4 เส้นทางน่าเที่ยว จังหวัด แม่ฮ่องสอน เที่ยวครบรส มาได้ตลอดปี

หากพูดถึงแม่ฮ่องสอนแล้ว เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะนึกถึงธรรมชาติสวยๆ อากาศหนาว เมืองในหมอก แต่อันที่จริงแล้ว จ.แม่ฮ่องสอนนั้น ยังมีที่เที่ยวหลากหลาย ทั้งเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สายอาหาร สายบุญ ก็สามารถแวะมาเที่ยวได้ทั้งปี วันนี้ เลยอยากขอพาทุกคนไปเที่ยว 4 เส้นทาง 4 สไตล์ใน 4 อำเภอของ จ.แม่ฮ่องสอนกันค่ะ

สำหรับโปรเจคท์ท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอนนี้ เป็นโปรเจคท์ที่นัทได้ร่วมงานกับทีมนักวิจัยทางโบราณคดีและนักประพันธ์เพลง ที่มีการลงพื้นที่ศึกษา เก็บข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมและเพลงท้องถิ่น นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการประพันธ์ และบรรเลงโดยเครื่องดนตรีคลาสสิก ซึ่งมีความน่าสนใจมากๆ ค่ะ หากใครขี้เกียจอ่านยาวๆ ก็สามารถไปฟังแทนได้นะคะ เพราะนัทเล่าข้อมูลทุกอย่างไว้ใน Podcast นี้ทั้งหมดเลย อยากให้ลองฟังค่ะ >> คลิ๊กที่นี่เพื่อฟังบน Spotify


การเดินทางไปยังแม่ฮ่องสอน

จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้น มีสนามบินเป็นของตัวเองอยู่ที่อำเภอเมือง แต่อาจจะไม่ได้มีไฟลท์ถี่ๆ หรือ มีบินทุกวัน ดังนั้นอีกหนึ่งทางเลือกคือการลงที่สนามบินเชียงใหม่ค่ะ เพราะไม่ว่าจะมาจากสนามบินเชียงใหม่ หรือ สนามบินแม่ฮ่องสอน การเดินทางไปอำเภอต่างๆ ก็จะต้องผ่านโค้งตามภูเขาไปค่ะ

การเดินทางรอบๆ สามารถทำได้ทั้งเช่ารถตู้นำเที่ยว หรือ เช่ารถขับเองแต่ก็อาจจะต้องมีประสบการณ์ในการขับรถขึ้นเขาทางชันและโค้งเยอะนิดนึงนะคะ


เส้นทางที่ 1 ปางมะผ้า ปีนเพิงผา ตามหาผีแมน

อำเภอปางมะผ้านั้น มีแหล่งโบราณคดีที่สำคัญมากๆ ระดับโลกเลยค่ะ มีหลายเรื่องราวที่น่าสนใจมากๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เชื่อมั้ยคะว่า ที่แหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอดนั้น เป็นจุดที่มีการค้นพบโครงกระดูกผู้หญิงอายุถึง 13,000 ปี เก่าแก่ขนาดปลายยุคน้ำแข็ง และด้วยความร่วมมือของทีมวิจัยไทยและต่างชาติ นำโดย ศ.ดร. รัศมี ชูทรงเดช ได้ใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์จำลองใบหน้าขึ้นมา …ทำให้เป็นครั้งแรกๆ ที่ชาวโลกจะได้เห็นใบหน้าของมนุษย์ในยุคเก่าแก่ขนาดนั้นบนแผ่นดินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตอนนี้ ก็ยังคงมีปริศนา ว่าเค้าเป็นใคร มาจากไหน เป็นบรรพบุรุษเรามั้ย แต่ที่แน่ๆ อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่า บนแผ่นดินแห่งนี้ เคยมีหลักฐานการมีอยู่ของมนุษย์มาก่อน

