ลุยเดี่ยวเที่ยว แอลเอ สัมผัสเมืองใหญ่สุดชิค ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา [Los Angeles Travel Guide]

หากกล่าวถึงเมืองสำคัญในอเมริกา ก็คงต้องมีชื่อของ “ลอสแอนเจลิส” หรือ แอลเอ (LA) พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ แน่นอนค่ะ ลอสแอนเจลิส (Los Angeles) คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐแคลิฟอร์เนีย และใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศอเมริกา รองจากนิวยอร์ก แต่สิ่งที่ทำให้แอลเอมีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร คือการเป็นเมืองแห่งความฝัน ศูนย์กลางอุตสาหกรรมบันเทิงระดับโลก แฟชั่นระดับไฮเอนด์ วัฒนธรรมสตรีทอาร์ต และชายหาดที่มีแสงแดดเกือบตลอดทั้งปี

สำหรับนัทแล้ว แอลเอเป็นเมืองที่มีหลายมิติมากกก มีความคอนทราสต์กันอย่างสุดขั้ว ตั้งแต่ความหรูหราของเบเวอร์ลีฮิลส์ ไปจนถึงความฮิปสตรีทที่เวนิสบีช  มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก มีสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่ มีเที่ยวบินให้เลือกเยอะแยะเลย มักจะถูกจัดเป็นเมืองแรกหรือเมืองสุดท้ายในแพลนหากใครมาเที่ยวโรดทริปฝั่งตะวันตก (West Coast) จากเมืองไทยค่ะ มาชมที่เที่ยวลอสแอนเจลิสกันเลย


ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง : ลอสแอนเจลิส มีชื่อย่อสั้นๆ ที่คุ้นหูว่า LA เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐแคลิฟอร์เนีย (California) และตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตก (West Coast) ของสหรัฐอเมริกา ติดมหาสมุทรแปซิฟิกค่ะ ตัวเมืองกว้างใหญ่และแผ่ขยายพอสมควร ย่านเที่ยวห่างกันพอสมควรเลยค่ะ

อากาศ : แอลเอขึ้นชื่อเรื่องแดดดีเกือบตลอดปี (Sunny Southern California) อากาศอบอุ่นสบาย มีฤดูร้อนที่ร้อนแห้ง และฤดูหนาวที่เย็นสบายแต่ไม่ถึงกับหิมะตกค่ะ ช่วงน่าเที่ยวจะเป็น เมษา-พฤษภา และ กันยา-ตุลา ที่อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่ร้อนเกินไป และคนไม่แน่นเท่าช่วงซัมเมอร์ค่ะ ภูมิอากาศในแอลเอเอง อาจจะต่างกันได้นะคะ เช่นริมหาดมีลมอาจจะเย็นๆ พอเข้าหุบเขากลางเมืองอาจจะร้อนจัดได้เลยในวันเดียว

การเดินทางจากไทย : ปัจจุบันไม่มีบินตรงค่ะ ต้องเลือกสายการบินทรานสิทต่อเครื่อง 1 จุด (เช่น ผ่านไทเป, โซล หรือโตเกียว) ปลายทางลงที่สนามบินหลัก Los Angeles International Airport (LAX) แนะนำเทียบราคาและเวลาต่อเครื่องล่วงหน้าที่ Skyscanner.com หรือ Trip.com ได้เลยค่ะ

วีซ่า : ไปอเมริกาต้องใช้ วีซ่าท่องเที่ยวสหรัฐฯ (US Visa – Type B1/B2) ค่ะ

การเดินทางภายในเมือง : แอลเอเป็นเมืองที่คนขับรถกัน ทั้งนั้นเช่ารถขับก็จะสะดวกและทำเวลาได้ดีที่สุดค่ะ แต่ถ้าใครไม่ขับรถ ก็สามารถนั่ง LA Metro (รถไฟ/รถบัส) ได้ โดยซื้อบัตร TAP Card หรือแตะจ่ายผ่านแอปในมือถือได้เลย หรือจะใช้ Uber / Lyft เรียกสลับกันเพื่อเช็คราคาก็สะดวกดีค่ะ แอลเอเป็นเมืองรถติดช่วงคนไปทำงานและเลิกงานนะคะ ดังนั้น ไม่ว่าจะขับรถเอง ใช้บัส หรือ อูเบอร์ ก็ติดด้วยกันอยู่ดี ลองกะเวลากันดูดีๆ แล้วก็ช่วงค่ำๆ ในสถานีรถไฟใต้ดินคนไร้บ้าน จะค่อนข้างเยอะนะคะ ตัวสนามบินใหญ่ LAX จะมีรถชัทเทิลบัส FlyAway หรือรถไฟเชื่อมเข้าเมืองที่สะดวกค่ะ

อื่นๆ : การทิป > ร้านอาหารแบบ Sit-down ที่มีคนบริการ ต้องทิปเพิ่มจากราคาอาหารในบิลอีก 15% – 20%++ เสมอนะคะ ส่วนใหญ่เซฟๆ เค้าจะให้กัน 18% เป็นวัฒนธรรมที่นั่นเลยค่ะ

ภาษี > ราคาสินค้าและอาหารที่เห็นบนป้าย ยังไม่รวม Sales Tax อีกประมาณ 9.5% ซึ่งจะไปบวกเพิ่มตอนคิดเงินที่เคาน์เตอร์

เรื่องของกิน > หายห่วงเลยค่ะ แอลเอมี Thai Town ร้านอาหารไทยรสออริจินัลเพียบ รวมถึงปิ้งย่างเกาหลีใน Koreatown ที่ดีมาก และ Tacos เม็กซิกันตามฟู้ดทรัคริมทางที่ห้ามพลาดเลยค่ะ

แอลเอเป็นคอมมิวนิตี้ชาวไทยที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศไทยอีกด้วยค่ะ


ที่เที่ยวในลอสแองเจลิส

นัทแอบสารภาพตรงๆ ว่าอยู่แอลเอสั้นไปนิด แล้วรู้สึกว่ายังไปไม่ครบทุกที่เลยค่ะ เพราะเมืองใหญ่มาก แต่เท่าที่ได้ไปมา ก็ถือเป็นจุดไฮไลท์ และได้สัมผัสแอลเอหลายมุมเลยค่ะ แต่ละย่านแตกต่างกันจริงๆ สมเป็นเมืองที่ผสมผสานไปด้วยวัฒนธรรมหลากหลาย

ชายฝั่งของแอลเอนั้น ไล่มาตั้งแต่เมืองที่เราได้ยินชื่อบ่อยมากๆ อย่าง Malibu ลงไปจนถึง Long Beach ซึ่งช่วงที่นัทมาเป็นช่วงปลายซัมเมอร์ อากาศในเมืองร้อน แต่น้ำทะเลเย็นมากๆ ผู้คนนิยมมาเล่นเซิร์ฟ มีเส้นทางปั่นจักรยาน

1. Santa Monica

ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศชายหาดสไตล์แคลิฟอร์เนีย ต้องมาที่ Santa Monica เลยค่ะ ไฮไลท์สำคัญคือ Santa Monica Pier ท่าเรือไม้ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1909 เป็นที่ตั้งของ Pacific Park สวนสนุกริมทะเลสุดคลาสสิกที่อยู่บนท่าเรือเลย มี Pacific Wheel ชิงช้าสวรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก! แถมที่ปลายสะพานท่าเรือยังมีป้าย “Route 66 End of the Trail” ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของทางหลวงสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวมาจากชิคาโก ระยะทางกว่า 3,900 กิโลเมตร เป็นจุดที่นักเดินทางทุกคนต้องมาถ่ายรูปเช็คอินกันค่ะ

บรรยากาศเลียบหาด มีทั้งร้านค้า แหล่งช้อปปิ้งแบบ Walking Street มีคาเฟ่ ร้านอาหาร จะเช่าจักรยานปั่นเลียบชายหาดรับลมไปเรื่อยๆ ก็ดีงามมากค่ะ เราปั่นจักรยานยาวๆ มาจาก Venice Beach เลย บรรยากาศตอนเย็นดีเลย (แต่บางจุดจะมีคนไร้บ้านเยอะหน่อย แต่เค้าไม่ได้มาสนใจหรือยุ่งกับเรานะคะ)

2. Venice Beach

จาก Santa Monica ลงมาทางใต้เพียงนิดเดียว (เราปั่นจักรยานมา) จะพบกับ Venice Beach ที่เป็นหาดทรายยาวมากๆ แอบเล่าให้ฟังว่า ย่านนี้ถูกเนรมิตขึ้นโดยมหาเศรษฐีที่อยากจำลองเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี มาไว้ที่อเมริกา (ถ้าขับรถเข้าไปในย่านที่อยู่อาศัยจะยังเจอกลองขุดระบายน้ำ Venice Canals สวยๆ อยู่เลยค่ะ) แต่ปัจจุบัน เวนิสบีชได้กลายเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรมสตรีทอาร์ต ความฮิปสเตอร์ มีลานสเก็ตบอร์ดริมหาดที่มีคนมาเล่นอย่างคึกคัก

3. Beverly Hills

ย่านไฮโซที่เราเห็นในภาพยนต์หรือซีรีส์มาโดยตลอด ซึ่งต้องบอกว่า แถวนี้เป็นหนึ่งในย่านที่อสังหาริมทรัพย์ราคาแพงที่สุดในสหรัฐอเมริกา และก็เป็นย่านที่พอขับรถเข้ามาแล้ว รู้สึกได้เลยว่า ดูเป็นระเบียบ และแตกต่างกับหลายๆ ย่านในแอลเอมากจริงๆ ค่ะ แลนด์มาร์กหลักที่ห้ามพลาดคือ Rodeo Drive ถนนสายช้อปปิ้งความยาว 3 บล็อกที่เต็มไปด้วยช็อปดีไซเนอร์แบรนด์เนมระดับโลก ตกแต่งสไตล์ยุโรปงดงาม  ต้นปาล์มเรียงรายเป็นระเบียบสวยงามมาก ร้านอาหารเยอะมากๆ

คนนิยมไปถ่ายรูปตรงหัวมุม Two Rodeo Drive ที่จำลองตรอกสไตล์ยุโรปโบราณ มีบันไดหินอ่อนและน้ำพุ และถ้าใครอยากตามรอยภาพยนตร์เรื่อง Pretty Woman (1990) ก็สามารถแวะไปดูโรงแรม Beverly Wilshire ที่ตั้งอยู่ปลายถนน Rodeo Drive ได้เลยค่ะ

4. LACMA (Los Angeles County Museum of Art)

พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ที่นี่รวบรวมชิ้นงานศิลปะไว้มากกว่า 150,000 ชิ้น ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงศิลปะร่วมสมัย แต่สิ่งที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวและสายคอนเทนต์จากทั่วโลกให้มาเยือนคือผลงานประติมากรรมจัดแสดงกลางแจ้งที่ชื่อว่า “Urban Light” ผลงานของศิลปิน Chris Burden ที่นำเอาเสาไฟถนนโบราณทำจากเหล็กหล่อในยุค 1920s – 1930s จำนวน 202 ต้นที่เคยใช้งานจริงตามท้องถนนในแอลเอและเมืองใกล้เคียง มารวบรวม บูรณะ และจัดเรียงเข้าด้วยกันเป็นระเบียบคล้ายกับวิหารกรีกโบราณ

เสาไฟเหล่านี้จะเปิดไฟสว่างไสวพร้อมกันในตอนเย็นข้ามไปจนถึงตอนเช้ามืดด้วยนะคะ เป็นแลนด์มาร์กของแอลเอที่สายถ่ายภาพต้องห้ามพลาดเด็ดขาดค่ะ!

5. Griffith Observatory

พิพิธภัณฑ์ดาราศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนลาดเขาทางใต้ของ Mount Hollywood ที่นี่วิวอลังการมากกก เพราะสามารถมองเห็นวิวเมืองแอลเอได้แบบ 360 องศา และเห็นป้าย Hollywood Sign ได้อย่างชัดเจน ตัวอาคารสร้างเสร็จในปี 1935 ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Art Deco ผสม Beaux-Arts ที่ดูคลาสสิก พิพิธภัณฑ์นี้ถูกสร้างโดย Griffith J. Griffith ที่อยากให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาศึกษาเรื่องดาราศาสตร์ได้ฟรีๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันด้านในก็ยังเปิดให้เข้าชมฟรีอยู่ค่ะ (ยกเว้นรอบชมท้องฟ้าจำลอง Samuel Oschin Planetarium ที่ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม)

นอกจากเรื่องวิทยาศาสตร์แล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดระดับตำนานมากมาย อย่างฉากเต้นรำสุดโรแมนติกท่ามกลางแสงดาวในภาพยนตร์เรื่อง La La Land (2016)

6. Hollywood sign

แลนด์มาร์กที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกภาพยนตร์ ตัวอักษรสีขาวขนาดยักษ์สูง 14 เมตร และนัทอ่านเจอมาว่า ป้ายนี้แท้จริงแล้วไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อโปรโมตอุตสาหกรรมภาพยนตร์ตั้งแต่แรกนะคะ ในปี 1923 ตัวอักษรเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อโฆษณาโครงการหมู่บ้านจัดสรรโดยคำดั้งเดิมคือคำว่า “HOLLYWOODLAND” และตั้งใจติดไว้เพียงแค่ปีครึ่งเท่านั้น แต่พออุตสาหกรรมหนังฮอลลีวูดเข้าสู่ยุคทองในช่วงทศวรรษ 1930 ป้ายนี้ก็กลายเป็นภาพจำของความสำเร็จและชื่อเสียงระดับโลกไปโดยปริยาย

ต่อมาในปี 1949 สมาคมหอการค้าฮอลลีวูดได้เข้ามาช่วยบูรณะป้ายที่เริ่มทรุดโทรม และได้ทำการถอดคำว่า “LAND” ออก เพื่อให้สะท้อนถึงเขตฮอลลีวูดทั้งหมด ไม่ใช่แค่โครงการบ้านจัดสรร ปัจจุบันตัวป้ายที่เราเห็นอยู่คือป้ายเวอร์ชันเหล็กกล้าที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดในปี 1978 ใครสายลุยสามารถเดินเทรลขึ้นเขาไปตามเส้นทาง Brush Canyon Trail หรือ Innsdale Trail เพื่อไปถ่ายรูปคู่กับป้ายในมุมที่ใกล้ที่สุดได้ค่ะ

7. Hollywood Walk of Fame & TCL Chinese Theatre

จุดเช็คอินที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของแอลเอไปแล้ว ถนนสายเกียรติยศ Hollywood Walk of Fame ปัจจุบันมีดาวหินอ่อนสีชมพูประดับขอบทองเหลืองมากกว่า 2,700 ดวง ทอดยาวไปตามฟุตบาท ขอบอกว่าดาราที่จะได้มีชื่อสลักอยู่บนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนะคะ ต้องได้รับการเสนอชื่อและจ่ายค่าธรรมเนียมสนับสนุนการดูแลรักษาด้วยค่ะ เดินถัดมาอีกนิดจะเจอกับ TCL Chinese Theatre โรงละครรูปทรงศาลเจ้าจีนโบราณที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1927 ไฮไลท์ของโรงละครจีนคือรอยประทับมือและเท้าของซุปตาร์ระดับโลกบนพื้นซีเมนต์ค่ะ

8. Downtown LA (DTLA)

เปลี่ยนบรรยากาศจากชายหาดและต้นปาล์ม เข้าสู่ย่านตึกระฟ้าใจกลางเมือง Downtown LA (DTLA) ย่านนี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ในอดีตช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แถบ Historic Core ของดาวน์ทาวน์เคยเป็นศูนย์กลางโรงละครที่คึกคักมาก ก่อนจะประสบปัญหาย่านเสื่อมโทรมไปยุคหนึ่ง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ย่านนี้ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง แถบนี้มีร้านอาหารฮิปๆ บาร์ลับ ตึกเก่ามากมาย

เที่ยวชมตึกสไตล์ Art Deco สวยๆ สลับกับตึกกระจกโมเดิร์นสูงระฟ้า มีข้อควรระวังคือย่านนี้จะมีคนไร้บ้านค่อนข้างหนาแน่น โดยเฉพาะรอบๆ ย่าน Skid Row ที่ควรหลีกเลี่ยง ส่วนตัวนัทไม่กล้ามากลางคืนนะคะ (ถึงตอนขับรถผ่านจะเห็นว่ามีคนเดินไปมาใช้ชีวิตปกติ แต่นัทรู้สึกไม่สบายใจเลย)

9. The Broad

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ระดับโลกตั้งอยู่บนถนน Grand Avenue ในย่าน DTLA เปิดตัวในปี 2015 ด้านในจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยกว่า 2,000 ชิ้น มีงานของศิลปินระดับโลกอย่าง Jeff Koons, Jean-Michel Basquiat, Andy Warhol และ Roy Lichtenstein

10. Walt Disney Concert Hall

ตั้งอยู่ข้างๆ พิพิธภัณฑ์ The Broad เลยค่ะ เดินถัดมานิดเดียวก็จะเจอกับสถาปัตยกรรมสุดล้ำหน้าตาแปลกตาคล้ายกับใบเรือเหล็กกล้าไร้สนิมที่กำลังโต้ลม Walt Disney Concert Hall คือฮอลล์แสดงคอนเสิร์ตวงออเคสตรา (LA Philharmonic) ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังระดับโลก Frank Gehry และเปิดให้บริการในปี 2003 ด้านในฮอลล์นอกจากจะออกแบบระบบอคูสติกเสียงได้เพอร์เฟกต์โดยผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น Yasuhisa Toyota แล้ว ภายนอกยังมีทางเดินให้เราขึ้นไปเดินเล่นถ่ายรูปชมโครงสร้างเหล็กเท่ๆ ได้ฟรีด้วยค่ะ

11. The Last Bookstore

นี่คือร้านหนังสืออิสระที่ใหญ่ที่สุดในรัฐแคลิฟอร์เนีย และติดอันดับร้านหนังสือที่สวยที่สุดในโลกด้วยค่ะ! The Last Bookstore ตั้งอยู่ในตึกธนาคารเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีในย่าน Downtown LA ชื่อของร้านเป็นเหมือนการประชดว่า คนจะไม่อ่านหนังสือแล้ว และเป็นยุคดิจิตัลไปแล้ว แต่ร้านนี้คึกคักมากๆ นะคะ ด้านในชั้นล่างจะขายหนังสือใหม่ หนังสือมือสอง และแผ่นเสียงไวนิลเก่าแก่หายาก

พอเดินขึ้นไปชั้นสอง จะเจอกับ Labyrinth เป็นโซนหนังสือมือสองราคาประหยัดที่จัดเรียงอย่างสร้างสรรค์ มีทั้งอุโมงค์หนังสือยักษ์ ที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปเช็คอิน คลังหนังสือเก่าที่ซ่อนตัวอยู่ด้านในห้องเซฟนิรภัยเก่าของธนาคาร และชั้นหนังสือที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ เดินเพลินมากกก  สายถ่ายรูปและคนรักหนังสือต้องหลงรักแน่นอน

12. MOCA (The Museum of Contemporary Art)

ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวในลอสแอนเจลิสที่อุทิศให้กับการจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยเพียงอย่างเดียว คอลเลกชันงานศิลปะของ MOCA จะเน้นงานศิลปะตั้งแต่ปี 1940 เป็นต้นมา มีชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซของ Mark Rothko, Jackson Pollock และ Willem de Kooning บรรยากาศด้านในจะมีความเงียบสงบ เดินเสพงานศิลปะได้แบบใช้สมาธิและอินไปกับมันได้มากกว่า เหมาะสำหรับคนที่ชอบงานศิลปะแนว Abstract Expressionism และ Pop Art ขนานแท้ค่ะ

13. In-N-Out Burger

ปิดท้ายทริปแอลเอด้วยของกินที่เป็นซิกเนเจอร์และสัญลักษณ์ของฝั่ง West Coast อเมริกาค่ะ จุดเด่นที่ทำให้ In-N-Out ชนะใจคนทั้งโลกคือ “ความสดใหม่” ทางแบรนด์มีกฎเหล็กว่าจะไม่มีการใช้เนื้อแช่แข็ง ผักทุกอย่างต้องหั่นสดๆ วันต่อวันในร้าน และมันฝรั่งทอดก็คือการนำมันฝรั่งเป็นหัวๆ เข้าเครื่องตัดและทอดให้เห็นกันตรงนั้นเลยค่ะ

เวลาสั่งอาหาร เมนูบนป้ายจะมีแค่ เบอร์เกอร์, ชีสเบอร์เกอร์, ดับเบิ้ล-ดับเบิ้ล และเฟรนช์ฟรายส์ เท่านั้น แต่ต้องไปดูตามโซเชียลมีเดีย จะมี Secret Menu อยู่ เมนูฮิตคือการสั่งแบบ “Animal Style” พนักงานจะทำการราดซอส Thousand Island ท็อปด้วยชีสเยิ้มๆ และหอมใหญ่ผัด Caramelized onions มาค่ะ

14. Disneyland

มาเที่ยวแอลเอทั้งที ถ้ามีเวลา เราขอแนะนำให้ไป Disneyland Resort เมืองอนาไฮม์ (Anaheim) ที่ห่างออกไปประมาณชั่วโมงนึงด้วยค่ะ ที่นี่คือ ดิสนีย์แลนด์แห่งแรกของโลก เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1955 และเป็นสวนสนุกเพียงแห่งเดียวที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ภายใต้การดูแลของคุณ Walt Disney ตัวจริง บรรยากาศจึงอบอวลไปด้วยมนต์ขลังแบบออริจินัลดั้งเดิมมากๆ โดยด้านในจะแบ่งออกเป็น 2 สวนสนุกหลักๆ คือ Disneyland Park สวนสนุกสุดคลาสสิกที่มีปราสาทเจ้าหญิงนิทราสุดน่ารักและโซน Star Wars: Galaxy’s Edge ที่จำลองออกมาได้ล้ำโลกและอลังการมากกก ส่วนอีกฝั่งคือ Disney California Adventure Park ที่จะโมเดิร์นและตื่นเต้นขึ้นมาหน่อย มีไฮไลท์คือโซน Cars Land และ Avengers Campus ทั้งหมดนัทเขียนไว้ในรีวิวฉบับเต็ม [รีวิว] พาเที่ยว Disneyland Park แคลิฟอร์เนีย รวมทุกสิ่งที่ควรรู้ก่อนไป ดิสนีย์แลนด์ อเมริกา!!


ที่พักในแอลเอ

ไปแอลเอพักที่ไหนดี ขอแนะนำย่านปลอดภัยและย่านที่ต้องระวังในแอลเอค่ะ

ถ้ามาเที่ยวครั้งแรก เน้นเดินทางสะดวก มีรถไฟตัดผ่านและใกล้ที่เที่ยวหลัก ก็พักแถว Hollywood ก็ได้ค่ะ ย่านที่โอเคและหรูหราคลีนสุดๆ คือ Beverly Hills, West Hollywood (WeHo) และ Culver City มีความสะอาด ความปลอดภัยสูง โรงแรมห้าดาวและคาเฟ่เก๋ๆ จะมาอยู่กันแถวนี้ค่ะ เวลาเดินเราก็จะรู้สึกว่าปลอดภัยกว่าย่านอื่นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ

อีกย่านที่เป็นแหล่งของกินและคนไทยคนเอเชียชอบไปพักคือ Koreatown (K-town) คึกคัก หาของกินง่ายมากตอนดึกๆ ปิ้งย่างเกาหลีเปิดโต้รุ่งเพียบ แต่อาจจะต้องเลือกโรงแรมที่ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่และรีวิวดีๆ หน่อยค่ะ

แอลเอมีปัญหาคนไร้บ้านเยอะมากนะคะ จริงๆ Santa Monica หรือ Venice Beach ค่ะ บางคนก็ชอบ แต่นัทว่าก็ยังเจอโฮมเลสค่อนข้างเยอะ นอกจากนี้คือ พยายามหลีกเลี่ยงย่าน Skid Row ในตัวเมืองเด็ดขาด (เป็นย่านที่มีคนไร้บ้านหนาแน่นมาก) และพยายามอย่าเดินผ่านซอยเปลี่ยวๆ ในตอนกลางคืน ให้อยู่ในฝั่งย่านท่องเที่ยวหลักๆ ไว้ก่อนนะคะ


สำหรับใครที่หาตั๋วเครื่องบินและที่พักราคาถูกอยู่ก็ไปเทียบราคาได้ที่ Trip.com นะคะ คลิ๊กที่นี่ได้เลย!!!

หากชอบรีวิว อย่าลืมกดไลค์เพจ และ ติดตามไอจี @eatchillwander ด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่า

 




ติดตาม Eat Chill Wander ได้ที่
Facebook : Eat Chill Wander
Instagram : @eatchillwander
Twitter : @eatchillwander
Youtube : Eat Chill Wander
Website : www.eatchillwander.com 

error: