ขับรถเที่ยว Iceland ในฤดูหนาว ทริปสั้นๆ กับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ (ตอนที่ 1)

ไอซ์แลนด์ ประเทศเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์แห่งธรรมชาติ ในเกาะเล็กๆ แห่งนี้มีฤดูหนาวและฤดูร้อนแทบจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ฤดูหนาวมีแสงเหนือ ส่วนฤดูร้อนมีพระอาทิตย์เที่ยงคืน
ฤดูหนาวสามารถเข้าไปดูถ้ำน้ำแข็งได้ ส่วนฤดูร้อนสามารถนั่งเรือเข้าไปชมลากูนธารน้ำแข็งได้
ฤดูหนาวสามารถเล่นสกี สโนว์โมบาย ส่วนฤดูร้อนจะได้ทักทายน้องพัฟฟิน
ฤดูหนาวขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ส่วนฤดูร้อนก็เขียวชะอุ่มสุดๆ

นั่นเป็นเหตุผลที่เราคิดไว้แล้วว่าในชีวิตนี้ เราจะต้องมาไอซ์แลนด์ให้ได้ทั้ง 2 ช่วง ในทริปนี้ เราจึงเลือกที่จะ เที่ยวเฉพาะตอนใต้ของเกาะ ในขณะที่เราเก็บ Highland ทางตอนเหนือไว้สำหรับเที่ยวช่วงฤดูร้อน


ทริปนี้ เรามาแค่สั้นๆ ค่ะ อย่างที่บอกว่า เราตั้งใจมาเที่ยวไฮไลท์ฤดูหนาวของประเทศนี้ ประเทศ Iceland เป็นประเทศที่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เราจึงแพลนแบบพอดีๆ ได้สัมผัสสถานที่สำคัญๆ ของที่นี่ ภายใน 5 วัน 4 คืน กับงบประมาณ รวมตั๋วเครื่องบินจากลอนดอนแล้วตกประมาณสองหมื่นต้นๆ แต่ขอนับ Itinerary เป็น 4 วันนะคะ เพราะวันแรกกับวันกลับ ไม่ได้ทำอะไร

เราได้เที่ยว Golden Circle, Blue Lagoon, ได้เห็นแสงเหนือ, ได้เข้าไปถ้ำน้ำแข็งแถว Jokulsalon, Glacier Trek, แวะเมือง Hofn และ Vik

จริงๆ แล้ว ทริปนี้ เราตั้งใจมาเที่ยวลอนดอนเป็นหลัก มาอยู่ลอนดอน 2 อาทิตย์ แต่เห็นว่าวีซ่าแชงเก้นเหลือ และประกอบกับตั๋วโปรไปไอซ์แลนด์ถูกมากๆ เลยตัดสินใจไปอย่างรวดเร็วค่ะ


ข้อมูลทั่วไป

– ไอซ์แลนด์ เป็นเกาะ อยู่ทางยุโรปเหนือค่ะ เป็นหนึ่งในประเทศในเขตสแกนดิเนเวียค่ะ
– ภาษาราชการคือ Icelandic แต่เรายังไม่เจอใครพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยค่ะ
– เป็นประเทศที่อยู่ในแชงเก้นนะคะ สามารถใช้วีซ่าแชงเก้นได้เลย สำหรับที่ไทย ต้องไปขอที่ VFS เดนมาร์กค่ะ
– ด้วยความที่อยู่ใกล้ขั้วโลก ทำให้ช่วงกลางวัน-กลางคืนในแต่ละเดือนแตกต่างกันมากๆ ค่ะ
– อย่างช่วงธันวาที่เราไป พระอาทิตย์ขึ้น 11.20 น. และ พระอาทิตย์ตกตอน 15.30 ถือว่าโหดมากๆค่ะ ซัก ห้าหกโมงนี่มืดอย่างกะสามทุ่ม // แต่พอเป็นเมษาปุ๊ป พระอาทิตย์ขึ้น ตีห้า ตก สามทุ่มนะคะ ในขณะที่ เดือนมิถุนา พระอาทิตย์ขึ้นตีสาม ตกเที่ยงคืน เป็นที่มาของพระอาทิตย์เที่ยงคืนค่ะ // เพราะฉะนั้น เช็คเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกของวันที่คุณจะไปด้วยนะคะ เวลามันต่างกันเยอะ
– ค่าเงิน Krona เราถือเงินปอนด์ไปแลกค่ะ (ตอนนั้น บินไปจากลอนดอน) แต่สกุลใหญ่ๆ ก็รับแลกหมดนะคะ ช่วงที่ไป เราคิดคร่าวๆ หาร 4 เอาเป็นเงินบาทค่ะ — สังคมสแกนดิเนเวียเป็นสังคมแบบ cashless ค่ะ ใช้บัตรเครดิตได้หมด ซื้อลูกอม ซื้อน้ำ หลักสตางค์ ก็จ่ายการ์ดได้ค่ะ (เราเคยเจอห้องน้ำสาธารณะที่ต้องจ่ายเงิน รับการ์ดอย่างเดียวไม่รับเหรียญด้วยค่ะ แต่เคยเจอครั้งเดียว)
– ปกติถ้าจะเที่ยวรอบเกาะเลย ต้องใช้เวลาประมาณสิบกว่าวันค่ะ นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกหลายคนเลือกที่จะเที่ยวประมาณ 3-4 วัน เน้นเป็นรูททางตอนใต้ของเกาะค่ะ แม้ว่าจะไม่เช่ารถขับก็สามารถซื้อทัวร์ไปได้ทุกที่ค่ะ


การเดินทาง

เราไปจากลอนดอนนะคะ เลือกไฟลท์ที่ถูกที่สุด ขาไปไป Wow Air ขากลับกลับ Easyjet ค่ะ เป็นเที่ยวบินสไตล์โลว์คอสท์ทั่วไปค่ะ หมดค่าตั๋วไปกลับ สามพันกว่าบาท

ส่วนตั๋วไปลอนดอน ตอนนี้เราได้มาประมาณ สองหมื่นเจ็ดค่ะ

ถ้าจะบินจากไทยไปเลย แนะนำให้ลองหาตั๋วใน Skyscanner ดูนะคะ จะมีสายการบิน Finnair เปลี่ยนเครื่องที่ Helsinki ที่เวลาบินโอเคเลยค่ะ


ค่าใช้จ่าย

– ตั๋วเครื่องบินไปกลับ London – Reykjavik : 3262 บาท (โหลดกระเป๋ารวมกัน 1 ใบ นอกนี้ใช้แครี่ออน ขาไปไป Wow Air ขากลับ Easy jet กระเป๋าใบใหญ่ทิ้งไว้ที่ลอนดอนค่ะ)
– ค่าเช่ารถสำหรับ 4 วันครึ่ง : 57717 ISK หาร 4 = คนละ 3800 บาท
– ค่าน้ำมัน : ประมาณ 5000 บาท = คนละ 1250 บาท
– ค่าที่พัก 4 คืน : 4787+5535+6110+3594 บาท หาร 4 = คนละ 5000 บาท
– ค่า Ice Cave Tour : 21450 ISK = 5500 บาท
– ค่าเข้า Blue Lagoon : 50 Euro = 1900 บาท
– ค่าอาหาร : ตกประมาณวันละ 1000 บาท = 4000 บาท

*ยังไม่รวม ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพ-ลอนดอน และ ค่าวีซ่าแชงเก้นซึ่งเรามีอยู่แล้ว


การเตรียมเครื่องแต่งกาย : คลิ๊กที่นี่


การล่าแสงเหนือ

การเห็นแสงเหนือมี 3 ปัจจัยค่ะ : ฟ้าต้องมืดสนิท, ฟ้าต้องเปิด, ความแรงของแสงออโรร่า

ปัจจัยแรกที่จะทำให้เราเห็นแสงเหนือได้คือ ท้องฟ้าที่มืดค่ะ

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า ช่วงฤดูร้อนนั้น ไอซ์แลนด์แทบไม่มีช่วงที่มืดสนิทเลย ฟ้าจะเหมือนพระอาทิตย์ตกสลัวๆ ตลอดเวลา ดังนั้นช่วงเวลาที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือ คือ กันยายน – กลางเมษายน ค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้น ช่วง พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ จะมีโอกาสมากกว่าค่ะ และไม่ต้องรอดึกเกินไป

อย่างของเรา ซัก หกโมงทุ่มนึงก็เห็นแสงเหนือได้แล้วค่ะ เพราะฟ้ามืดมาก

ปัจจัยที่สอง คือ สภาพอากาศและเมฆค่ะ ถ้าฟ้าไม่เปิด ฝนตก หิมะตก เมฆบัง หมดสิทธิ์ค่ะ อย่างของเราเนี่ย ก็ไม่ได้ถือว่าฟ้าเปิดเต็มที่นะคะ ถ้าดูบางรูปจะเห็นเลยว่า ครึ่งนึงเป็นเมฆบัง แล้วมีจุดที่เมฆเปิดนิดหน่อยถึงเห็นแสงค่ะ แต่คืนนั้นเป็นคืนที่ค่าแสงแรงมากๆ เลยพอเห็นได้ค่ะ

ปัจจัยที่สามคือ ความแรงของแสง อันนี้เราเช็คเอาในเว็ปเลยค่ะ เราใช้สเกลตามเว็ปกรมอุตุของไอซ์แลนด์ ซึ่งเค้าสเกล 0-9 ของเราอยู่ที่ 3-4-5 ทุกวันค่ะ

พอเราเข้าใจการเห็นแสงเหนือแล้ว เราก็จะเริ่มเข้าใจค่ะว่าต้องไปขับรถหาตรงไหน หลักๆเลยคือ เราเปิดเว็ป https://en.vedur.is/weather/forecasts/aurora/ ตลอดเวลา แล้วขับหนีเมฆค่ะ ยิ่งถ้าค่า Aurora Forecast สูง ยิ่งมีกำลังใจ ขับไกลแค่ไหนก็ไป ขับไปที่เมฆว่างๆเลยค่ะ ช่วงที่เราไป สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เมฆเปิดน้อยมาก และ เปิดแป้ปเดียวก็ปิด มีโอกาสได้เห็น ครั้งละเกือบชั่วโมง แต่ตอนที่เห็นเนี่ย เห็นมันวิ่งๆ เป็นริ้วๆ คลื่นๆ อยู่บนท้องฟ้าเลยนะคะ มันมหัศจรรย์จริงๆ ยังจำความรู้สึกที่ มันค่อยๆ ไล่ อย่างกะซีจีในหนัง แต่เราอยู่ตรงนั้น มันคือท้องฟ้า กับ พื้นโล่งๆ มีแค่เราที่มองขึ้นไปเห็นงานศิลปะชิ้นเอกจากธรรมชาติค่ะ

ส่วนเรื่องการถ่ายรูปแสงเหนือเนี่ย อย่างที่ทุกคนทราบว่าเราเล่นกล้องไม่เป็น เราใช้ Star mode ที่มากับ Canon G16 ค่ะ ออโต้ๆ ไปเลย ถ้าอยากให้เห็นหน้า ก็เอาไฟผ่านหน้าเราตอนกดถ่ายค่ะ


การขับรถ

ขับรถที่นี่หลงยากมากค่ะ เพราะถนนมีอยู่เส้นเดียว เราเปิดเน็ตไป ก็ขับตาม Google map ได้เลยค่ะ ทุกอย่างหาง่ายมาก เพราะมันไม่มีทางอื่น

เออ เวลาขับรถอยู่บนถนนจะเหงาๆ นิดนึงนะคะ แล้วก็ดูพยากรณ์อากาศก่อน เพราะเวลาลมแรง มันแรงมากจริงๆ แบบรถจะปลิว แล้วก็เวลาพายุหิมะลงเนี่ย มันไม่เห็นอะไรเลย อันนี้เป็นหนึ่งความพลาดที่เราทำเหมือนกัน และขอแนะนำทุกคนว่าห้ามทำเด็ดขาด เพราะมันอันตรายมากๆๆๆๆๆ

คือถ้าหิมะตกหนัก (บางทีเป็นลูกเห็บ) ให้จอดรถแล้วรอค่ะ อย่าขับออกไป เราฝืนขับออกไปกลางทางแล้ว มันมองไม่เห็นอะไรเลยค่ะ คือรอบตัวเป็นสีขาว เหมือนหนังเรื่อง The Mist แบบขาวเหมือนเอาผ้าขาวมาคลุมไว้รอบรถอ่ะค่ะ มองไปนี่เห็นพื้นถนนแค่ 2-3 เมตรข้างหน้า แต่ตรงหน้าระดับสายตาคือขาวสนิท ขับช้ามาก โชคดีที่เจอรถกวาดหิมะ มันจะเป็นรถที่โรยทรายและน้ำร้อนเคลียร์ถนนอ่ะค่ะ เลยขับตามไป จนพายุหมด

นอกจากนี้ สบายๆค่ะ ถนนลื่นนิดนึง ก็ระวังหน่อย แต่ที่จอดรถเยอะ เมืองไม่แออัด สถานที่ท่องเที่ยว เห็นชัดมาก เพราะจะมีรถทัวร์เป็นกลุ่มๆ ตอนเช้าก็อาจจะต้องมาโกยหิมะออกจากกระจกนิดนึง นอกนี้ไม่มีไรค่ะ


Day 0 Arriving Reykjavik

เราบินจากลอนดอนมาลงสนามบิน Keflavik ตอนเย็นค่ะ มาถึงก็ค่ำแล้ว วันนี้กะจะจัดการแค่เช่ารถ และ ขับไปนอนที่ Reykjavik เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินประมาณ 50 กม. ค่ะ

เราเช่ารถกับ บริษัทชื่อ Orange Car Rental ค่ะ https://www.orangecarrental.is/ เป็น Suzuki Vitara Auto พร้อมประกัน จบที่ราคา 57,717 โครน่า ค่ะ

พอมาถึง ทางบริษัทรถเช่า เค้าจะส่งคนมาถือป้ายรอรับ แล้วพาเราไปรับรถที่ออฟฟิศเค้าค่ะ ใช้เวลาไม่กี่นาที

เห็นแบบนี้ ไอซ์แลนด์เป็นอีกประเทศที่ดังเรื่อง Car Rental Scam มากนะคะ คือร้านเช่ารถบ้างที่จะหาเรื่องปรับเราค่ะ เห็นในทริปแอดไวเซอร์เจอกันรายหลายเลย คำแนะนำคือ ให้ถ่ายวิดีโอ ตอนเช็ครถรอบคัน ชี้ทุกจุด ถ่ายวิดีโอถามย้ำไปเลยว่า กระจกคัฟเวอร์มั้ย ยางคัฟเวอร์มั้ย อะไรยังไง

สำหรับเรา ไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ รถสภาพดี มีรอยนิดหน่อย แต่ตอนคืนรถเค้าแทบไม่เช็คเลย

วันแรกเราขับรถจากสนามบิน เข้ามานอนที่ Reykjavik ค่ะ เตรียมตัวสำหรับวันถัดไป

สำหรับที่พัก เนื่องจากเรามา 4 คน ก็ขอแนะนำเป็นแบบอพาร์ทเม้นท์นะคะ  มันจะมีที่จอดรถกับครัวให้ด้วย สำหรับเรา สะดวกกว่าไปพักโรงแรมค่ะ แล้วก็ราคาไม่แรงด้วย ที่ที่เราไปพักชื่อว่า House of the Snowbird อบอุ่น ครบครันมากค่ะ (เพิ่งเช็คล่าสุด เหมือนราคามันขึ้นมาจากตอนที่เราไปแล้ว ยังไงลองหาที่พักใน Reykjavik คลิ๊กที่นี่ ได้นะคะ)

ปล. เราไม่ได้ขนเสบียงไปเลยค่ะ แวะซุปเปอร์มาร์เก็ต ขนาดซุปเปอร์มาร์เก็ตยังแพงมากเลย ซื้อของกินสำหรับ 4 คน หมดไป เกือบสองพัน โหดจริง

ปล. 2 โยเกิร์ตอร่อยมากกกกก ข้นเนียน ยี่ห้อ Skyr ไปโดนด้วย


Day 1 Golden Circle – Selfoss – Höfn

วันนี้เราแพลนไว้หลวมๆ ค่ะ ไปเที่ยวรูท Golden Circle ซึ่งเป็นรูทยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่มาไอซ์แลนด์ค่ะ เนื่องจากเป็นรูทที่สามารถทำได้ในวันเดียว ไม่ไกลจากเมืองหลวง แม้ว่าจะไม่ขับรถเที่ยว ก็มีทัวร์มาเยอะมากค่ะ มาเที่ยวคนเดียวได้เลย

ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญสำหรับรูทนี้ มี 3 ที่ค่ะ คือ อุทธยานแห่งชาติ Thingvellir (Þingvellir), น้ำพุร้อน Geysir Geothermal Field, และ น้ำตก Gullfoss

ส่วนที่เหลือตามรายทางก็จะมีที่ให้แวะบ้างค่ะ เป็นน้ำตกบ้าง บ่อน้ำร้อนบ้าง ฟาร์มม้า โบถส์ ร้านอาหาร ก็แล้วแต่เวลาที่มีเลยค่ะ อย่างเราก็จะมีขับรถไปตามหา Bruarford ด้วยค่ะ แต่หาทางเข้าไม่เจอ ฮืออออ

ที่ล่มอีกอย่างก็คือ ทริปดำน้ำค่ะ เราจอง Snorkel ที่ Silfra ไว้ ก็อดเพราะพายุหิมะค่ะ สำหรับการดำน้ำที่นี่จะใส่เป็น Dry suit ค่ะ เราจะไม่เปียก ฟังดูแล้วก็น่าจะหนาวอยู่ แต่เราไม่ได้สัมผัสน้ำโดยตรงนะคะ เป็นการดำน้ำจืด

ความพิเศษของการดำน้ำที่ Silfra คือ เป็นการดำน้ำในช่องระหว่างรอยแยกแผ่นทวีปค่ะ เป็นรอยแยกแผ่นทวีปยุโรปและอเมริกา น้ำในนี้จะเป็นน้ำที่มาจากธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกค่ะ เป็นธารน้ำแข็งที่เราจะไปเที่ยวกันวันพรุ่งนี้ แล้วก็เป็นหนึ่งในน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก มีระยะการมองเห็นได้ถึงร้อยเมตรเลยค่ะ โหดมากๆ

เครดิตภาพจาก https://www.extremeiceland.is/

เราออกจาก Reykjavik ประมาณ 9 โมงกว่าๆ ข้างนอกมืดมาก เหมือนกลางดึก ขับรถไป Þingvellir National Park ระยะทางประมาณเกือบ 50 กม.ค่ะ ด้วยสภาพถนน ที่เป็นเส้นเล็กๆ สวนเลน แล้วก็มีรถทัวร์วิ่งตามๆ กันเป็นขบวน ทำให้ใช้เวลา เกือบ 1 ชั่วโมงในการเดินทางค่ะ

จริงๆ อุ่นใจเหมือนกันนะคะ ที่ขับตามๆ กัน เพื่อนร่วมทางเพียบ

วันนี้อากาศเน่า หิมะตกหนักมาก และ ฟ้าปิดไปหมด ทุกอย่างเป็นสีเทาค่ะ ลุ้นมากว่าคืนนี้จะได้เห็นแสงเหนือรึป่าว

นี่คือบรรยากาศช่วงประมาณ 11 โมงค่ะ

ท้องฟ้าเป็นแบบนี้ทั้งวันเลยค่ะ หม่นมาก ถ้ามากับทัวร์ที่เค้าพาไป Snowmobile หรือที่โหดหน่อย ก็จะเป็นรถใหญ่ๆ แบบนี้ค่ะ แอบไปถ่ายกับรถคนอื่นมา

สำหรับ ความสำคัญของพื้นที่ตรงนี้ คือเป็นรอยแยกแผ่นทวีปค่ะ เป็นจุดเดียวของรอยแยกแผ่นทวีปที่โผล่พ้นเหนือน้ำ

หิมะตกหนักมากกกกก

มากันที่สต๊อปถัดไป  Geysir Geothermal Area ห่างจากจุดเมื่อกี้อยู่ประมาณชั่วโมงนึงเช่นเดียวกันค่ะ

Geysir แปลว่าน้ำพุร้อนที่พุ่งขึ้นจากพื้นดินค่ะ

หน้าตาประมาณนี้ แต่เราถ่ายรูปไม่ทัน มันจะผุดขึ้นมาเรื่อยๆค่ะ ต้องไปรอเป็นรอบๆ ตอนนั้นหิมะตกค่อนข้างหนัก เราเลยดูรอบเดียว ไม่ได้รอถ่ายรูปค่ะ

ระหว่างทางเดินจากที่จอดรถไปยัง Geysir ค่ะ ไม่ต้องกลัวหาไม่เจอ คนมุงเยอะมาก

ระหว่างที่ขับรถก็ลองมองข้างทางไว้นะคะ จะมีฟาร์มม้าอยู่มากมายเลย จะมีขอบๆ ถนนที่พอจอดแวะได้ น้องน่ารัก ม้าไอซ์แลนด์จะขนปุกปุยไม่เหมือนที่อื่นค่ะ

มาถึงสต๊อปสุดท้าย ห่างมาอีก 10 นาทีค่ะ ที่นี่สวยอลังการสุดๆ Gullfoss Waterfall น้ำตกขนาดใหญ่ สีฟ้าใส แต่ท้องฟ้าเทามาก เลยถ่ายรูปมาไม่สวยเลย

ตรงนี้จากจุดจอดรถ ลงมาตามทางเดิน ถึงจุดชมน้ำตกเลยค่ะ รู้สึกชื้นๆ หน่อยนะคะ เห็นข้อดีของเสื้อกันน้ำ กันลม ขึ้นมาทันที

จากนั้นเราก็ขับไปหา Bruarford แต่หาไม่เจอค่ะ แล้วจึงมุ่งหน้ากลับมาที่ Selfoss เพื่อแวะทานโน่นทานนี่ เติมน้ำมันนิดหน่อย วันนี้มันสลัวทั้งวัน แทบดูเวลาไม่ออก

จาก Selfoss ไปถึงที่พักของเรา ใช้เวลาขับรถอีก 4-5 ชั่วโมงค่ะ เราเลือกพักที่ Höfn เมืองท่าที่อยู่ถัดไปจาก Jokulsarlon ที่เราแพลนจะไปกันวันรุ่งขึ้นค่ะ (เราเลือกพักใกล้ Jokulsalon หน่อย เพื่อที่จะได้มาทันทัวร์ในวันรุ่งขึ้นค่ะ)

ในระหว่างทาง พระอาทิตย์เริ่มตกตั้งแต่ก่อน 4 โมง แต่กว่าจะมืดสนิทก็ 6 โมง เราดูพยากรณ์แบบเรียลไทม์ อัพเดทตลอดเวลา ก็พบว่าตรงไหนที่เมฆพอจะเปิดบ้าง (ทั้งที่ฟ้าปิดมาทั้งวัน เราก็เตรียมใจแล้วว่าคงไม่ได้เห็น)

ขับไปเรื่อยๆ ก็เป็นถนนเงียบๆ ไม่มีไฟถนน แต่ไฟหน้ารถเราก็พอนะคะ ไม่ได้รู้สึกอันตรายอะไร เพราะถนนมีเส้นเดียว ขับไปนานมากเหมือนกันค่ะ เห็นแต่เมฆ ไม่เห็นอะไรเลย พยายามมองไปที่ท้องฟ้าตลอด

ขับไปซักพัก อยู่ตรงไหนไม่แน่ใจ น่าจะอีกชั่วโมงกว่าๆ จะถึงที่พัก เริ่มเห็นดาวค่ะ เราก็คิดว่า ถ้าเห็นดาวก็เริ่มมีความหวังนะ ลองจอดดูมั้ย

เลยลงไปค่ะ รอบแรก เฟลค่ะ ยืนอยู่ด้านนอกตั้งนานไม่เห็นไรเลย หนาวมากกกกก ฮืออออออ ตรงนี้ก็คือควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวมาเป็นอย่างดีเลยนะคะ

รอบแรกยังไม่เห็น เลยขับรถกันต่อค่ะ ซักพักน้องชายเลยลองเอากล้องมาถ่ายจากกระจกรถ และแล้วเวลานี้ก็มาถึง ในกล้องขึ้นเป็นสีเขียวเลยค่ะ เราเลยขับจนเจอข้างทางที่จอดรถได้อีกครั้ง แล้วก็เห็นล๊อกอื่นๆ มีคนจอดเหมือนกันนะคะ

ที่จอดจะเป็นเหมือนทางเข้าฟาร์มอะไรแบบนี้ค่ะ เราไม่กล้าจอดริมบนถนนเลยเพราะกลัวรถขับมาเร็ว แล้วก็จะจอดที่ไหน เราจะเอาเท้าลงไปเหยียบๆ ก่อน เพราะบางทีมันเป็นร่องน้ำ หรือ หลุม แต่หิมะมันคลุมไว้ทำให้เราไม่เห็น อันนี้ก็ต้องระวังกันด้วยนะคะ

เราเริ่มมองหาดาวอีกครั้ง คราวนี้ล่ะค่ะ เห็นสีเขียวแว้ป แล้วก็เริ่มเห็นริ้วสีเขียวเคลื่อนไหว เหมือนม่านปลิว เริ่มเห็นแสงวาบๆ วิ่งๆ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยค่ะ (คือปกติเราเป็นคนที่แค่นอนดูดาวก็ฟินแล้ว เพราะมันรู้สึกสงบ และใกล้กับท้องฟ้า อันนี้เป็นความรู้สึกเดียวกันแต่ฟินกว่าค่ะ)

เราน่าจะอยู่ข้างนอกไปประมาณ 20-30 นาที คือมันหนาวมากกกกกเลยนะคะ แต่ลืมหนาวไปเลย

จากนั้นเราก็ขับรถไปโรงแรมที่เมือง Hofn ค่ะ เราพักที่ Milk Factory ค่ะ ก่อนไปถึงแวะทานร้านอาหารแรนดอม 1 มื้อ อร่อยใช้ได้เลยค่ะ

สำหรับโรงแรมนี้เป็น Bed & Breakfast นะคะ เราค่อนข้างแนะนำเลยค่ะ มินิมัล สะอาด มีที่จอดรถ คลีนๆ เมือง Höfn ก็น่ารักดีนะคะ แต่เราเห็นเฉพาะในความมืด ไว้มีโอกาสจะมาใหม่หน้าร้อน เข้าไปเช็คราคาได้ที่นี่

ภาพจาก Booking.com ค่ะ

ส่วนตอนถัดไป เราจะพาไปยังทะเลที่มีก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์มาตกแต่งระยิบระยับเหมือนเพชรเลยค่ะ และจะพาไปถ้ำน้ำแข็งใน Glacier ติดตามตอนที่ 2 เร็วๆ นี้นะคะ

Related Post