นับเป็นเรื่องปกติที่หลักฐานทางโบราณคดี จะถูกนำกลับมาจัดเก็บและศึกษาต่อ แต่สิ่งที่เรายังสามารถไปชมได้ที่ “ถ้ำลอด” หรือ “ถ้ำน้ำลอด” นั้น คือวัฒนธรรมโลงไม้และผีแมนค่ะ ตัวโลงไม้นี้ ได้ศึกษาแล้วว่ามีอายุถึง 2,000 – 1,000 ที่แล้ว อยู่ตามเพิงผาและโถงถ้ำในอำเภอปางมะผ้า ซึ่งจะคู่กับความเชื่อเรื่องผีแมนซึ่งคนที่นี่ถือเป็นผีที่ปกปักรักษาถ้ำเหล่านี้ค่ะ

ที่ถ้ำลอดนั้น เราจะต้องเดินตามคนนำทางที่ถือตะเกียงเข้าไป นั่งแพจากปากทางน้ำเข้า ไปยัง ปากทางน้ำออก ได้ฟีลผจญภัยสุดๆ เลยค่ะ ภายในจะมี 3 ถ้ำ มีหินงอกหินย้อยสวยงาม เราแนะนำให้เข้าไปให้ถึงถ้ำผีแมน เพื่อชมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้กันค่ะ

กลับมาจากถ้ำลอด ก็ขับรถเข้าสู่เส้นทางหลักสาย 1095 ค่ะ หากใครมาวันอังคาร แนะนำให้แวะกาดสบป่อง ที่ที่พ่อค้าแม่ค้าจะนำของสด รวมถึงของท้องถิ่น อย่างถั่วเน่า หรือ ข้าวแรมฟืน มาขาย ส่วนใกล้ๆ เป็นที่ตั้งของ “ถ้ำลางจันทร์” เป็นถ้ำผีแมนที่อยู่ติดถนนสายนี้เลยค่ะ เดินทางง่ายที่สุดเลย

จากนั้น เราก็จะเดินทางไปต่อกันที่ “บ้านจ่าโบ่” ค่ะ อีกหนึ่งหมู่บ้านที่วิวสวยสุดๆ ค่อนข้างมีชื่อเสียงจากร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาสุดฮิต และที่หมู่บ้านนี้ ก็ยังมีดนตรีที่น่าสนใจมากๆ อีกด้วยค่ะ แนะนำให้พักโฮมสเตย์แถวนี้ซักคืน ตื่นมาชมพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมสายหมอก ฟินสุดๆ เลยค่ะ

หากใครมีเวลา และ เป็นสายลุยสุดๆ ก็ยังสามารถไปลุยกันต่อที่ “แหล่งโบราณคดีบ้านไร่” ได้นะคะ ที่นี่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหุบผาศักดิ์สิทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และมีวัฒนธรรมโลงไม้ให้ชมจำนวนมากเลยค่ะ

นอกจากนี้ ปางมะผ้ายังมีถ้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ที่ชื่อว่า “ถ้ำแม่ละนา” อีกด้วยค่ะ


เส้นทางที่ 2 แม่สะเรียง ท่องเที่ยววัฒนธรรมล้านนา

อำเภอแม่สะเรียง เป็นอำเภอที่หลายคนมองข้ามค่ะ ที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่องความสงบ ห่างไกลจากความวุ่นวายของสังคมเมือง เป็นเมืองที่อากาศดี สดชื่นสุดๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เป็นที่นิยมจะเป็น ทุ่งบัวตอง หรือ น้ำตกแม่สวรรค์น้อยที่ ต.แม่เหาะ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยทราบ คือ แม่สะเรียงเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ล้านนาในอดีตอีกด้วยค่ะ

แม่สะเรียง เคยมีชื่อว่า เมืองยวมใต้ค่ะ เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญ ซึ่งในสมัยของ พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์สำคัญของอาณาจักรล้านนานั้น พระองค์เคยพำนักที่นี่อยู่ช่วงหนึ่งก่อนขึ้นครองราชย์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ที่นี่ยังคงปรากฏวัฒนธรรมล้านนาอยู่

เราเริ่มกันที่ “พระธาตุดงคำ” ที่บ้านน้ำดิบ เป็นพระธาตุเจดีย์ศิลปะล้านนาในพุทธศตวรรษที่ 21 ที่ยังคงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในอำเภอแม่สะเรียง มีการสันนิษฐานว่า เจดีย์องค์นี้น่าจะเป็นเจดีย์ที่บรรจุอัฐิของหมื่นด้ำพร้าคต พระสหายคนสนิทและเสนาบดีคนสำคัญของพระเจ้าติโลกราชอีกด้วย

อีกที่ที่สะท้อนให้เห็นคตินิยมในการสร้างพระธาตุบนภูเขา คือ “พระธาตุสี่จอม” พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของแม่สะเรียง ที่สร้างอยู่บนยอดเขา 4 มุมเมือง ประกอบด้วย พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุจอมมอญ พระธาตุจอมกิตติ และ พระธาตุจอมทอง ซึ่งนัทแนะนำให้ทุกท่านเดินทางไปให้ครบทั้ง 4 แห่งเลยนะคะ นอกจากวิวสวยๆ ที่แตกต่างไปในแต่ละที่แล้ว ยังมีความเชื่อว่า ใครได้ไปไหว้พระธาตุครบทั้ง 4 จอม จะถือเป็นผู้ประเสริฐไปด้วยภูมิปัญญา ถ้ามาช่วงเย็นๆ จะได้เห็นพระอาทิตย์ตกสวยๆ เป็นของแถมด้วยค่ะ

ภายในเมืองแม่สะเรียงเองก็น่าเดินชิลล์ๆ ค่ะ จะมีตลาดเช้ากลางเมือง ซึ่งเริ่มคึกคักตั้งแต่ราวตีสองและวายในช่วงเช้า มีสินค้าและอาหารพื้นเมืองหลากหลายชนิด อาทิ ข้าวส้ม ถั่วเน่า เปงม้ง ข้าวปุกงา อาละหว่า พอช่วงสายๆ ก็ไปเดินชมวัดเริ่มที่ “วัดอุทยารมณ์” ชมพระธาตุเจดีย์ 3 องค์ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมมอญและไทใหญ่ที่โดดเด่น แล้วก็ไป “วัดศรีบุญเรือง” ที่อยู่ติดๆ กัน เป็นที่ประดิษฐาน หนึ่งในพระพุทธรูปหยกขาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเลยนะคะ

นอกจากวัฒนธรรมล้านนาแล้ว ก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศไป “อุทยานแห่งชาติสาละวิน” ซึ่งสามารถมากางเต๊นท์ เดินศึกษาธรรมชาติ เที่ยวชมป่า พรรณไม้ และ สัตว์นานาชนิดได้เช่นเดียวกับอุทยานแห่งชาติอื่นๆ แต่ไฮไลท์ของที่นี่ คือมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ อย่างปางไม้สาละวิน หรือ อาคารปางไม้บอมเบย์เบอร์มา ที่นับเป็นหลักฐานการมีอยู่ของอุตสาหกรรมป่าไม้ในอดีตด้วยค่ะ


เส้นทางที่ 3 สายบุญ สายกิน แสนสนุกที่อำเภอเมือง

ในอำเภอเมืองนั้น เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตที่เราน่าจะเคยได้ยินกันดี เช่น สะพานซูตองเป้ ที่ที่เราจะได้เห็นวิวทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา, บ้านปางหมู หมู่บ้านแรกของเมืองแม่ฮ่องสอน, ปางอุ๋ง แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสุดโรแมนติก ที่ตั้งแคมป์ท่ามกลางป่าสน และสุดท้ายบ้านรักไทยหมู่บ้านของกลุ่มคนจีนยูนนาน ที่มีทั้งไร่ชาและของดีของเด็ดขาหมู!

