[รีวิว] Mono Sei ร้านโอมากาเสะพรีเมี่ยม 27 คอร์ส ที่ไม่ได้มีดีแค่ซูชิ

ในยุคที่กรุงเทพฯ มีร้านโอมากาเสะเกิดใหม่ขึ้นมากมาย เรามักจะเกิดคำถามขึ้นว่า แล้วอะไรคือความแตกต่างของร้านโอมากาเสะแต่ละร้าน แต่เมื่อได้ใช้เวลา 3 ชั่วโมงเพลิดเพลินไปกับดินเนอร์โอมากาเสะที่ร้าน Mono Sei (โมโน เซอิ) เราแทบไม่มีคำถามนั้นขึ้นมาเลย เพราะร้าน Mono Sei มีเอกลักษณ์เป็นการรวบรวมเชฟชาวญี่ปุ่นฝีมือดีถึงสี่คนด้วยกัน ซึ่งเชฟแต่ละท่านจะถนัดในการทำอาหารต่างชนิด เพื่อให้ลูกค้านั้นได้ทานคอร์สอาหารที่ไม่ใช่แค่นิกิริซูชิ แต่รวมไปถึงอาหารชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ของนึ่ง ของต้ม หรือของทอด ที่จัดเต็มมาให้เราถึง 27 คอร์ส เต็มอิ่ม 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ร้าน Mono Sei ตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่ชั้น G โรงแรม Intercontinental ในส่วนของเมนูนั้น มีราคาเดียวคือ 12,000++ บาท ซึ่งถือว่าเป็นโอมากาเสะที่ราคาสูงเป็นอันดับต้นๆ ในเมืองไทย ณ ขณะนี้

เดินเข้าร้านมาเราจะพบกับ Furo หรือหม้อต้มน้ำสำหรับพิธีชงชา และกาเหล็ก Tetsubin สำหรับชงชาสวยๆ รวมไปถึงถ้วยชา Mino yaki วางอยู่ เราจะเห็นป้ายร้าน ซึ่งคำว่า “Mono” นั้นมาจากคำว่า “หนึ่งเดียว” และ “Sei” แปลว่า “ดียิ่งขึ้น” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของทางร้าน

เดินเข้ามาในร้าน เราได้พบกับเชฟที่กำลังตระเตียมวัตถุดิบ ในการทำอาหารสำหรับค่ำคืนนี้ ที่นี่เป็นเคาเตอร์บาร์ มี 2 ห้อง เชฟสามารถดูแลลูกค้าทุกคนได้อย่างทั่วถึง

เริ่มด้วย Welcome Drink แสนสดชื่นอย่าง ยูสุโซดา

สำหรับคอร์ส โอมากาเสะ ของร้าน Mono Sei นั้น จะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ทำให้เราแอบนึกถึงชุดอาหารไคเซกิ

โดยจะเริ่มจาก Sakizuke หรือ Amuse Bouche เป็น หอยนางรมสดไซส์ใหญ่ จากจังหวัด อิวาเตะ ราดด้วยซอสพอนซึ หอยนางรมสดสดหวานเข้ากับซอส

ตามมาด้วยตับปลาอังโกะ นึ่งในซอสดาชิหวาน ที่ทำออกมาได้นุ่มและเนียนพอสมควร เพิ่มความหอมด้วยเปลือกส้มยุสึ

จากนั้น เชฟจึงยกหม้อชาบูมาตั้ง พร้อมเสิร์ฟ Kinmedai Shabu ที่นำปลาคินเมได มาลวกน้ำพอให้สะดุ้ง ทานคู่กับหัวไช้เท้าที่ตุ๋นมาจนเปื่อยนุ่ม

ตามมาด้วย Otsukuri ที่จัดเรียงมาสวยงาม มีทั้ง ปลามาได ชิมะอาจิ และหอยปีกนกสด Hokkigai โดยความพิเศษของคอร์สนี้นั้น อยู่ที่ซอสโชยุลับเฉพาะ ที่เชฟนำมาจากเกาะคิวชู มีความเข้มข้น แต่รสหวานเค็มกำลังดี ไม่จัดจนเกินไป ทานคู่กับปลาดิบรสชาติอ่อนๆได้เป็นอย่างดี

ตามมาด้วย ปูขน Kekani นึ่งและแกะเนื้อ เรียบร้อย ทานคู่กับซอสที่ทำจากดาชิผสมน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น ซึ่งตัวซอสนั้นไม่เปรี้ยวจนเกินไป แต่ยังดึงความหวานของปูออกมาได้เป็นอย่างดี

