เที่ยว Rovaniemi : ขับรถล่าแสงเหนือ เยี่ยมบ้านเกิดซานต้าคลอส ดินแดนแลปแลนด์แสนมหัศจรรย์ [เที่ยวฟินแลนด์ด้วยตัวเอง]
มาเยี่ยมซานตาคลอสกันที่เมือง โรวานิเอมี (Rovaniemi) เมืองหลวงของภูมิภาคแลปแลนด์ (Lapland) ทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์ ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่เมืองท่องเที่ยวธรรมดาๆ แต่ถูกยกให้เป็น “บ้านเกิดอย่างเป็นทางการของซานตาคลอส” (The Official Hometown of Santa Claus) ดินแดนที่ห้อมล้อมด้วยป่าสนสีขาว หิมะนุ่มฟู และความมหัศจรรย์ของแสงเหนือ เป็นจุดหมายปลายทางที่นัทบอกเลยว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาสัมผัสให้ได้ค่ะ!
การไปเที่ยวที่นี่เหมือนเข้าไปในเทพนิยายจริงๆ เป็นวิวที่ไม่เคยเห็น กิจกรรมทั้งหมดจะเป็นแนวอาร์คติกหรือขั้วโลก เป็นอีกที่ที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้สูงมาก รวมถึงการที่ทุกอย่างเป็นธีมบ้านเกิดของซานต้าคลอส ยิ่งทำให้ดู Magical ไปหมดทั้งเมืองเลยค่ะ ตามมาเที่ยว Rovaniemi กันเลยนะคะ

ข้อมูลทั่วไป
– ที่ตั้ง : Rovaniemi เป็นเมืองในภูมิภาค Lapland ทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์ เมืองนี้ตั้งอยู่บนเส้น Arctic Circle หรือเส้นละติจูดที่ลากผ่าน 66’34 องศาเหนือ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเหนือเส้นอาร์กติคเซอร์เคิลค่ะ
– เที่ยวช่วงไหนดี? : เวลาพูดว่าเส้น Arctic Circle ความสำคัญของมันคือพื้นที่นี้จะมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่ง คือจะมีอย่างน้อยหนึ่งวันที่ “ไม่เห็นแสงอาทิตย์เลย” ในฤดูหนาว (Polar Night) และมีอย่างน้อยหนึ่งวันที่ “พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน” ในฤดูร้อน (Midnight Sun) ที่อธิบายอย่างนี้ เพราะหากใครจะมาหาแสงเหนือ ยิ่งมาช่วงที่ฟ้ามืดยาว ก็ยิ่งมีโอกาสเห็นได้เยอะ แต่ถ้ามาวันที่ฟ้าแทบไม่มืดเลย ก็แปลว่าจะไม่ได้เห็นค่ะ — ช่วงหน้าไฮซีซั่นได้แก่ ธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ แต่เป็นช่วงที่อากาศหนาวแบบโหดมากๆ ถึง -20 – 30 ได้เลย ช่วงที่อากาศดีขึ้นมาและทางการท่องเที่ยวฟินแลนด์พยายามโปรโมทคือ ตุลาคม เพราะพระอาทิตย์ยังตกเร็ว มีกลางคืนมืด และอากาศประมาณ 0-5 องศา ส่วนพฤษภา-สิงหา พระอาทิตย์ตกค่อนข้างดึกและฟ้าไม่ค่อยมืด สไตล์การเที่ยวจะเป็นอีกแบบ คนละฟีลกับในรีวิวนี้ค่ะ

– การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ จะมีไฟลท์บินตรงมาเมืองเฮลซิงกิ (HEL) เมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์ทุกวัน และจากเฮลซิงกิ ก็จะมีไฟลท์ในประเทศไป โรวานิเอมี (RVN) ทุกวันค่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. นิดๆ เท่านั้น สามารถทำแพลนเที่ยวเฮลซิงกิก่อนได้ จะได้เที่ยวฟินแลนด์มากขึ้นด้วย — และส่วนตัวนัท บินเข้าออกสนามบิน Rovaniemi จะต่างเมืองในยุโรปเลยค่ะ มีไฟลท์จากหลายเมือง ลองเช็คกันได้ เผื่อแวะมาค่ะ
อีกทางเลือกยอดฮิตคือการนั่งรถไฟตู้นอน Santa Claus Express จากเฮลซิงกิมาถึงโรวานิเอมีเลย เป็นรถไฟระยะเวลา 8 ชั่วโมงกว่าๆ ราคาช่วงกลางวันจะไม่แรงเท่าตู้นอน ถ้าตู้นอนต้องจองล่วงหน้าเลยค่ะ
– วีซ่า : ฟินแลนด์สามารถใช้วีซ่าแชงเก้นเดินทางเข้าได้เลยค่ะ
– การเดินทางในเมือง : จริงๆ หากไม่สะดวกขับรถ หรือ เช่ารถ ทัวร์เกือบทุกกิจกรรมจะมีรถรับส่งอยู่แล้ว รวมไปถึงโรงแรมที่อยู่นอกเมืองก็มักจะมีบริการชัทเทิลบัส ส่วนภายในเมืองก็มี Uber ที่เรียกง่าย แต่ความต่างก็คือ ความคล่องตัว อย่างนัท เลือกที่จะไม่จองทัวร์แสงเหนือ แล้วเอางบจองทัวร์แสงเหนือมาเช่ารถแทน เพราะอย่างน้อยเช่ารถก็ยังแวะซุปเปอร์มาร์เก็ต แวะกินข้างทาง ไม่ต้องห่วงเรื่องการขนกระเป๋าเดินทางไปเที่ยวด้วย หรือ ไม่ต้องรอรถบัสตามรอบค่ะ (ทั้งนี้ทั้งนั้น ทัวร์แสงเหนือ จะมีความเชี่ยวชาญในการดูแอพหาแสงเหนือและบริการถ่ายรูปให้หากเราไม่ได้นำกล้องไปค่ะ)
นัทเช่ารถผ่าน Klook นะคะ เช่ามาหลายประเทศแล้วไม่เคยมีปัญหาเลย ทางไปจอง >> คลิ๊กที่นี่

สิ่งที่น่าทำใน Rovaniemi
Rovaniemi เป็นเมืองที่สามารถแพลนได้ตั้งแต่ 2 วันไปจนถึง 5-6 วันเลยค่ะ แพลนส่วนใหญ่มักจะขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่อยากทำค่ะ โดยกิจกรรมที่เป็นที่นิยมได้แก่ นั่งรถลากเลื่อนฮัสกี้ นั่งรถลากเลื่อนกวางเรนเดียร์ การไปซาวนาแบบฟินนิช ล่าแสงเหนือ การไปเยี่ยมบ้านซานต้าคลอสค่ะ
ส่วนกิจกรรมเสริมอื่นๆ มีตั้งแต่ การขี่สโนว์โมบายล์ เล่นสกี การไปดูน้ำตกแข็ง Korouoma การไป Santa Park เป็นต้น
ทุกอย่างในทริปนี้เราจองผ่าน Klook หมดเลย ตั้งแต่กิจกรรม ที่พัก และ รถเช่า ด้วยความที่นัทจองบริการทั่วโลกผ่าน Klook ตลอด ทุกครั้งจะมี KlookCash เหมือนพ๊อยท์ให้กลับมาใช้เป็นส่วนลดได้ครั้งถัดไป แล้ว Klook มีโค้ดส่วนลดประจำเดือนบ่อยมาก อย่างที่พักนี่นัทได้ดีลมาดีกว่าจองเว็บตรงมากๆ ค่ะ
แพลนเที่ยว Rovaniemi 3 วัน
Day 1 : Arrival & Santa Claus Village
มาถึงวันแรก เราเช่ารถขับออกมาจากสนามบินค่ะ ถนนของที่นี่ขับง่ายและมีการเคลียร์หิมะ ส่วนใหญ่รถจะมาพร้อมยางฤดูหนาวอยู่แล้ว แต่ยังไงก็ต้องขับด้วยความระมัดระวังนะคะ เพราะบางครั้งถนนอาจจะเป็นน้ำแข็งแล้วอาจจะลื่นได้ Speed Limit ของที่นี่ค่อนข้างต่ำค่ะ เราขับออกมาปุ๊ปเป็นช่วงเย็นแล้ว เราเลยออกมาแล้วแวะ Santa Claus Village ก่อนเลย
ตัว Santa Claus Village อยู่ห่างจากสนามบินไม่ถึง 10 นาทีค่ะ อยู่ระหว่างทางเข้าเมือง ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธีมคริสต์มาสที่มีชื่อเสียงระดับโลก และถูกขนานนามว่าเป็น “บ้านอย่างเป็นทางการของซานตาคลอส” หมู่บ้านแห่งนี้เปิดตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวสามารถพบซานตาคลอสตัวจริง เยี่ยมชมที่ทำการไปรษณีย์ของซานตา และส่งโปสการ์ดพร้อมตราประทับพิเศษจากอาร์กติกเซอร์เคิลได้

จริงๆ Santa Claus Village เป็นเสมือนคอมมิวนิตี้มอลล์ใหญ่ๆ ที่มีผู้ให้บริการหลากหลายอยู่ในนี้นะคะ แต่ละโซน แต่ละอาคารก็จะให้บริการแตกต่างกันไป มีทั้งนั่งรถเลื่อนกวางเรนเดียร์หรือฮัสกี้แบบสั้นๆ มีร้านค้า ร้านอาหาร กิจกรรมกลางแจ้ง โรงแรม แม้แต่ร้าน Marimekko แบรนด์ดังจากฟินแลนด์ยังมีสาขาที่นี่ โดยจุดดังๆ ที่ผู้คนมักมากัน ได้แก่
Meet & Greet with Santa : มี 2-3 ร้านที่สามารถไปเข้าคิวพบคุณลุงซานต้าตัวจริงได้ค่ะ อันที่โด่งดังและ Original ที่สุดชื่อว่า Santa Claus Office ส่วนนัทไปอันที่คิวสั้นกว่า ชื่อว่า Christmas House โดยทุกที่จะโปรโมทว่า สามารถเข้ามาพบปะพูดคุยกับซานต้าได้ฟรี แต่ว่าห้ามนำมือถือเข้าไปเลยค่ะ หากอยากได้รูปจะต้องจ่ายเงินประมาณ 50 Euro ซึ่งก็เป็นเหมือนค่าเข้าไปโดยปริยาย อันที่นัทเข้าไม่มีวิดีโอให้นะคะ อันที่ถ่ายวิดีโอให้รู้สึกจะเป็น Santa Claus Office ซึ่งอาจจะต้องรอเป็นชั่วโมงเลยค่ะ

Santa’s Post Office : แวะส่งโปสต์การ์ดติดแสตมป์ และก็จะเป็นตราประทับว่าส่งมาจาก Arctic Circle ค่ะ ส่งไปทั่วโลกได้เลย
Arctic Circle Line : จุดถ่ายรูปยอดฮิตคือเส้นสีขาวที่ลากผ่านหมู่บ้าน ซึ่งระบุพิกัดเส้นอาร์กติกไว้

จากนั้น เราก็ขับเข้าตัวเมือง Rovaniemi ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีค่ะ ในตัวเมืองมีร้านอาหารเยอะแยะเลย
คืนแรกนัทจองที่พักในเมืองไว้ก่อนค่ะ ก็ขับรถมาพักที่จองไว้ผ่าน Klook เช่นกัน ชื่อว่า Santa’s Hotel Santa Claus แต่มีค่าจอดรถคืนละ 18 Euro ตรงนี้ก็สามารถเดินรอบๆ ได้ง่าย มีร้านอาหารหลากหลายค่ะ
ทางไปจองโรงแรม Santa’s Hotel Santa Claus >> คลิ๊กที่นี่
Day 2 : นั่งรถลากเลื่อนกวางเรนเดียร์ ซาวน่าแบบฟินนิช และ พักใน Igloo โดมกระจก
เช้าวันรุ่งขึ้น เราจองทัวร์ฟาร์มกวางเรนเดียร์และนั่งรถลากเลื่อนไว้ค่ะ เหมือน Sleigh Ride ของซานตาคลอสเลย ทัวร์นี้เราจองผ่านลิงค์นี้ โดยทางบริษัททัวร์จะให้เราไปเจอกันที่บริษัทแล้วนั่งรถไปพร้อมกันค่ะ เพราะหลายๆ ฟาร์มไม่สะดวกรับวอล์กอิน จะรับเป็นกลุ่มเท่านั้น (และเราก็ลองเช็คราคาหลายเจ้าแล้ว จะขับไปเอง หรือไปกับทัวร์ ก็ราคาเท่ากัน วันนี้เลยจอดรถไว้ที่โรงแรมแล้วไปเจอกันที่ออฟฟิศของทัวร์ค่ะ)

ส่วนใหญ่แล้ว ทัวร์นั่งรถเลื่อนกวางเรนเดียร์จะมีให้เลือกระหว่าง 500 เมตร นั่งประมาณ 5 นาที และแบบของเราคือ 2 กิโลเมตร ประมาณ 20-30 นาที พอไปถึงทางฟาร์มก็จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับกวางเรนเดียร์ แต่ทัวร์ที่นัทไปพิเศษหน่อยตรงที่ไกด์จะเป็นช่างภาพ และจะมีกล้องโปรตามถ่ายเราแล้วส่งมาให้ภายหลัง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วยค่ะ ถือว่าประทับใจดีเลย มีชุดกันหนาวตัวนอกให้อีกชั้นด้วย เพราะวันนี้หนาวจริงๆ ค่ะ ผมเป็นน้ำแข็งเลย

แน่นอนว่า เราเลือกแบบ 2 กิโลเมตร เพราะอยากนั่งเข้าไปในป่า วิวเป็นป่าสนขาวโพลนที่สวยงามมาก เหมือนหลุดเข้าไปในหนังเรื่อง Frozen เลยค่ะ เสร็จแล้ว เราก็จะได้ให้อาหารกวางเรนเดียร์ที่ลากเรามา แล้วเจ้าของฟาร์มจะพาเราไปในกระท่อมดั้งเดิม นั่งผิงไฟ ทานแพนเค้ก ดื่มช็อกโกแลตร้อน และเล่าเรื่องราวการเลี้ยงกวางให้ฟังค่ะ
ทางไปจองทัวร์กวางเรนเดียร์ >> คลิ๊กที่นี่

เรากลับมาในเมืองประมาณสิบเอ็ดโมงกว่าๆ เราก็เช็คเอาท์ นำกระเป๋าขึ้นรถ แล้วมุ่งหน้าไปทานมื้อเที่ยงกัน นัทแวะไปทานที่ Invisible Forest Lodge ค่ะ เขาจะมีโซนที่เป็นโดมใสแบบ Igloo ให้เรานั่งทานข้าวข้างใน มองเห็นวิวหิมะรอบตัว 360 องศา อากาศข้างนอกประมาณ -20 ถึง -30 องศา ส่วนภายในจะประมาณ 14 องศา แต่ความน่าสนใจคือ อาหารทุกจานจะถูกเสิร์ฟมาในจานหินร้อนที่นำไปอุ่นกับหินลาวา ทำให้อาหารร้อนนานมากๆ ขนาดที่เราทานหมดแล้วควันยังขึ้นจานอยู่เลยค่ะ


ทานเสร็จ เราก็ขับรถตรงไปยังที่พักของเราในค่ำคืนนี้ ที่มีชื่อว่า Aito Resort & Spa นัทจองผ่าน Klook เช่นเคย จะบอกว่าราคาดีกว่าเว็บตรงหลายพันเลยค่ะ และนัทเลือกที่นี่เพราะ เป็นห้องแบบ Igloo กระจกใส และ มีซาวน่าสไตล์ฟินแลนด์ (Finnish Sauna) ค่ะ
สำหรับแขกผู้เข้าพักโรงแรมนี้ จะมีสิทธิ์ใช้ซาวน่าและสปา 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งไม่ว่าคุณจะพักในที่พักที่มีซาวน่าหรือไม่ แต่การเข้าซาวน่า นับเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมของฟินแลนด์ที่เราควรมาสัมผัส เป็นต้นกำเนิดของซาวน่าที่เรารู้จักกันเลยค่ะ มีคำกล่าวว่าจำนวนซาวน่าในประเทศมีเกือบเท่ากับจำนวนประชากรเลยทีเดียว (และมีหลายที่ ที่เปิดให้บริการรายวันหรือรายชั่วโมงค่ะ)
ที่ Aito Resort & Spa มีจุดเด่นคือ Lakeside Sauna หรือซาวน่าริมทะเลสาบ ซึ่งเป็น Finnish sauna แบบดั้งเดิมในกระท่อมไม้ ให้ความรู้สึกคลาสสิกมาก วิวรอบตัวเป็นวิวธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีอ่าง jacuzzi กลางแจ้ง มีโซน Thermal Suite ที่มีห้องอบไอน้ำ, สระว่ายน้ำอุ่น, Himalayan salt beds ที่ช่วยผ่อนคลายร่างกายและระบบหายใจ รวมถึงพื้นที่ “volcanic sand lounge” สำหรับการบำบัดด้วยความร้อนจากทรายอีกด้วย


ที่พักของเราในคืนนี้เป็นแบบ Glass Igloo ค่ะ ที่นี่จะใช้รูมไทป์ชื่อว่า Aurora Nest มันน่ารักมากกกกกก การนอนในที่พักแบบ Glass Igloo ใน Finland ถือเป็นอีกหนึ่งในประสบการณ์ที่โดดเด่นที่สุดของการท่องเที่ยวแถบอาร์กติก เพราะตัวที่พักถูกออกแบบให้มีหลังคากระจกใสแบบพาโนรามา ทำให้สามารถนอนมองท้องฟ้า ดาว หรือแม้แต่แสงเหนือได้จากเตียงอย่างสบายๆ (ในคืนที่เราพักที่นี่ เมฆหนามากๆ ทำให้ไม่เห็นอะไรเลย จริงๆ จะขับรถออกไปล่าแสงเหนือก็ได้นะคะ แต่ข้างในห้องมันอุ่นแล้วเตียงสบายมากก็เลยไม่อยากออกไปไหน)

สำหรับห้องของเราเป็นห้องเล็กๆ คล้ายๆ การนอนแคมปิ้งเลยค่ะ มีห้องสุขาในตัว แต่ไม่มีห้องอาบน้ำ (เราอาบน้ำที่สปาแทน) มีซิงค์น้ำ และมีเตาที่สามารถทำอาหารเล็กๆ ได้อีกด้วย — หากใครนำกระเป๋าใหญ่มา แนะนำให้แยกกระเป๋าเล็กแยกสำหรับที่นี่ไปเลยค่ะ เราว่าห้องแบบนี้ อยู่ได้จริงๆ ไม่เกินสองคืน แต่ในรีสอร์ทที่เราไป ก็ยังมีห้องนอนแบบอื่นๆ เช่น ห้องในตัวอาคารที่เหมือนโรงแรมปกติเลยค่ะ

ทางไปจองโรงแรม >> คลิ๊กที่นี่ (ห้องแบบ Igloo กระจกชื่อว่าแบบ Aurora Nest นะคะ แต่ทางโรงแรมมีห้องปกติและห้องบนต้นไม้ที่สวยไม่แพ้กัน)
นอกจากโรงแรมที่นัทพักแล้ว โรงแรมอื่นๆ ที่มีห้องแบบ Igloo กระจกเช่นกัน ได้แก่
Apukka Resort เช็คราคาพิเศษและจอง >> คลิ๊กที่นี่
Santa’s Igloo Arctic Circle เช็คราคาพิเศษและจอง >> คลิ๊กที่นี่
Day 3 : Snowmobile & Rovaniemi City Center
วันนี้ เราใช้เวลาช่วงเช้า เอนจอยโรงแรมอีกวันนี้ค่ะ ตั้งแต่ทานอาหารเช้าแบบไม่เร่งรีบ แล้วก็กลับไปใช้ซาวน่ากับสปาอีกครั้ง ด้วยความที่ภายในบริเวณโรงแรมมีทั้งป่าทั้งทะเลสาบ เราเลยเดินเล่นพักผ่อนอยู่ในนี้ ออกจากที่พักเกือบเที่ยงเลยค่ะ

โรงแรมมีห้องพักแบบอื่นๆ และมีฟาร์มเรนเดียร์เล็กๆ อยู่ด้วยค่ะ

ที่พักของเราห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 นาที ระหว่างทาง เราก็หาฟาสท์ฟู้ดทางง่ายๆ เพราะ เรามีนัดกับทัวร์ที่จะไปขี่ Snowmobile กันตอนบ่ายสองค่ะ ตัว Snowmobile นั้นจะให้อารมณ์คล้ายๆ กับมอเตอร์ไซค์ผสมกับเจ็ทสกี แต่เป็นสำหรับการขี่บนหิมะโดยเฉพาะ ซึ่งเราเลือกทัวร์แบบสองชั่วโมง ทัวร์ที่เราไปบังคับขอใบขับขี่สากลนะคะ ถ้าไม่มีใบขับขี่สากล จะต้องเป็นคนซ้อนอย่างเดียว

กิจกรรมนี้ หนาวมากกกก เพราะรถแล่นค่อนข้างเร็ว (นึกถึงขี่มอเตอร์ไซค์หน้าหนาว) ดังนั้นทางทัวร์ก็จะมีชุดกันหนาวข้างนอก ถุงมือ หน้ากาก และ หมวกกันน๊อคให้ค่ะ เส้นทางที่เราได้ไปจะแล่นผ่านป่าสนขาวโพลน ผ่านไปยังทะเลสาบที่แข็งแต่กว้างสุดลูกหูลูกตา คือวิวสวยมากตลอดทางเลยค่ะ
ทางไปจองทัวร์ Snowmobile >> คลิ๊กที่นี่

ช่วงเย็นๆ เราเข้ามาเที่ยวเมือง Rovaniemi กันค่ะ ตัวเมืองขนาดกำลังดี เดินง่าย มีห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารน่ารักๆ เยอะเลย
ที่เที่ยวในตัวเมืองได้แก่
Arktikum Museum เป็นพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ที่มีทางเดินเป็นอุโมงค์กระจกยาวๆ ข้างในจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวอาร์กติกและประวัติศาสตร์ของแลปแลนด์ไว้

Angry Bird Park สวนสาธารณะ/สนามเด็กเล่นที่ใช้ธีม Angry Bird น่ารักมากๆ ค่ะ

City Center มีจุดตกแต่งน่ารักๆ ช่วงที่นัทไปมีรูปสลักน้ำแข็งเลย ของน่าซื้อก็มี Marimekko ที่เป็นแบรนด์ฟินแลนด์ ด้วยค่ะ

พอถึงเวลาฟ้ามืด วันนี้เราก็ออกไปล่าแสงเหนือกันค่ะ การล่าแสงเหนือนั้น หากเราเข้าใจ ก็จะสามารถไปลองขับตามหากันเองได้ค่ะ — ไปกับทัวร์มีข้อดีตรงที่ไกด์จะเป็นคนหาให้เลย ไม่ต้องขับเอง หลายทัวร์การันตี ถ้าไม่เห็นเค้ายินดีให้มาใหม่จนกว่าเจอเห็น แล้วที่สะดวกสบายที่สุดคือทางทัวร์เป็นคนถ่ายรูปให้ค่ะ << อันนี้สารภาพเลยว่า รอบนี้เป็นครั้งที่นัทเห็นแสงเหนือเต้นสวยมากกกกก แต่ไม่สามารถถ่ายมาได้ เพราะ ข้างนอกมันหนาวมากๆ จนการออกไปตั้งกล้องถ่ายคือทรมานมาก กว่าจะเซ็ตกล้องให้เสร็จ

แต่หากใครจะไปเองก็ไม่ยากค่ะ แนะนำให้เตรียมเครื่องกันหนาวไปดีๆ เพราะอย่างที่บอกว่า การเซ็ตกล้องในอากาศหนาวๆ มันทรมานมาก — การจะเห็นแสงเหนือได้อย่างชัดเจน จะมีปัจจัยหลักๆ คือ
1. พิกัด ซึ่งแถบอาร์คติก เป็นจุดที่สนามแม่เหล็กโลกดึงอนุภาพไปในขั้วโลกอยู่แล้ว ดังนั้นตั้งแต่เมือง Rovaniemi ขึ้นไปทางเหนือ แม้จะเป็นวันที่ Kp ต่ำ ก็ยังมีโอกาสเห็นแล้วค่ะ เพราะเช่นนี้ ปัจจัยที่สำคัญกว่าเลยเป็นข้อถัดไป นั่นคือ…
2. ความมืดที่เพียงพอ เราควรไปอยู่ในที่ที่ไม่มีแสงไฟ หรือ Light Pollution จากเมืองรบกวนเลย ส่วนใหญ่จึงขับไปนอกเมืองกัน และต้องเป็นช่วงคืนที่ฟ้ามืดสนิท (เป็นเหตุผลที่ต้องมาฤดูหนาวค่ะ เพราะฤดูร้อน แถวนี้มีปรากฏการณ์อย่างพระอาทิตย์เที่ยงคืน หรือวันที่ไม่มีช่วงมืดสนิท หรือมืดสั้นมากเป็นเดือนเลยค่ะ)
3. ฟ้าต้องเปิด ต่อให้แสงเหนือระเบิดแค่ไหน ถ้าเมฆบังคือจบค่ะ อันนี้คือหลักการเดียวกับการดูดาวเลยค่ะ

นัทใช้แอพ My Aurora ซึ่งค่อนข้างแม่นและเรียลไทม์เลย ช่วงที่นัทไปคือดวงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเมฆเยอะมาก นัทขับหมีเมฆออกไปเป็นชั่วโมงเลยค่ะ เกือบถึงสวีเดนเลย แต่พอจุดที่เมฆบาง รู้เลยว่าแสงเหนือระเบิดมากๆ เพราะมันเต้นเป็นริ้ว แล้วมันยิงลงมา อันนี้เป็นแสงเหนือครั้งที่สามของนัทนะคะ เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นกี่ครั้งก็รู้สึกว่ามันอเมซิ่งมากๆ ทุกครั้งเลยค่ะ
ทางไปจองทัวร์ล่าแสงเหนือ >> คลิ๊กที่นี่
คืนนี้นัทนอนกลางเมืองอีกคืน แล้ววันรุ่งขึ้น ก็ไปสนามบินแล้วค่ะ เป็นทริปสั้นๆ ที่ประทับใจ เช่ารถทั้งหมด 3 วัน ง่ายๆ ผ่าน Klook เลยค่ะ นัทเช่ามาหลายประเทศแล้วไม่เคยมีปัญหาเลย
ติดตาม Eat Chill Wander ได้ที่
Facebook : Eat Chill Wander
Instagram : @eatchillwander
Twitter : @eatchillwander
Youtube : Eat Chill Wander
Website : www.eatchillwander.com


![[เที่ยว โคเปนเฮเกน ด้วยตัวเอง EP.1] สามวันใน Copenhagen รวม 24 ที่เที่ยว มิวเซียม คาเฟ่ ร้านอาหาร คร...](https://www.eatchillwander.com/wp-content/uploads/2023/03/copenhagen-denmark-travel-guide-1-172x120.jpg)
![[เที่ยว โคเปนเฮเกน ด้วยตัวเอง EP.2] ตลาดคริสต์มาส สวน Tivoli มิวเซียมสวยโคเปนเฮเกน](https://www.eatchillwander.com/wp-content/uploads/2023/03/copenhagen-denmark-travel-guide-2-172x120.jpg)