แต่ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่นี่ก็มีบริษัทค้าไม้ของอังกฤษชื่อว่า บอมเบย์เบอร์มา ได้เข้ามาตั้งสำนักงานในเขตอำเภอเมือง ปัจจุบันหลงเหลืออาคารสำนักงาน หรือชาวบ้านเรียกกันว่าห้างฝรั่ง ซึ่งตอนนี้อยู่ในพื้นที่สำนักงานจัดทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 และอีกที่หนึ่งคือศาลาท่าโป่งแดง ซึ่งเป็นท่าขนส่งไม้และสินค้าค่ะ

ซึ่งสายน้ำที่สำคัญในการขนส่งของที่นี่ คือ “แม่น้ำปาย” สินค้าที่ขนก็ไม่ได้มีเพียงไม้สักล้ำค่า แต่ยังมีสินค้าอื่นๆ เช่น พระพุทธรูปพาราละแข่งที่วัดหัวเวียง และ กลุ่มตุ๊กตาไม้ที่วัดจองกลาง ที่เราไปตามชมกันได้ค่ะ และด้วยความที่ในอดีต การค้าขายของที่นี่คึกคักมากๆ มีตั้งแต่กลุ่มพ่อค้า กลุ่มคหบดี รวมทั้งแรงงานทำไม้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ซึ่งตรงนี้นำมาสู่การสร้างวัดต่างๆ ในเมืองแม่ฮ่องสอนค่ะ

ทำให้เส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่สายมูห้ามพลาดเลยทีเดียว เริ่มจากการไปไหว้พระเจ้าพาราละแข่งที่วัดหัวเวียง, หลวงพ่อโตที่วัดจองคำ, พระสานที่วัดจองกลาง, พระนอนที่วัดพระนอน และไปชมวิวพาโนราม่าสวยๆ กันที่ วัดพระธาตุดอยกองมู กันค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีลายแทงของกินด้วยค่ะ เริ่มจากตลาดสายหยุด ที่ต้องมากินเมนู ถั่วพูอุ่น ให้ได้เลยค่ะ  แล้วต่อมากันที่ถนนสุดฮิป อย่างถนนสิงหนาทบำรุง ถนนกลางอำเภอเมืองที่มีสถาปัตยกรรมบ้านเก่า ๆ ที่ยังถูกอนุรักษ์ไว้ ปัจจุบันกลายเป็นโฮสเทล ร้านกาแฟ ร้านค้า และยังมีศูนย์ประสานงานพิพิธภัณฑ์มีชีวิตด้วยค่ะ

บนถนนเส้นนี้ยังมี ร้านป้าศรีบัว เสิร์ฟเมนูไทใหญ่ เช่น จิ้นลุงและอุ๊บไก่ หากใครอยากรู้ว่าเป็นยังไงขอให้ไปตามค่ะ ส่วนใครอยากกินจุบจิบ ก็ยังมีตลาดของกินริมหนองจองคำ มีทุกวัน ซึ่งบรรยากาศตอนเย็น จะเห็นเงาสะท้อนวัดจองกลางด้วยค่ะ ของกินเพียบ หากใครยังไม่อิ่ม อยากให้ไปลองโรตีไลลาด้วยนะคะ

จะบอกว่าลายแทงที่ว่ามานี้ อยู่ไม่ไกลกันมาก ถ้ามาแล้วอากาศเย็นๆ ปั่นจักรยานก็เที่ยวได้ทั่วเลยค่ะ


เส้นทางที่ 4 ขุนยวมและความทรงจำจากญี่ปุ่น

ขุนยวมเป็นจุดชมดอกบัวตองชื่อดังค่ะ ซึ่งฤดูท่องเที่ยวชมดอกบัวตองอาจเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ขุมยวมยังมีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

กองทัพญี่ปุ่นได้ใช้อำเภอขุนยวมเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกองทัพในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา เป็นทางผ่านไป พม่าและอินเดีย หนึ่งในสิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็คือ ถนนสาย 1095 และ 108 ที่สร้างขึ้นในสมัยนั้นค่ะ

ตอนนั้น ญี่ปุ่นแพ้ที่สมรภูมิอิมพาลและโคฮิมา ทำให้ต้องถอนกำลังกลับมาตั้งหลักที่ขุนยวม ทหารชาวญี่ปุ่น ได้นำ เสื้อผ้า หีบเหล็ก มาแลกเปลี่ยน กับเสบียงอาหาร ชาวขุนยวมจึงได้ของใช้ที่ทันสมัยจากทหารญี่ปุ่น และทหารญี่ปุ่นยังช่วยเหลือชาวบ้านในงานต่างๆ เช่น การตำข้าว เกี่ยวข้าว และหาบข้าว ทั้งหมดนี้ สามารถไปชมได้ที่ อนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น

ไม่ว่าสงครามและการเมืองจะเป็นอย่างไร แต่ในมิติของความเป็นมนุษย์ปุถุชน จะได้เห็นความสัมพันธ์และมิตรภาพในสมัยนั้น ที่ส่งต่อผ่านเพลงพื้นบ้านที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นในชุมชน มีบทเพลงที่ชื่อว่า “เพลงญี่ปุ่น” ซึ่งจากการพูดคุยกับวงดนตรีรวมดาวขุนยวม ได้กล่าวว่า เนื้อร้องเพลงนี้ไม่ทราบความหมายที่ชัดเจน ทำให้คณะนักวิจัย พยายามที่จะถอดความหมายจากภาษาญี่ปุ่น จนเทียบความหมายออกมาได้จริงๆ

และ เมื่อเราไปเยี่ยมเยือนสถานที่สำคัญต่างๆ ของอำเภอขุนยวม นอกจากเราก็จะได้สัมผัสเรื่องราวความทรงจำในสมัยสงคราม ทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับทหารญี่ปุ่นที่เดินทางเข้ามาในชุมชน เข้ามาอาศัยวัด โรงเรียน รวมไปถึงการตั้งค่ายในจุดต่างๆ และในสถานที่เดียวกันนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ให้ชมอีกด้วย

เช่น วัดต่อแพ เรายังเห็นซากรถยนต์ที่ปรากฎให้เห็นอนุสรณ์ความทรงจำ ยังมีเจดีย์และศาลาการเปรียญที่มีความสวยงาม และภายในยังมีผ้าม่านเก่าแก่อายุกว่า 150 ปี ประดับด้วยลูกปัดมุกและทับทิม

เช่นเดียวกับวัดม่วยต่อยังปรากฎร่องรอยของการเป็นสถานพยาบาลสำคัญช่วงญี่ปุ่นกลับจากพม่า ซึ่งที่นี่ทุกคนสามารถไปชมเจดีย์แบบมอญและพม่าอันสวยงามทั้งสี่องค์

อีกแห่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้ คือการไปไหว้ พระพาราปานปองหรือพระเกสรดอกไม้ ที่วัดคำใน

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ในอำเภอเล็กๆ อย่างขุนยวม ที่รอให้ทุกคนมาสัมผัสค่ะ


ข้อมูลทั้งหมดนี้ นัทเล่าประกอบกับดนตรีที่ได้รับการประพันธ์จากการเข้าไปทำความรู้จักกับผู้คนและวัฒนธรรมในทั้ง 4 เส้นทางนี้ ซึ่งนัทเชื่อว่า หากฟังประกอบ ก็จะทำให้การเที่ยวแม่ฮ่องสอนของคุณ สุนทรีย์ไปอีกแบบแน่นอนค่ะ อย่าลืมไปฟังกันนะคะ >> คลิ๊กที่นี่เพื่อเปิดบน Spotify

บทความนี้เป็นผลงานวิจัยของโครงการการยกระดับมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน สนับสนุนทุนวิจัยโดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

มหาวิทยาลัยศิลปากร
มหาวิทยาลัยบูรพา
สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

คณะวิจัย
ศ.ดร.บุษบา กนกศิลปธรรม
อ.ปวินนา เพ็ชรล้วน
รศ.ดร.จิรัสสา คชาชีวะ
ผศ.นุชนภางค์ ชุมดี และ
อ.ดร.ศุภพร สุวรรณภักดี

error: