Klook.com

Unexpectable Moscow : ปุปปัปไปรัสเซีย เที่ยวมอสโคว์แบบไม่ได้แพลน แต่โคตรหลงรักเลย

มีคำกล่าวว่า “To travel is to discover that everyone is wrong about other countries” เราไม่เคยอินกับคำคมในการเดินทางโลกสวยอะไรแบบนี้เลยนะ แต่ที่นี่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้จริงๆ

Moscow, Russia เมืองที่ทุกคนหน้าบึ้งเหมือนเดินอยู่บนรันเวย์แฟชั่นโชว์ตลอดเวลา แต่จริงๆโคตรใจดีเลย คุณเคยได้ยินคำเปรียบเปรยมั้ยว่ามีคนอยู่สองประเภทคนแบบมะพร้าวกับคนแบบลูกพีช คนแบบมะพร้าวคือแบบที่ดูกร้าวร้าว แข็งข้างนอก แต่ว่านุ่มนวลอยู่ข้างใน ส่วนคนแบบลูกพีชคือแบบที่ภายนอกดูเฟรนด์ลี่ยิ้มให้ทุกคนแต่ข้างในแข็งและไม่รู้ว่าเค้าคิดอะไร

เค้าว่ากันว่า คนรัสเซีย เป็นคนแบบมะพร้าว ที่ถ้าคุณสามารถผ่าทะลุเปลือกแข็งไปได้แล้ว เค้าจะจริงใจและนับคุณเหมือนครอบครัวของเค้าเราว่า เราได้ไปสัมผัสจุดนี้มาแล้ว

_________________________

เรื่องเล่าของการเดินทางในกรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซียของเรานั้น อาจจะแตกต่างจากคนอื่นไปซักหน่อย

หนึ่ง เราไปขณะที่เรียนอยู่ที่อิตาลี ไปแบบไม่ได้แพลน จองตั๋ววันนี้ บินพรุ่งนี้

สอง เราไปกับเพื่อนคนมอสโคว์ ที่จะกลับไปทำธุระเรื่องเอกสารที่บ้าน เราเคลียร์งานได้และตั๋วไม่แพง เลยตามไปเที่ยวด้วย จริงๆก็อยากไปกันหลายคน แต่เราเป็นคนเดียว ที่ไม่ต้องขอวีซ่ารัสเซีย (ไม่เคยรู้สึกชนะแบบนี้เลยนะ)

และนั่นเป็นที่มาของการไปมอสโคว์ 3 วันแบบงงๆ เราไม่มีข้อมูลอะไรเลย ส่วนเพื่อนเรา ถ้าให้เปรียบก็เหมือนสาวกรุงเทพที่เคยไปวัดพระแก้วแค่ครั้งสองครั้ง ไปเป็นแต่แหล่งช้อปปิ้งกับร้านเหล้าประจำ และก็ยังพาเราหลง

แต่ข้อดีอ่ะหรอ เราว่าเราได้สัมผัสที่นี่แบบเฉพาะตัวสุดๆไปเลยล่ะ ทั้งไปบ้านเพื่อน ไปชานเมือง เก็บตึกสตาลินทั้งเจ็ดจนครบ นั่งรถตู้ กินข้าวบ้านเพื่อนของเพื่อน มีทุกอย่าง

เราได้ใช้ชีวิตอยู่ในฝั่งเมืองแบบโมเดิร์นค่อนข้างเยอะ เป็นส่วนที่ไม่ค่อยได้เห็นในรีวิวเที่ยวมอสโคว์เท่าไหร่นัก

_________________________

– เราไปช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นฤดูหนาวของที่นั่น กลางวันสั้น มืดเร็ว

– รัสเซียใช้เงินสกุล รูเบิล ช่วงที่เราไปถูกมาก อยู่ที่ 2 รูเบิล = 1 บาท

– คนรัสเซียไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ แต่ที่พีคกว่าคือ ไม่เขียนภาษาอังกฤษด้วย ป้ายเกือบทุกอย่างเขียนเป็นภาษารัสเซีย เป็นเหมือนการบังคับให้เราต้องจำตัวอักษรรัสเซียให้ได้ภายในข้ามคืน

– รถไฟใต้ดินที่นี่มี Wifi ด้วย ชอบมากๆเลย

– ของกินที่ได้กินบ่อยๆคือ บลินี่ หรือ แพนเค้กรัสเซีย ทานกับแซลม่อนหรือคาเวียร์ แล้วก็สลัดบีทรูท ทานจนติดเลย อร่อย

– เห็นหน้าบึ้งๆ แต่เวลาขอความช่วยเหลือนี่เค้าช่วยจริงๆนะ ทั้งเดินไปส่งถึงที่ ตอนกลับ เราหาตู้ไปรษณีย์ที่สนามบินไม่ได้ จะส่งโปสการ์ด เราไปถามที่เคานเตอร์ จนท.ที่เคานเตอร์เลยบอกว่า เดี๋ยวเค้าเอาไปส่งให้ละกัน ใจดีมากเลย โปสการ์ดถึงบ้านเรียบร้อยค่ะ

– ยิ่งถ้าได้ไปบ้านคนรัสเซียแล้วเค้าต้อนรับนะ เค้าจะต้อนรับแบบอบอุ่นมาก อาหารการกิน ไม่ขาดเลยค่ะ

– รถทุกคันที่นี่เป็นแท๊กซี่ได้นะ คือเรางงมาก ที่เพื่อนโบกรถธรรมดาที่ขับทั่วไป เค้าบอกว่า สามารถถามและตกลงราคากันได้ อารมณ์ใช้อูเบอร์แต่ไม่ผ่านแอพ แต่เราเข้าใจว่า คนที่ขับรถเค้าก็คงเลือกทางที่เค้าไปได้ด้วย < เรามาเจอธรรมเนียม ‘รถทุกคันเป็นแท๊กซี่’ นี้อีกในกลุ่มประเทศโซเวียตเก่าด้วยล่ะค่ะ

– เวลาที่มอสโคว์ ช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง

_________________________

เราเดินทางด้วยสายการบิน S7 จากสนามบิน Verona ประเทศอิตาลี ไปยังสนามบิน Domodedovo กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย

ความพีคเริ่มตั้งแต่ยังไม่เดินทาง เราไม่แน่ใจว่าเคยมีคนไทยเดินทางจากสนามบิน เวโรน่า สนามบินเล็กๆนี้ไปรัสเซียมั้ย แต่เจ้าหน้าที่ทั้งสนามบิน ไม่มีใครเชื่อว่า เราไม่ต้องขอวีซ่ารัสเซีย!!! เพราะคนยุโรปซึ่งน่าจะเป็นผู้โดยสารส่วนใหญ่ของที่นี่ ต้องขอวีซ่า ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ยอมเช็คอินให้เรา เราก็ยืนยัน เปิดเว็ปให้ดูก็ไม่เชื่อ จนท.หายกันไปเป็นชั่วโมง พยายามติดต่อที่รัสเซียจนได้ ถึงจะยอมให้เราเช็คอินผ่านไปได้

(แต่เจ้าหน้าที่ บริการและดูแลค่อนข้างดีนะคะ เค้าแค่ทำหน้าเครียดแล้วก็แบบ ปล่อยไม่ได้ ต้องเช็ค หาให้คู่มือก็ไม่เจอ โทรไปก็ประสานงานกันค่อนข้างช้า เค้าก็ปล่อยเราไปกินข้าว นั่งรออะไรก่อน แล้วก็ส่งคนมาตาม)

อ่อ อีกเหตุผลที่ไปคือ ตอนนั้นเงินรัสเซียรูเบิลตกแบบถูกมาก 2 รูเบิล = 1 บาท คิดง่ายมาก ทุกอย่างหารสอง ส่วนค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ ประมาณ สี่พันกว่าบาทค่ะ

สายการบินโอเคเลยนะคะ มีอาหารว่างให้ทาน

_________________________

วันแรกพอไปถึง ยังไม่ได้ทำอะไรค่ะ เพื่อนของเพื่อนมารับ เราไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตมาทำกินกัน เป็นปาร์ตี้ เล่นไพ่กัน คอนโดของเพื่อนน่าจะเป็นเขตชานเมือง เพราะต้องผ่านถนนใหญ่ๆและ Ikea เลยเดาว่า ถ้าเทียบกับกรุงเทพ ก็เหมือนไป บางนาหรือรังสิต อะไรประมาณนั้น

ว้อดก้าราคาถูกมากเลยค่ะ ขวดละร้อยสองร้อยบาท

อ่อ นี่ก็คือความประทับใจแรกนะคะ คนรัสเซียหน้าเค้าจะเหวี่ยงๆจริงๆเวลาทำหน้าเฉยๆ แต่จริงๆเค้าไม่มีอะไรเลย ทุกคนดูแลดีมาก คอยคุยกับเรา เฮฮา ตอนกินข้าวในบ้านนี่เฮฮากันมากๆ ต่างจากภาพสาวรัสเซียหน้าเหวี่ยงที่เราเคยรู้จัก

_________________________

วันนี้เป็นวันที่เราจะไปเที่ยวแลนด์มาร์กสำคัญๆในมอสโคว์กัน โดยเรานั่งรถตู้ออกมาจากแถวคอนโด เป็นรถตู้เบียดๆขับเร็วๆ เหมือนกรุงเทพเลยค่ะ

เรามาลงรถตู้แถวๆนี้ เพื่อลงรถไฟใต้ดินเข้าไปยัง Arbat

ตรงนี้เป็น Victory Park ค่ะ สถานีใต้ดินชื่อ Park Pobedy นั่งไป 3 ป้าย ถึงสถานี Arbatskaya เลยค่ะ

ป้ายในรถใต้ดินไม่มีภาษาอังกฤษนะคะ โชคดีที่มีไวไฟ เลยสามารถเปิดดูในแมพได้ตลอด ในแมพมันขึ้น 2 ภาษาค่ะ เทียบเอาได้ แต่ถ้ามีเวลาซักคืนลองท่องตัวอักษรเทียบกับภาษาอังกฤษก็มีประโยชน์นะคะ

สถานีใต้ดินทั่วไป

โผล่มาที่ Arbat Street แล้วค่ะ

เรามากันค่อนข้างเช้า ถนน Arbat เลยยังไม่ครึกครื้นซักเท่าไหร่ แต่ก็จะเห็นคนมาตั้งขายหนังสือมือสอง มีร้านค้าต่างๆ คาเฟ่ ส่วนใหญ่แถวนี้จะเป็นพวกของฝากค่ะ

เราเดินไปเรื่อยๆ จาก Arbat มุ่งหน้าไปยัง Kremlin ตัว Kremlin นั้นเป็นป้อมปราการที่มีพระราชวัง มีโบถส์ใหญ่ ทั้งหมดอยู่บนเนินปราสาทแบบ Citadel ค่ะ ตอนเราใช้บัตรนักศึกษา เสียค่าเข้าเครมลิน 100 รูเบิล หรือ 50 บาท

ระหว่างทางได้เดินผ่านห้องสมุดแห่งชาติด้วยค่ะ เสียดายไม่ได้แวะข้างใน
ตึกสวยๆระหว่างทาง

เครมลินและจัตุรัสแดงนั้น อยู่ในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของรัสเซียมายาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ถือเป็นจุดศูนย์กลางทั้งทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรมของรัสเซีย และเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของมอสโคว์

บนเนินเครมลินนั้น ประกอบไปด้วยพระราชวัง 5 แห่ง, โบถส์ใหญ่ 4 แห่ง, กำแพงเครมลิน และ หอคอย เคยเป็นที่อยู่ของ Tsar ซึ่งหมายถึงผู้ปกครองอาณาจักร ในสมัยซาร์รัสเซียอีกด้วย

เราเข้าสู่เครมลินทาง หอคอย Troitskaya Bashnya ซึ่งต้องผ่านจุดรักษาความปลอดภัย สแกนกระเป๋า

ด้านในเครมลินนั้น เราสามารถเดินชมได้อย่างอิสระเลยนะคะ จะมีแค่ Armory & diamond fund ที่ต้องจ่ายเพิ่ม

โบถส์ทั้งสี่ ก็จะอยู่บริเวณเดียวกันค่ะ

The Tsar Bell ระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลก หนักถึง 202 ตัน

เราใช้เวลากันพักใหญ่ๆในเครมลิน ที่นี่สามารถชมวิวแม่น้ำ Moscow ได้

จากทางออกเราเดินผ่านหน้าเครมลินภายนอกอีกครั้ง เพื่อที่จะเดินไปยัง Red Square หรือ จัตุรัสแดง โดยเดินผ่านมาทาง State Historical Museum

ระหว่างทางจะมีอนุสาวรีย์หลายแห่ง อย่างตรงนี้เรียกว่า The Tomb of Unknown Soldiers

ในโซนติดๆกันรอบๆ Red Square นั้น มีจุดท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กน่าสนใจหลายแห่ง ทั้ง St. Basil Cathedral, Kazan Cathedral, State Historical Museum, ห้าง GUM (กุม) แถวนั้นยังมีถนนช้อปปิ้ง และ ร้านอาหารมากมาย

เดินไปอีกหน่อยจะเป็นโซนที่เราชอบมากที่สุดในย่านกลางมอสโคว์นี้ ก็คือ บริเวณที่อยู่หลัง โรงละคร Bolshoi เดินไปตามถนน Petrovka โซนนี้เราแยกกับเพื่อน เพื่อเดินเล่นช้อปปิ้ง เราเดินคนเดียวตอนมืดแล้ว ก็รู้สึกปลอดภัยดีทุกอย่าง แถวนี้มีห้างหรูอีกห้างที่ชื่อ TSUM (ซุม) เป็นพี่น้องกับห้างกุมนั่นแหล่ะ แต่เราชอบที่นี่มากกว่า เพราะตึกสวยกว่า ให้ความรู้สึกขลังกว่า

State Historical Museum
Kazan Cathedral
ตรงนี้แหล่ะค่ะ กลาง Red Square ยังมีตลาดที่คล้ายๆตลาดคริสมาสอยู่เลย ทั้งที่เราไปปลายมกราแล้ว

ห้าง GUM เป็นห้างหรูที่ดังระดับโลก ด้วยโลเคชั่นและตัวอาคาร ทำให้ที่นี่กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของมอสโคว์ไปโดยปริยาย

บรรยากาศภายใน

เรากินมื้อเที่ยงกันค่อนข้างเลทค่ะ เพื่อนเลือกร้านที่มีเตรียมไว้แล้ว แค่ไปจิ้มๆสั่งว่าจะกินอะไร ราคาไม่แพงค่ะ

อันนี้อร่อยยยยย เป็นการกินสลัดที่แฮปปี้มาก

จากนั้นเวลาที่เรารอคอยก็มาถึง คือไปเดินเที่ยวที่แลนด์มาร์กที่เราอยากมามากๆ ก็คือ St.Basil Cathedral ค่ะ โบสถ์นิกายรัสเซียออร์โธดอกซ์ ที่ตอนนี้กลายเป็นมิวเซียมไปแล้ว

คนพาเที่ยวววว может быть, вы пришли посмотреть это. Еще раз спасибо, Катарина. Это было прекрасное время. เนี่ย คนแถวนี้ใจดีจริงๆนะคะ ไปขอให้เค้าถ่ายรูป หน้าบึ้งๆอยู่ก็ถ่ายให้แบบจริงจัง

แป้ปเดียวก็มืดซะแล้ว แต่แถวนี้คึกคักมากเลยค่ะ

บริเวณหลังห้างกุม

เราเดินกันต่อไปยัง โรงละครบอลชอย โรงบัลเล่ต์และโอเปร่า หนึ่งในการแสดงที่เป็นที่สุดของโลก อย่างบัลเล่ต์เรื่องดังๆ เช่น Nutcracker และ Swan Lake ก็ถูกคอมโพสโดย ไชคอฟสกี้ นักประพันธ์ชาวรัสเซีย ที่น่าจะบอกได้ว่า บัลเล่ต์ที่นี่น่าดูจริงๆ

ในภาพ ข้างๆจะเห็นป้ายห้าง TSUM อยู่ ในบริเวณด้านหลังตรงนี้ไป ก็น่าเดินเล่นมากเลยค่ะ

ตอนดึกๆ ได้ไปบ้านเพื่อนของเพื่อน เค้าทำอาหารต้อนรับดีมากเลยค่ะ ประทับใจมากๆ จากนั้นเค้าก็ขับไปส่งเราที่คอนโด จบไปอีกวัน





ถัดมาอีกวัน วันนี้โปรแกรมของเราค่อนข้างนอกเรื่อง และไม่มีความเป็นนักท่องเที่ยวเอาเท่าไหร่ เริ่มจากการไปธุระกับเพื่อน ไปกินข้าวบ้านญาติ แล้วพาเราไปเที่ยวตลาด Izmailovo จากนั้นก็พาขับรถเที่ยว แล้วก็จบด้วยการดูหนัง

พูดถึงเรื่องดูหนัง นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ตัดสินใจมาที่นี่นะ เพราะโรงหนังที่อิตาลี มันแย่มากกกกกเลย หนังเข้าช้ากว่าปกติ 3-4 เดือน แถมไม่มีแบบซับไตเติลเลย พากย์ภาษาอิตาเลียนทับไปหมด พอเพื่อนบอกว่า ที่มอสโคว์ มีหนังใส่ซับ แล้วก็เข้าตรงตามอเมริกาและไทย เราก็ชวนกันไปดูหนังทันที

วันนี้ขึ้นแท๊กซี่กันมาค่ะ ทานอาหารที่บ้านญาติเพื่อนก่อน

อาหารโฮมเมดในบ้านคนมอสโคว์ค่ะ

คุณป้าน่ารักมาก เอาทั้งเหล้าชนิดต่างๆ ชื่อลงท้ายด้วย ก้า เหมือนกันแต่ไม่ใช่วอดก้านะคะ มาให้เราชิมใหญ่เลย เป็นเหล้าผลไม้ หอมหวานมาก แล้วก็เอาคาเวียร์มาให้กินเป็นกระปุกเลย

นอกจากนี้ยังมีทั้งชาและขนมมาไม่หยุดเลย บ้านอบอุ่นมากๆเลยค่ะ มีแมวด้วย ฟิน

จากนั้น เราก็ไป Izmailovo Kremlin กันค่ะ เป็นตลาดนัดขายของฝาก เมื่อคืนหิมะตก แต่วันนี้ฝนตกเลยเฉอะแฉะนิดหน่อย คุณป้าขับรถมาส่งพวกเราค่ะ

ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ทางประวัติศาสตร์นะคะ แต่สร้างโดยใช้แรงบันดาลใจจากตึกแบบรัสเซียๆ

ด้านในไม่มีอะไรค่ะ เป็นโรงแรม ส่วนเราเดินลงไปเดินเล่นที่ตลาดขายของฝากด้านล่างค่ะ มีพวกตุ๊กตา มาทอชก้า เยอะแยะเลยค่ะ แล้วก็จะเป็นพวกขนเฟอร์ ของวินเทจ

ต่อราคาได้นะคะ เราได้โมเดลน่ารักๆมาหลายอันเลยค่ะ

จากนั้นเราก็ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินกลับไปยัง Moscow City หรือที่เรียกว่า Moscow International Business Center ซึ่งเป็นส่วนของหมู่ตึกที่ดูทันสมัย และหลายตึกในนี้เป็นตึกที่สูงอันดับต้นๆของยุโรปเลยนะคะ

ระหว่างทางก็ได้แวะหนึ่งในสถานีชื่อดังอย่าง Komsomolskaya ที่มีเพดานสีเหลืองสวยค่ะ

ที่ Izmailovo Kremlin จะอยู่ใกล้กับ สถานี Partizanskaya ค่ะ ส่วนหมู่ตึกตรงนี้ มีหลายตึกเลยค่ะ กด Evolution Tower ไปก็ได้ (แต่แถวนี้ไม่มีอะไรนะคะ เป็นตึกออฟฟิศ คือเรานัดเจอกับเพื่อนของเพื่อนไปดูหนังกันค่ะ)

หลังจากดูหนังเสร็จ เพื่อนก็พาขับรถเที่ยวค่ะ เค้าพาวนดูรอบๆเมืองมอสโคว์ เราได้เห็นตึกสตาลินทั้งเจ็ดจนครบเลย Seven Sisters หรือ Seven Stalinist Skyscrapers เป็นตึกสูง 7 แห่ง ที่สร้างออกมาคล้ายๆกัน ซึ่งสร้างจากความคิดของสตาลินที่อยากให้กรุงมอสโคว์มีตึกสูงเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ ทั้ง 7 ตึก 7 พี่น้องนั้น ได้กลายมาเป็นจุดเด่นเมื่อมองวิวสกายไลน์รวมๆของมอสโคว์ ที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจของพรรคคอมมิวนิสท์นั่นเอง

โดยในปัจจุบัน ตึกสตาลินทั้ง 7 นี้ ได้กลายเป็นโรงแรม มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐต่างๆ ซึ่งเราสามารถไปชมกันได้นะคะ

ชื่อตึกและสถานีใต้ดินค่ะ
Moscow State University : Universitet Metro station
Hilton Moscow Leningradskaya Hotel : Komsomolskaya Metro station
Radisson Royal Hotel Moscow : Kievskaya Metro station
Kotelnicheskaya : Kitay Gorod Metro station
Kudrinskaya : Barrikadnaya Metro station
Ministry of Foreign Affairs : Smolenskaya Metro station
Krasnye Vorota : Krasnye Vorota Metro station

ถ่ายตอนติดไฟแดง

หนึ่งในตึกสตาลินตอนนี้เป็น Moscow State University นะคะ ซึ่งจากตรงนี้จะเป็นจุดชมวิวที่เห็นกรุงมอสโคว์ได้ทั้งเมืองเลย แต่ตอนนั้นอากาศหนาวมากและมันหมอกมากๆเลยถ่ายมาได้แค่นี้ บรรยากาศจริงๆตรงนั้นดีมากเลยค่ะ เป็นลานกว้างๆ คนมายืนชิวกันเยอะเลย เรียกว่าจุดชมวิว Sparrow Hill ค่ะ

จากนั้นเราก็กลับบ้าน ส่วนวันถัดมาเราทำธุระกันทั้งวัน และบินกลับอิตาลีค่ะ

ทริปนี้ ต้องขอบคุณเพื่อนของเพื่อนหลายๆคนที่ขับรถพาเที่ยว ขับรถไปรับไปส่งที่สนามบิน คุณแม่และคุณป้าของเพื่อนที่คอยดูแลเรื่องอาหาร เราได้เจอเพื่อนของเพื่อน 5-6 คน ทุกคนน่ารักหมดเลย ต้องขอบคุณคนรัสเซียที่ช่วยเดินไปส่งตอนที่เราหลง ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่เคานเตอร์ประชาสัมพันธ์ที่สนามบิน ที่ช่วยเอาโปสการ์ดกลับไปส่งให้ เพราะที่สนามบินไม่มีตู้ไปรษณีย์ ทุกคนน่ารักๆมาก

บรรยากาศของมอสโคว์ทำให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดที่มีต่อที่นี่ไปโดยสิ้นเชิง ความรู้สึกว่าที่นี่เป็นประเทศคอมมิวนิสท์และไม่ปลอดภัยคงเป็นความเขลาของเรา เป็นความเข้าใจผิดของเรา

ต้องขอบคุณประสบการณ์ในครั้งนี้อีกอย่าง เพราะจากวันนั้น ทำให้เราเชื่อใจตัวเองมากขึ้น ออกจากคอมฟอร์ทโซนมากขึ้น และกล้าที่จะไปสัมผัสโลกมากขึ้น 🙂

//

อ้อ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็ตามในโลก ก็ต้องระวังตัวนะคะ ใช้คอมม่อนเซ้นส์ ขอให้ทุกคนเที่ยวให้สนุกและปลอดภัยค่ะ



error: