด วิธีการเดินทาง สิ่งที่ควรรู้ และ ค่าใช้จ่าย ในการไปเที่ยว Havana ประเทศคิวบา รวมถึงประสบการณ์วันแรกในฮาวาน่าของเรา ในตอนที่แล้ว [อ่านตอนที่แล้ว คลิ๊กที่นี่]

ตอนนี้ เราจะเล่าการเดินทางที่เหลือ รวมถึงประสบการณ์ที่เราได้ฟัง ที่ทำให้เรารู้สึกได้เปิดโลกในประเทศที่เหมือนปิดตัวเองจากโลก ใช่ เราเขียนไม่ผิด บางแง่มุมของชีวิต เราใช้วิธีคิดแบบทุนนิยมตัดสิน แต่จริงๆแล้ว เราค้นพบว่าวิถีชีวิตของคนเรามันยังมีอะไรมากกว่านั้น


Day 2 นั่งรถวินเทจเปิดประทุน ไปเที่ยว Modern Havana 

ตามที่เราได้จอง One Day Tour กับบริษัท https://havanatourcompany.com/

วันนี้เราดีใจมากที่จะมีคนพูดภาษาอังกฤษด้วยรู้เรื่องซักที ใช่แล้ว นี่น่าจะครบ 24 ชั่วโมงแล้ว ที่เราไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเลย ได้แต่ใช้ภาษามือและท่องภาษาสเปนฉบับอัจฉริยะข้ามคืนมาไว้คุยกับโฮสท์

พูดถึงโฮสท์ Airbnb เรา เค้าเป็นครอบครัวที่น่ารักมากๆ อยู่ในบ้านกัน 3 คน พ่อแม่ลูก คุณแม่จะดูแลเราเยอะสุด แม้จะมีอุปสรรคเรื่องภาษา แต่ก็จะพยายามวาดรูป หรือ ใช้ภาษามือ

ห้องเราเป็นห้องเรียบๆไม่ได้ตกแต่งอะไร มีห้องน้ำส่วนตัว คุณแม่ยังสาวๆอยู่เลย เค้าพยายามเข้ามาถามเราตลอดว่าทุกอย่างโอเคมั้ย ต้องการอะไรรึป่าว ถึงขั้นที่วันกลับ เราร่ำลา กอดเค้าหลายรอบมาก รู้สึกว่าเค้าอบอุ่นและต้อนรับเราจริงๆ ไม่แน่ใจว่าเพราะเราเดินทางคนเดียวรึป่าว

ส่วนตัวเค้าเองรวมถึงเพื่อนบ้าน ก็ยังไม่เคยโฮสท์หรือใกล้ชิดกับคนเอเชีย เค้าเคยเห็นเราจากในหนัง แต่เค้าก็ไม่แน่ใจเกี่ยวกับเมืองไทยซักเท่าไหร่ เราเลยบอกไปว่า ถ้าถามคนไทยเกี่ยวกับคิวบา ก็อาจจะไม่แน่ใจเหมือนกันแหล่ะ 🙂

Old Havana Walking Tour

ในส่วนของช่วงเช้า จะเป็น walking tour ในย่าน Old Havana ที่เรามาเมื่อวาน แต่พอมากับไกด์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ ก็จะเริ่มได้ถามได้พูดคุยมากขึ้น ว่าอะไรเป็นอะไร

อย่างจุดที่เมื่อวานเราอาจจะไม่ได้สังเกตด้วยตัวเอง คือ บาร์แรกที่คิดค้นค๊อกเทลชื่อดังอย่าง Mojito โดยบาร์นี้มีชื่อว่า La Bodeguita Del Medio เราชอบคุณลุงที่นั่งอยู่ด้านหน้ามาก เค้ามีอาชีพ “นักแต่งกลอน” ซึ่งหากจะให้เค้าแต่งกลอนให้ ก็ไปบอก เค้าจะพิมพ์ใส่พิมพ์ดีดให้ เราจำราคาไม่ได้นะคะ แต่เป็นคุณค่าทางจิตใจมากกว่า

เราเดินไปเรื่อยๆ จนถึงถนน Mercaderes ที่ที่มีงานศิลปะบนผนังอันน่าสนใจอยู่ งาน Wall Mural ชิ้นนี้เป็นงานของ Andres Carrillo ที่ใช้เทคนิคในการทรายเฉดสีต่างๆผสมกับอคริลิคเรซิ่น ค่อยๆประกอบขึ้นมาจนเป็นภาพที่เห็น นอกจากความพีคของการสร้างภาพที่มาจากสีทรายธรรมชาติแล้ว ความพีคกว่าคือ ภาพนี้เป็นภาพที่ mirror กับตึกที่อยู่ตรงข้าม ซึ่งบุคคลในภาพ ก็คือบุคคลที่เคยมาที่คฤหาสของ Marques De Arcos มาก่อน

ประตู หน้าต่าง ระเบียง สร้างภาพนี้ขึ้นมาให้สะท้อนอาคารจริงทั้งหมด

เดินตรงมาเรื่อยจนถึง Plaza Vieja หรือ Old Square ตรงนี้มีร้านกาแฟหลายร้าน จริงๆแล้ว กาแฟคิวบานี่ถือว่ามีชื่อเสียงมาก ขนาดไปแค่ไมอามี่ ซึ่งมีย่าน Little Havana เค้ายังแนะนำให้ไปลอง กาแฟคิวบากันเลย

นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็จะซื้อกาแฟเป็นถุงๆกลับไป

ตรงนี้คือจุดที่เราจะมาทานอาหารเที่ยง โดยไกด์จัดให้เราเป็นมื้ออาหารเที่ยงบนดาดฟ้า บรรยากาศดี และเป็นส่วนตัว อาหารที่ไกด์จัดให้ก็อร่อย ทานง่ายมากๆ

ข้าวผัดถั่ว หรือ ที่เรียกว่า Arroz Congri อร่อยมากกกกก นี่ถึงขั้นหา recipe มาทำเองที่บ้านที่ไทย จัดว่าควรหาทานนะคะ ส่วนไก่กับปลาก็ดีมากๆเลยค่ะ เนื้อแน่น หมักดี เมนูปลาที่ฮาวาน่านี่ดีมาสองวันแล้ว เนื้อแน่นตลอดเลย แฮปปี้กับอาหารมากค่ะทัวร์นี้

ได้ลองทำโมฮิโต้เองด้วย พนักงานก็น่ารักมากๆ ข้อเสียคือต้องเดินขึ้นบันได และไม่มีแอร์ค่ะ แต่พออยู่ด้านบนแล้วลมเย็นสบายดีนะคะ ได้เห็นวิวมุมสูงของฮาวาน่าด้วย

ร้านอาหารแบบนี้เรียกว่า Paladares (privately run restaurant) เป็นร้านที่เหมือนเป็นบ้านคนมากกว่าค่ะ ไม่ได้เปิดหน้าร้านให้บุคคลทั่วไปวอล์กอินเข้ามา





นั่งรถเปิดประทุนเที่ยว Modern Havana

เราขึ้นรถคลาสสิคอเมริกัน เปิดประทุนที่ขับออกมาจาก Old Havana

ระหว่างทางเราผ่านย่าน Chinatown ด้วย ที่นี่ เคยเป็นไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกามาก่อนในยุคนึง แต่ตอนนี้ ไม่ใช่อีกต่อไป รวมทั้ง ชาวจีนคิวบา ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในบริเวณนี้อีกแล้ว

แม้จะเป็นโซนเมืองใหม่ แต่บรรยากาศมันก็ยังดูย้อนยุคอยู่ดี เพียงแต่ดูโมเดิร์นมากขึ้น

ณ Plaza De La Revolucion มีตึกซึ่งมีหน้าของสองบุคคลสำคัญอยู่ คือ Che Guevara และ Camilo Cienfuegos สองผู้นำในการปฏิวัติที่ร่วมสู้กันมากับ Fidel Castro

Che Guevara เอง เราเห็นหน้าเค้าบ่อยมากกกก ตามแบบ ผับเรกเก้ ข้าวสาร หรือ จตุจักร แล้วรูปนี้ก็เป็นรูปที่คุ้นตาคนเกือบทั้งโลก ชาวคิวบาเองเค้าก็รัก ‘เช’ กันมากๆ

คือเวลาเราบอกว่าปฏิวัติเนี่ย ที่นี่มันไม่เหมือนที่อื่นนะ… มันคือการปฏิวัติจากรัฐบาลมาเป็นคอมมิวนิสท์ ตอนนั้นเป็นรัฐบาลทหารของ Batista ที่ว่ากันว่า ชนชั้นชัดเจนมากๆ แบบคนจนจนสุดๆ คนรวยรวยสุดๆ ทำให้ Che, Camilo และ Fidel รวมกันปฏิวัติ ในแนวคิดสังคมนิยม

ที่นี่เป็นรัฐคอมมิวนิสท์รัฐแรกในซีกโลกตะวันตก

จุดยืนและโลกในอุดมคติของ เช มันคือแนวคิดว่า ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ไม่มีคนรวย คนจน เท่าเทียมจริงๆ แบบที่รัฐบาลจัดการสวัสดิการให้ทุกอย่าง (การศึกษา, สุขภาพ) มีการแบ่งที่ดินใหม่ รายได้พอๆกัน ซึ่งสมัยแรกๆที่ โซเวียตซัพพอร์ทรัฐคอมมิวนิสท์ได้เพียงพอ เค้าเล่าว่า ชีวิตผู้คนดีมาก ซึ่งเราต้องนึกกลับไปว่า จากคนจนที่แทบจะอดตาย กลับมาเจอชีวิตที่มีรัฐบาลซัพพอร์ทแบบนี้ ผู้นำการปฏิวัติครั้งนี้เลยกลายเป็นเหมือนพระเจ้า

แต่แนวคิดนี้มันก็ไม่ยั่งยืนแบบในอุดมคติ ในปัจจุบัน รัฐควบคุมทุกอย่าง อำนาจอยู่ที่รัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่มีเงินเพียงพอ เราก็รู้สึกว่ามันไม่น่ารอดรึป่าว นี่คือสิ่งที่เราคิดเวลามองกลับไปใช่มั้ย แต่กลายเป็นว่ามีคนคิวบากลุ่มใหญ่แฮปปี้กับการที่รัฐควบคุมทุกอย่าง

เป็นแนวคิดที่เราคิดไม่ถึงมาก่อน และทำให้เราได้เปิดมุมมองชีวิตในอีกแง่มุม

เราเคยคิดว่า การที่คนในประเทศจนมากๆ ค่าครองชีพต่ำมาก คนไม่น่าจะอยู่ได้ เงินเดือนที่นี่คือ เดือนละ 15-50$ เท่านั้นนะ โดยที่รัฐจะซัพพอร์ทสวัสดิการทั้งหมด

แต่กลายเป็นว่า การที่รัฐบาลซัพพอร์ทเรื่องสุขภาพกับการศึกษา ทำให้คนส่วนหนึ่ง ไม่สนใจทำงาน และใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์มากๆ เค้าแฮปปี้กับการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ คุยเรื่องเบสบอล จับกลุ่มกันตามถนนหรือจัตุรัสต่างๆ

ที่นี่มีเรื่องน่าสนใจอีกอย่างเกี่ยวกับการศึกษา กลายเป็นว่า คิวบาส่งออกหมอเยอะมาก โดยเวลาหมอคิวบาถูกส่งออกไปทำงาน จะต้องจ่าย 90% ให้กับรัฐ ทำให้รายได้อันดับหนึ่งของประเทศคิวบาคือรายได้จากการส่งออกหมอนั่นเอง

แล้วทำไมเค้าถึงทำให้คนรู้สึกพอกับการอยู่ไปวันๆได้?

หนึ่ง ประเทศนี้ยังปิดอยู่มาก คนทั่วไปไม่มีแม้กระทั่งโทรศัพท์ คนไม่ได้มีเป้าหมายในชีวิตแบบที่แข่งขันสูงๆเหมือนในโลกทุนนิยม คนต้องการเงินเพียงการซื้อของที่จำเป็น

สอง คนคิวบาทำงานไปเงินก็เข้าไปสู่รัฐ ทำให้คนระดับทั่วไปคอรัปชั่นเป็นปกติ ทุกคนจะแอบโกงรัฐ แต่กลับเกื้อกูลกันในชุมชน (เช่น ทำงานโรงแรมของรัฐบาล แต่แอบเอาอาหารกลับไปให้ที่บ้าน) อีกส่วนนึงมักจะมีญาติพี่น้องที่อพยพไปอยู่อเมริกาทัน ซึ่งถ้าญาติส่งเงินมาเพียงเดือนละ 100$ ก็เรียกว่าอยู่ได้สบาย

เหตุผลที่คนไม่แข่งขันทะเยอทะยานหรือต้องการที่จะเปลี่ยน นอกจากระบอบการปกครอง ก็คือการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่ต่ำมาก แม้ค่าอินเตอร์เน็ตจะมีราคาชั่วโมงละ 1.5$ แต่ถ้าคิดว่าเงินเดือน 15$ ก็คงจะจ่ายไม่ไหว ที่นี่ยังเป็นสังคมที่ดูทีวีที่ไม่มีช่องต่างประเทศ ดังนั้น รัฐจึงควบคุมค่อนข้างง่าย

แต่เค้าไม่ได้น่าสงสารนะ แก๊งค์สโลว์ไลฟ์เนี่ยดูมีความสุขกับชีวิตมากๆเลย นี่เป็นครั้งแรกที่เราสัมผัสได้ว่ามีปัจเจกบุคคลคนจำนวนหนึ่งก็แฮปปี้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในโลกทุนนิยมหรือประชาธิปไตยก็ได้ ทำให้เรารู้สึกว่า หรือความสุขที่เราพยายามไขว่คว้า อยู่ในโลกทุนนิยม มันอาจจะแค่สิ่งสมมติก็ได้

อย่างไรก็ตาม ก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่หัวก้าวหน้า พยายามออกจากประเทศ หรือทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งประธานาธิบดี Raul ยอมให้ประชาชนขอใบอนุญาตทำธุรกิจได้ ดังนั้น เรามักจะถูกบอกให้พยายามสนับสนุนร้านที่เป็นของประชาชน ไม่ใช่ร้านที่เป็นของรัฐ

ด้วยเหตุผลนี้เอง จึงมีการแยกสกุลเงิน ระหว่างนักท่องเที่ยวกับชาวคิวบา ซึ่งคนคิวบาจะไม่สามารถแลกเงินสกุลอื่นๆ นอกจาก CUC ทำให้ชาวคิวบาต้องรับเงิน CUC เท่านั้น หากเป็นสกุลอื่นจะไม่มีประโยชน์ (ซึ่งเค้าก็จะมีตลาดใต้ดินที่เอาเงินสกุลไปแลกได้เช่นกัน)

การที่ชาวคิวบารับเงิน CUC เท่านั้น หมายความว่า รัฐบาลยังสามารถติดตามรายได้ทุกรายได้ที่ชาวคิวบามี

Che Guevara ชาวอาร์เจนติน่าผู้ร่วมในการปฏิวัติ
Camilo Cienfuegos อีกหนึ่งบุคคลสำคัญในการปฏิวัติ

หลังจากคุยกันเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ไป เราก็มุ่งหน้าเข้าไปชมแถบที่อยู่อาศัย

ในระหว่างนั่งรถเปิดประทุนนั้น เราก็จะได้ผ่าน สุสาน Colon เป็นสุสานที่เป็นหลุมศพของผู้มีอิทธิพลของคิวบาหลายคน ซึ่งมีการตกแต่งอย่างวิจิตร

จากนั้นเราจะเข้าสู่ย่าน Miramar ซึ่งเป็นย่านที่คนรวยของที่นี่อาศัยอยู่ค่ะ ก็จะดูเป็นหมู่บ้านร่มรื่น บ้านหลังใหญ่ๆ ตึกแถวนี้ก็จะดูโมเดิร์นขึ้น

จากย่าน Miramar เราย้อนมายังโรงแรม Hotel Nacional de Cuba ซึ่งเป็นโรงแรมที่อยู่มานาน ทำให้มีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ทั้งดาราฮอลลิวู้ด หรือ นักการเมือง เคยมาพักที่นี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Winston Churchill, Vladimir Putin, Frank Sinatra หรือ Walt Disney

ในปี 1930 โรงแรมนี้ถูกสร้างโดยชาวอเมริกันและไม่อนุญาตให้ชาวคิวบาเข้าพักในสมัยนั้น

เราได้เข้ามายังห้อง Hall of Fame หรือ Salon de la Fama ซึ่งอยู่ติดกับบาร์ Bar Vista Golfo ซึ่งเคลมว่าเป็นการทำโมฮิโต้ที่ใช้สูตรลับเฉพาะที่เหล่าผู้มีอิทธิพลหรือพวกมาเฟียชื่นชอบ

จะว่าไป เราได้คุยกับคนที่ทำงานที่นี่ เค้าก็เป็นคนอีกกลุ่มที่รักการปฏิวัติและเชื่อในสังคมนิยม เพียงแต่อยากให้เศรษฐกิจดีขึ้นมากกว่านี้เท่านั้นเอง

Mojito นี่มันเหมาะกับอากาศและบรรยากาศแบบนี้จริงๆนะคะ โรงแรมนี้ตั้งอยู่ริมทะเล ที่เรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า Malecon

พอออกจากโรงแรม เราก็ได้นั่งรถเปิดประทุนริมทะเลเรียบชายฝั่ง Malecon บรรยากาศมันคลาสสิคมากจริงๆ อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัส

เสียดายที่วันนี้เราไปเดินเล่นตรง Malecon ไม่ได้ เนื่องจากยังมีน้ำท่วมหลัง Hurricane Irma อยู่

จากนั้น ไกด์ก็มาส่งเราที่ บริเวณ Central Park เช่นเคย นับเป็นหนึ่งวันที่ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากๆ เราเดินเล่นหาอะไรกินและดื่มแถวนี้ ก่อนจะกลับไปนั่งดูทีวีและพยายามพูดคุยกับโฮสท์ ด้วยภาษาสแปนิชที่ไกด์สอนเรามา

ตอนถัดไปจะเป็นตอนเก็บตกส่งท้าย กับภาพต่างๆ ที่น่าจะเห็นได้แค่ที่คิวบาเท่านั้น! [อ่านตอนถัดไป คลิ๊กที่นี่]


บันทึกการเดินทางใน Havana

ตอนที่ 1 คลิ๊กที่นี่
ตอนที่ 2 คลิ๊กที่นี่
ตอนที่ 3 คลิ๊กที่นี่




Related Post