ที่นี่ใช้ซอสหลายชนิด เพื่อตั้งใจให้เข้ากับวัตถุดิบแต่ละอย่างจริงๆ

ปรับรสชาติกันด้วย Kamo Nanban Soba ที่ทางร้านใช้เส้นโซบะเกรดดี ที่ทำจากแป้งโซบะ 7 ส่วน และแป้งสาลี 3 ส่วน ได้ความเหนียวนุ่มกำลังดี และได้รสสัมผัสของเมล็ดโซบะที่ชัดเจน เคี้ยวเพลินดีทีเดียว

ผ่านช่วงแรกของคอร์สโอมากาเสะซึ่งเป็นอาหารทานเล่นไปแล้ว ทานเชฟก็ได้แนะนำอาหารหลักช่วงถัดไปของเราในวันนี้ ซึ่งก็คือ เทมปุระ นั่นเอง โดยจะเสริฟมาทั้งหมด 6 ชนิดด้วยกัน แน่นอนว่า ทอดกันสดใหม่ คำต่อคำ เหมือนร้านเทมปุระชั้นดี

ในส่วนของเครื่องจิ้มนั้น นอกจากซอสเทมปุระแล้ว ทางร้านยังมีเกลือรสต่างๆถึง 5 ชนิดให้เลือกจิ้มทานกับเทมปุระอีกด้วย

คอร์สเทมปุระ เริ่มจากเห็ดหอมญี่ปุ่น (Shitake), มันหวานญี่ปุ่น (Satsuma Imo), ปลาตาเดียวญี่ปุ่น (Hirame), กุ้งลายเสือ (Kuruma Ebi), หอยเป๋าฮื้อ (Awabi) พร้อมซอสตับ, และ…..

เชฟกำลังเตรียมเทมปุระคำพิเศษ นั่นก็คือ ไข่หอยเม่น หรือ อูนิ พันธุ์ Bafun ยี่ห้อ Ogawa โดยทางร้านห่อด้วยสาหร่ายชั้นดี และนำไปทอด

เพิ่มความหรูหราด้วยไข่ปลาคาเวียร์ และ ทองคำเปลวอีกด้วย คำนี้สมบูรณ์แบบมาก เพราะตัวอูหนิไม่ร้อน มีความข้นหวาน คัสตาร์ด ในขณะที่สาหร่ายด้านนอกกรอบแบบกัดแล้วฟินมาก คาเวียร์เพิ่มความกลมกล่อมได้ดี

จบซีรีส์เทมปุระไปด้วยความประทับใจที่ร้านซูชิโอมากาเสะสามารถทำได้ใกล้เคียงกับร้านเฉพาะทางคุณภาพดี

เรามาตัดเลี่ยนกันเบาๆ กันด้วยมะเขือเทศที่นำไปต้มในดาชิ เพื่อที่จะไปต่อกับ เนื้อ Kagoshima A5 ที่ย่างมาหอมๆ ทานคู่กับข้าวที่คลุกไข่แดงมาอย่างเข้มข้น

ต่อด้วยไข่ตุ๋นเนื้อเนียน ที่พร้อมจะนำเราไปสู้อาหารคอร์สหลักของวันนี้ ซึ่งก็คือ ซูชิ นั่นเอง

ซูชิในคอร์สโอมากาเสะของ Mono Sei นั้น ประกอบไปด้วยซูชิ 10 คำด้วยกัน

เริ่มต้นด้วยปลาเนื้อขาวรสชาติอ่อน มันเล็กน้อย อย่าง Kamasu นำมาเผาด้านหนังให้มีกลิ่นหอม และทาด้วยซอสที่ทำจาก Sudachi

คำที่สองนั้นเป็น Pacific Hon Maguro ส่วนเนื้อแดง หน้าตาสวยงาม รสชาติเข้มข้นพอประมาณ

ถัดมาเป็นของโปรดของเรา ปลาน้ำลึก Nodoguro ชิ้นโตนำไปย่างหอมๆ ทานกับข้าวซูชิ เข้ากันดีมาก เพราะความมันของ Nodoguro จะถูกความเปรี้ยวของข้าวช่วยตัดไม่ให้เลี่ยนจนเกินไป โดยข้าวซูชิของร้าน Mono Sei นั้นจะปรุงโดยใช้น้ำส้มสายชูขาวและแดงผสมกัน

ต่อด้วย ปูทาราบะไซส์ใหญ่ นึ่งมาหวานฉ่ำ บีบมะนาวเล็กน้อยเพื่อดึงความหวานของเนื้อปูออกมา

คำถัดมาถือเป็นพระเอกของงาน ที่นักทานซูชิชาวไทยมักจะตั้งตารอ นั่นก็คือ อูนิ หรือ ไข่หอยเม่นนั่นเอง

โดยที่ร้าน Mono Sei ก็ไม่น้อยหน้าร้านโอมากาเสะใดๆในประเทศ เพราะใช้อูนิพันธุ์ Murasaki แบรนด์ดังอย่าง Hadate ที่ร้านซูชิระดับท้อปเกือบทุกร้านเลือกใช้

รสชาติของอูนิวันนี้นั้นถือว่าดี แต่อาจจะไม่ใช่ช่วงพีค เนื่องจากช่วงเวลาของอูนิพันธุ์ Murasaki นั้นยังมาไม่ถึงดี ทำให้ความสมบูรณ์อาจจะสู้ช่วง peak season ในช่วงฤดูร้อน เดือนสิงหาคมไม่ได้

ถัดจากอูนิ เป็นปลาเกล็ดเงินอย่าง Kohada ที่กำลังเริ่มเข้าฤดู เพิ่งเริ่มเติบโตมาจากลูกปลาที่ใช้อีกชื่อว่า Shinko โดยทางร้านทำการดองอย่างพิถีพิถัน ทำให้รสชาตินั้น ไม่เค็มหรือเปรี้ยวจนเกินไป อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวคิดว่าถ้าเข้าฤดูกาลที่อร่อยที่สุดของปลาชนิดนี้ เชฟน่าจะจัดการให้คำนี้ได้ดีมากสุดๆ แน่ๆ

ต่อกันด้วยซูชิคำเด็ด นั่นก็คือ Kama Toro หรือคางปลาทูน่าติดมัน นำมาเผาไฟเล็กน้อยจนได้กลิ่นหอม โดยเชฟนั้นได้โรยเกลือและบีบมะนาว แทนการใช้โชยุ ซึ่งเราชอบมากๆ เพราะช่วยตัดเลี่ยนความมันและเสริมรสชาติได้เป็นอย่างดี

ตอนนี้รู้สึกอิ่มมากๆ แล้วค่ะ คำถัดมาคือ Anago ซึ่งเราไม่ชอบทาน จึงขอให้เชฟเปลี่ยนให้ ได้มาเป็น Hokkigai สด หวานเด้ง อร่อยไปตามระเบียบ

และเราก็มาถึงของคาวชิ้นสุดท้ายในค่ำคืนนี้ กับ Toro Taku ที่เสริมความพิเศษด้วย ผงอูนิแห้ง ที่ช่วยเพิ่มความอูมามิให้กับซูชิคำนี้ไปอีกระดับ

จบซูชิคอร์สด้วย ไข่หวาน หรือ Tamago สูตรพิเศษของร้าน ที่ใช้เนื้อกุ้งล้วนๆ มาโขลกกับไข่ ทำให้ได้ไข่หวานที่ฟูนุ่ม น่ารับประทาน

ถึงตอนนี้เราก็เรียกได้ว่าอิ่มมากๆ เพราะได้ทานอาหารไปนับรวมๆกันก็เกือบ 30 คำ ถือเป็นโอมากาเสะที่คอร์สยาวมาก

ปิดท้ายกันด้วยของหวาน ที่เสริฟใส่จานมาถึง 3 อย่างด้วยกัน ประกอบไปด้วย สาลี่ญี่ปุ่น ไดฟุกุสตอเบอร์รี่ และไอศกรีมวานิลลาที่ใส่โมจิและถั่วแดง โรยด้วยผงคินาโกะ ราดด้วยน้ำเชื่อมดำ Kuromitsu เสิร์ฟพร้อมชา Hojicha ค่ะ

โดยรวมแล้ว Mono Sei นั้นเป็นร้านโอมากาเสะเปิดใหม่ที่มีความน่าสนใจ และ มีจุดเด่น คือความหลากหลายของอาหาร ที่ไม่ได้เน้นเพียงแต่เฉพาะ ซูชิ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเทมปุระ และอาหารอื่นๆ ที่ทำได้ดี ไม่น้อยหน้าร้านเฉพาะทางหลายๆร้านที่เราเคยไปทาน ส่วนเมนูต่างๆ นั้น จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลนะคะ


ร้านโมโน เซอิ (Mono Sei)
ห้องเลขที่ 973 ชั้น G อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล (Intercontinental Hotel) ถนนเพลินจิต
สามารถจอดรถที่โรงแรมได้ค่ะ

เปิดวันอังคาร – อาทิตย์ เวลา 18:00น. – 22:30น.
ปิดทุกวันจันทร์

โทร : 094-654-6326 (สำรองที่นั่ง)
อีเมล์ : reservation@monosei.com
Website : https://www.monosei.com/

error: