ลุยเดี่ยวเที่ยว San Francisco เมืองหลากวัฒนธรรม กับ 20 ที่เที่ยว ครบรส [เที่ยวอเมริกาด้วยตัวเอง]

ซานฟรานซิสโก (San Francisco) อีกหนึ่งเมืองใหญ่ที่เราคุ้นชื่อกันดี เมืองนี้ตั้งอยู่กลางๆ ค่อนไปทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองซานฟรานซิสโกนั้น ถือเป็นเมืองที่มีความหลากหลายสูงมากๆ มีหลากหลายวัฒนธรรมและชุมชน จากการเข้ามาอยู่ของผู้คนในยุคตื่นทอง (Gold Rush) ทำให้เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐ และกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจ

ปัจจุบัน ซานฟรานซิสโก ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่อากาศดีตลอดทั้งปี มีที่เที่ยวหลากหลาย เที่ยวคนเดียวสบายๆ ครั้งนี้นัทอยู่ประมาณ 2-3 วัน (แต่อันนี้กลับไปครั้งที่สองแล้วค่ะ) เลยขอเก็บ ที่เที่ยว ใน San Francisco มาฝากค่า


ข้อควรรู้ก่อนเดินทางไป ซานฟรานซิสโก

การเดินทางสู่ซานฟรานซิสโก – สนามบินซานฟรานซิสโกใช้ตัวย่อว่า SFO ค่ะ นั่งรถไฟเข้าเมืองได้ง่ายๆ เลย ตอนนี้ยังไม่มีเที่ยวบินบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปซานฟราน ส่วนใหญ่จะเป็นการเปลี่ยนเครื่องที่ ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น หรือ เกาหลี ซึ่งจริงๆ เวลาดีมากๆ เลยนะคะ เพราะว่า บินไม่เหนื่อยเกินไป มีมากมายหลายสายการบิน ทั้งสายการบินตามประเทศที่กล่าวมา และ สายการบินของอเมริกาเองค่ะ

ซึ่งแนะนำให้หาผ่านแอพ เพื่อจะได้เปรียบเทียบเวลาบินและราคานะคะ ปกตินัทใช้ Traveloka เพราะเลือกสายการบินที่ชอบ ราคาถูกใจ และยังสามารถจองแบบการันตีคืนเงินได้ หากเปลี่ยนใจก็คืนเงินได้เลยค่ะ

จองตั๋วเครื่องบินไปสหรัฐอเมริกา กับ Traveloka Travel & Lifestyle Super App > https://www.traveloka.com/th-th/flight/country/united-states-of-america

เช็คมาตรการสนามบินก่อนเดินทางไปสหรัฐอเมริกา กับ Traveloka Travel & Lifestyle Super App ได้ที่นี่

วีซ่า – ใช้วีซ่าท่องเที่ยวอเมริกาค่ะ สามารถอ่านวิธีการได้บนเว็ปทางการ https://www.ustraveldocs.com/th/th-niv-visaapply.asp เลยนะคะ ส่วนตัวครั้งแรกขอตามปกติได้มา 10 ปี และพอหมดอายุ ปีล่าสุดก็เพิ่งต่อทางไปรษณีย์ ก็ได้วีซ่ามาอีก 10 ปีเรียบร้อยค่ะ

วีซ่าอเมริกา อยู่ในเล่มเก่า แต่พาสพอร์ทเปลี่ยนเล่ม? หากใครสงสัยเรื่องเปลี่ยนเล่มพาสพอร์ต เราสามารถนำหนังสือเดินทางเล่มที่มีวีซ่าอเมริกา กับ เล่มล่าสุด เดินทางได้เลยค่ะ — เราเดินทางคนเดียว ไม่มีปัญหาอะไรนะคะ ตม. ถามเยอะทุกครั้งที่นัทมา แต่ออกแนวชวนคุยมากกว่าค่ะ ไม่ได้มีคำถามเป็นแพทเทิร์น

ที่พัก – ย่านที่โรงแรมเยอะที่สุด และนัทรู้สึกว่ามีมาตรฐาน รอบๆ ค่อนข้างปลอดภัยคือแถวๆ Union Square, Financial District แล้วก็ SoMA ค่ะ (แล้วก็ไม่อยู่บนเนินด้วย อย่าง Nob Hills ก็มีโรงแรมน่าอยู่นะคะ แต่เนินคือสูงมาก ที่จอดรถก็หายากค่ะ) แถวๆ Chinatown ก็จะคึกคักจอแจ แล้วก็อาจจะดูไม่โมเดิร์นมาก แต่ราคาถูกลงมาหน่อยค่ะ ส่วนแถวๆ Fisherman’s Wharf จริงๆ ถือว่าใกล้แค่ย่านตัวเอง แต่ไกลจากย่านอื่นนิดนึง และราคาค่อนข้างสูงค่ะ Union Square จะถือว่าอยู่กลางเมืองมากกว่า สะดวกกว่า

การเดินทางในซานฟราน – ซานฟรานซิสโกมีระบบขนส่งสาธารณะที่ค่อนข้างครอบคลุมเลยค่ะ โดยทั่วไปจะมีรถราง รถไฟ แล้วก็รสบัสค่ะ ทั้งหมดนี้อยู่ในระบบที่ชื่อ MUNI และ BART ซึ่งค่าตั๋วจะอยู่ที่ครั้งละ 3$ และ 8$ สำหรับรถราง ต่อหนึ่งขา หรือจะซื้อเป็นตั๋ววันจะอยู่ที่ 24$ และ สามวัน 36$ ค่ะ มีรถไฟออกจากสนามบินเข้าเมืองเลย โดยรวมสามารถกดดูว่าจะไปไหนยังไงจากกูเกิ้ลแมพได้เลยค่ะ ค่อนข้างตรงเวลาเลย

เที่ยวฤดูไหนดี? – จริงๆ San Francisco ถือเป็นเมืองอากาศดีทั้งปีค่ะ แบบกลางวันฤดูหนาว อาจจะหนาวสุดแค่ 10 องศา แล้วฤดูร้อน ร้อนสุดประมาณ 25 องศา ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ฟ้าปิดหรือเปิดมากกว่า ถ้าวันไหน ไม่มีแดด หมอกลง ก็จะรู้สึกหนาวเย็น (แต่ไม่ได้โหดแบบฤดูหนาวที่หิมะตก) วันไหนแดดออกฟ้าใส ก็จะเห็นคนมานั่งอาบแดดกัน ดังนั้น ปัจจัยอาจจะไม่ใช่อากาศ ช่วงที่ควรเลี่ยงก็น่าจะเป็นช่วงหยุดหยาว เช่น Spring Break, ซัมเมอร์ (กค.-สค.) แล้วก็ Winter Break ซึ่งก็เป็นไฮซีซั่นของเกือบทุกที่ในโลกค่ะ

Eat Chill Wander’s Tips

– อยู่ที่นี่เดินค่อนข้างเยอะ แม้จะมีรถรางกับรถบัสเกือบทุกจุด บางทีเดินไปก็อาจจะเร็วกว่า หรือ แม้แต่จะเช่ารถขับ บางทีก็ต้องจอดแล้วเดินเที่ยวเอาเหมือนกันค่ะ เพราะบางย่านกว่าจะวนหาที่จอดได้ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ เตรียมรองเท้าดีๆ ไปนะคะ

– นัทเคยถามเพื่อนที่อยู่ที่นี่ ไม่ค่อยมีใครแนะนำให้เช่ารถเที่ยวในซานฟรานเท่าไหร่ เพราะเรื่องหาที่จอดยาก และหลังๆ เราจะได้ยินเรื่องนักท่องเที่ยวโดนทุบรถกันบ่อยมากอีกด้วยค่ะ แต่ก็จะสะดวก เพราะบางทีแต่ละจุดท่องเที่ยวก็อยู่ค่อนข้างไกลกัน ถ้ามีรถก็จะไปได้หลายย่านมากกว่าและเร็วกว่าบัสเยอะค่ะ

– ที่นี่บังคับให้ทิปนะ คือทิปไม่รวมอยู่ในราคา 15-20% ถ้าให้แบบไม่น่าเกลียดคือ 18% บางร้านเค้ายอมให้พนักงานออกมาตามทิปได้ ถ้าเราไม่ให้ / ถ้าซื้อกาแฟ ไอติม ก็ให้ไป 1$

– ส่วนเวลาไปซื้อของ ป้ายราคาที่เห็นคือยังไม่รวม sales tax นะคะ ซึ่งจะอยู่ประมาณ 8-9% แนะนำให้เช็คอัพเดทอีกทีค่ะ

– รีวิวนี้ นัทเดินเล่นทีละย่าน แต่มีบางที่ที่ต้องนั่ง Uber/Lyft ไปเลยค่ะ นัทมีเวลาค่อนข้างจำกัด เพราะจะลงไปโร้ดทริปต่อเมืองอื่น เลยเที่ยวจบภายใน 2-3 วัน แต่ที่เห็นในรีวิวนี้ จริงๆ สามารถอยู่ได้เป็น 4-5 วันเลย หรือยิ่งใครสายมิวเซียม สายคาเฟ่ สายช้อปปิ้ง ก็สามารถใช้เวลานานกว่านี้ได้อีกด้วยค่ะ

– ซานฟรานซิสโก มีปัญหาเรื่องค่าเช่าที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากๆ ทำให้มีโฮมเลสเยอะมากค่ะ เยอะมากกกกก อยากแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้ไม่ตกใจ แต่โดยทั่วไป นัทไม่ได้รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยค่ะ


Day 1 : Icons of San Francisco

Breakfast in China Town

อาจจะฟังดูงงๆ ว่ามาเหยียบแผ่นดินอเมริกาทั้งที มาทานอาหารจีนเนี่ยนะ!! จริงๆ แล้ว Chinatown ที่ซานฟรานซิสโกนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวมาเยือนกันเยอะไม่แพ้สะพานโกลเด้นเกทเลยค่ะ ไชน่าทาวน์ที่นี่นั้น เป็นไชน่าทาวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในฝั่งอเมริกา และเป็นหนึ่งในไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยค่ะ

นักท่องเที่ยวหลายคนมา walking tour หรือ เที่ยวกันทั้งวันเลย เพราะมีอาคารทางประวัติศาสตร์มากมาย มีของกิน มีร้านค้าน่าสนใจ (แต่จริงๆ สำหรับพวกเราก็จะมีความชินกับเยาวราชอยู่แล้ว) อย่างตรงตลาดของสด ก็มีวัตถุดิบพวกซีฟู้ดหรือผักที่เราไม่เคยเห็นเยอะนะคะ อย่างไรก็ตาม หากใครดูหนังฮอลลีวู้ดก็จะเห็นถึงวัฒนธรรมจีน-อเมริกันอยู่เรื่อยๆ หลายๆ วัฒนธรรมก็เริ่มฮิตจากในอเมริกาอย่าง คุ้กกี้เสี่ยงทาย หรือ fortune cookie บางคนก็จะไปทัวร์ดูโรงงานกัน

ส่วนเราก็มาทานติ่มซำยามเช้า เหมาะที่สุดแล้ว เพราะร้านเยอะมาก นัทเลือกร้านฮิตที่คนต่อคิวรอค่ะ ติ่มซำอร่อยจริง ราคาไม่แรงด้วยค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีที่นั่งนะคะ ต้องเทคอะเวย์ค่ะ

จริงๆ ติดๆ กับไชน่าทาวน์จะมีย่าน Little Italy ด้วยค่ะ

นัทมานั่งทานที่สวน แอบเห็น Coit Tower อยู่ด้านหลังด้วย Coit Tower เป็นอีกจุดที่สามารถซื้อบัตรขึ้นไปชมวิวได้ค่ะ

Say Hello to the Sea Lion at Pier 39

หลังจากนั่งทานอาหารเช้าเสร็จ เราก็ไปเดินเล่นกันที่ Pier 39 ค่ะ คือเมืองซานฟรานจะมีลักษณะเป็นแหลมยื่นออกมา ฝั่งนึงเป็นมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วเป็นอ่าวเข้าไป ทำให้ทางตะวันตก ทางเหนือ และ ทางตะวันออกของเมือง เป็นทะเลหมดเลย ส่วน Pier หรือ ท่าเรือนั้น จะอยู่ทางตะวันออกค่ะ ไล่ตั้งแต่ Pier 1 มาจนถึง Pier 45 ซึ่งในประวัติศาสตร์ก็มีความสำคัญทั้งเรื่องการประมง การส่งสินค้า ขนส่งสาธารณะ

โดยท่าที่ดังและกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ฮิตที่สุดในปัจจุบัน ก็คือ Pier 39 ค่ะ

Pier 39 นั้น เป็นจุดที่มองเห็นได้ทั้งสะพานโกลเด้นเกท สะพานเบย์บริดจ์ เห็นคุก Alcatraz และเหตุผลที่ทำให้ท่าเรือนี้ดังขึ้นมาจริงๆ ก็คือ สิงโตทะเลที่มานอนอาบแดดหลบผู้ล่า อยู่ที่ทุ่น K-Dock จนทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ไปเลยค่ะ

ตัว Pier 39 เอง ตอนนี้ก็ทำมาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขนม ตู้เกมส์ ร้านค้า มีเครื่องเล่นเล็กๆ ร้านขายของที่ระลึกเต็มไปหมดเลยค่ะ มาเดินเล่น ถ่ายรูปสนุกๆ กันได้

Visit The Alcatraz

หากใครมีเวลาและสนใจ คุกที่ว่ากันว่า รัดกุม ที่สุดในโลก ก็สามารถไปเยี่ยมชมกันได้นะคะ นัทเคยไปตอนเด็กๆ แล้ว ฟีลทัศนศึกษานิดนึง ทัวร์นึงจะใช้เวลาประมาณ 3 ชม รวมนั่งเรือไปกลับ ซึ่งเค้าก็จะพาชมห้องขังต่างๆ ห้องขังเดี่ยว พาไปดูว่าทำไมที่นี่เป็นคุกที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงที่สุดในโลก (หมายถึงปลอดภัยแบบนักโทษแหกไม่ได้เลย) และรวมไปถึงเรื่องราวของนักโทษดังๆ เช่น Al Capone เป็นต้นค่ะ

จริงๆ ไปแค่ Chinatown – Pier 39 – Alcatraz สำหรับบางท่านก็อาจจะหมดวันแล้วนะคะ ใครสายลึก ก็จัดแพลนหลวมๆ ได้นะคะ

เราเดินเล่นจาก Pier 39 ตรงมาเรื่อยๆ ย่านนี้ทั้งย่านเรียกว่า Fisherman’s Wharf ค่ะ เราเดินเลียบริมน้ำมาจนถึงร้านเบเกอรี่ชื่อดังของที่นี่ นั่นก็คือ Boudin Bakery ค่ะ

Grab the sourdough at Boudin

Boudin Bakery นั้นถือเป็นธุรกิจที่เปิดต่อเนื่องมายาวนานที่สุดของซานฟรานซิสโก เริ่มเปิดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1894 ซึ่งสาขา Fisherman’s Wharf นี้ จัดเป็นสาขาที่ใหญ่และทำร้านสวยมากๆ เลยค่ะ เมนูเด็ดของที่นี่คือ ขนมปังซาวโดห์ ที่อบใหม่ทุกวัน ข้างนอกกรอบ ข้างในเหนียวนุ่ม หอม ซึ่งวันนี้ ไหนๆ ก็เที่ยงแล้ว เราเลยทาน เมนู Clam Chowder อีกหนึ่งเมนูที่เริ่มมาจากฝั่งนิวอิงแลนด์ แต่ก็ฮิตมากๆ ที่ซานฟรานค่ะ ซุปข้นใส่หอยกับมันฝรั่ง เสิร์ฟในขนมปังซาวโดห์ เข้มข้นสุดๆ

ทานเสร็จ เราก็เดินเลียบน้ำเลยมาอีกนิดนึง ก็จะมาถึง Hyde Street ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสถานีรถราง หรือ Cable Car อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของซานฟรานเลยค่ะ

บรรยากาศระหว่างทางตั้งแต่ Pier 39 มาจนถึงตรงนี้ ก็จะประมาณนี้ค่ะ มีร้านค้าเรื่อยๆ เลย

Hop on the Cable Car 

รถราง หรือ Cable Car ของที่นี่มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1873 แล้วค่ะ เป็นระบบรถรางที่ยังควบคุมด้วยระบบ Manual ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ สร้างขึ้นมาเพื่อสามารถขึ้นลงเนินสูงชันของซานฟรานซิสโกได้จริงๆ แม้ทุกวันนี้ จะเหลืออยู่แค่ 3 สาย แต่ก็ควรไปลองขึ้นซักครั้ง เพราะเวลาขึ้นไปบนเนินก็จะเห็นวิวสวยๆ ของเมืองค่ะ

อย่างจุดนี้ นัทแนะนำให้ขึ้นจากตรงสถานีเริ่มต้น Hyde st & Beach st (ใกล้ๆ จะมีรางหมุนกลับรถ ของรถรางอยู่ด้วยนะคะ) แล้วไปลงที่สถานี Lombard Street กันค่ะ

Walk on Lombard Street

ถนน Lombard นี้เป็นถนนที่โค้งเยอะที่สุดในพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้แหล่ะค่ะ คือภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่า most crooked street แต่จะแปลว่าถนนที่คดเคี้ยวที่สุด เดี๋ยวจะนึกถึงแม่ฮ่องสอนกัน เอาเป็นว่า มันเป็นโค้งๆ แบบนี้ แปดโค้ง ลาดชันลงมา ตามในภาพนี้เลยค่า — แล้วถ้าสังเกต ทั้งซานฟราน ถนนตรงเป็นบล็อกๆ กันหมด มีเส้นนี้เส้นเดียวจริงๆ ค่ะ

Try some chocolate at Ghirardelli Square

เรานั่งรถรางกลับมาลงที่จุดเดิม เดินอีกนิดเดียว ก็จะถึง Ghirardelli Square ค่ะ จัตุรัสแห่งนี้ ปัจจุบันเป็นที่อยู่ของร้านอาหาร ร้านค้า และ โรงแรมค่ะ แต่ในอดีต ที่นี่เป็นโรงงานและสำนักงานใหญ่ของช๊อคโกแลตแบรนด์ Ghirardelli ค่ะ ซึ่งก่อตั้งโดยคนทำช๊อคโกแลตที่ย้ายถิ่นฐานมาจากอิตาลี ซึ่งก็กลายมาเป็นช๊อคโกแลตชื่อดังในปัจจุบันค่ะ

ในร้าน Ghirardelli เอง ก็จะมีมุมที่โชว์การทำช๊อคโกแลต แล้วก็มีเมนูไฮไลท์เป็น World Famous Hot Fudge Sundae ซึ่ง….​หวานมากค่ะ นัททานไม่ไหว แง อย่าหาสั่งกินคนเดียว

Grab some coffee at Philz

เข้าสู่ช่วงบ่ายๆ ขอหากาแฟทานกันหน่อยค่ะ วันนี้ ไม่ได้เลือกร้านน่ารักหรือฮิปเว่อ แต่ขอเลือก ร้านกาแฟง่ายๆ ที่เบสอยู่ที่ซานฟรานและมีสาขาทั่วเมืองเลยค่ะ ถึงจะเป็นร้านง่ายๆ (ซึ่งวันนี้ นัทมาซื้อที่สาขารถตู้ค่ะ) ก็มีกาแฟให้เลือกสิบกว่าเบลนด์ บดใหม่ และ ดริปให้ค่ะ แต่วันนั้น ร้อนมากๆ นัทเลยสั่งกาแฟเย็น ง่ายๆ เนี่ยแหล่ะ ซึ่งกาแฟเย็น ก็มีอีกหลายเมนูมากๆ (ไม่ใช่เมนูแบบ คาปูชิโน่ ลาเต้ ไรงี้นะคะ คือเค้าจะเป็นแบบ ใส่มิ้นต์ ใส่ขิง งี้ นัทสั่งกาแฟเย็นปกติคือ ครีมมี่ และ สมู้ท มากค่ะ คือนัทกินกาแฟใส่นมที่อื่นในอเมริกา เหมือนจะใส่ครีมมาด้วย มันหนักมาก แต่ของที่นี่คือกำลังดีเลย

Relax at the Palace of Fine Art

นัทเดินไปต่อที่ Palace of Fine Art ซึ่งไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแต่อย่างใดค่ะ ที่นี่เป็นสวนสาธารณะ ไม่ได้มีค่าเข้านะคะ ตัวโครงสร้างที่เห็นนั้น สร้างเลียนแบบสมัยกรีกโรมัน และ สร้างขึ้นเพื่องานแฟร์ในช่วงต้นปี 1900s ค่ะ ทุกวันนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่คนมาถ่ายภาพเยอะที่สุดในซานฟรานซิสโกเลย

See the Golden Gate Bridge

เข้าสู่ช่วงเย็นแล้ว ไปดูวิวสะพาน Golden Gate ที่เป็นแลนด์มาร์กของที่นี่กันค่ะ จริงๆ จุดชมวิวโกลเด้นเกทนั้น มีหลายจุดมากๆ เช่น ด้านหลังของ Golden Gate Bridge Welcome Center ซึ่งตรงนี้คือมุมโปสการ์ดเลยค่ะ หรือใครจะเดินข้ามสะพานก็ได้นะคะ ขานึงประมาณเกือบ 3 กม. ฝั่งตรงข้ามจะมีจุดชื่อว่า Battery Spencer ที่เห็นวิวสวยเหมือนกัน คือมองกลับมาเห็นวิวซานฟรานด้วย

แต่จุดที่เราไปคือ Baker Beach ค่ะ เป็นชายหาดจริงจัง แบบคนนอนอาบแดด อะไรแบบนี้เลยค่ะ

อ้อ ซานฟราน มีหมอกลงบ่อยมาก แล้วถ้าหมอกลงอ่ะค่ะ แม้ฟ้าจะใส และเราจะไปอยู่ใกล้ๆ ก็จะไม่เห็นอะไรเลย ดังนั้น พกดวงนิดนึงนะคะ


Day 2 : Explore the neighborhoods

Morning walk at Golden Gate Park

เช้าวันถัดมา นัทขอมาเดินเล่นที่สวนใหญ่ ซึ่งที่นี่มีขนาดใหญ่กว่า Central Park ที่นิวยอร์กอีกค่ะทุกคน คือสวนใหญ่แบบจะดูทั้งหมด นี่ต้องใช้เวลาเป็นวัน แม้จะชื่อ Golden Gate Park แต่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับสะพานโกลเด้นเกทนะคะ ภายในปาร์คนี้มีทั้งพิพิธภัณฑ์ สวนทิวลิป สวนญี่ปุ่น มีเรือนกระจก ใหญ่มากๆ ค่ะ ไฮไลท์ที่คนชอบไปจะเป็น Japanese Tea Garden สวนเซนใจกลางปาร์คเนี่ยแหล่ะค่ะ

Snap the IG shots at Mosaic Stairway

จุดนี้ ถือว่านอกเส้นทางนิดนึง ไม่ต้องมาก็ได้ค่ะ เป็นจุดที่คนมาถ่ายรูปลงไอจีกัน เพราะมีบันไดโมเสคสีสวย ดีไซน์สวย อยู่ค่ะ แต่อยู่ในย่านที่เป็นบ้านคน ไม่ได้มีแหล่งท่องเที่ยวอย่างอื่น ปักว่า Mosaic Stairway ก็เจอค่า

Enjoy the view from Twin Peaks

จากนั้นเราก็จะขึ้นไปที่จุดชมวิวที่เห็นวิวทั้งเมืองเลย ที่ชื่อว่า Twin Peaks เพราะมีสองเนินเขาอยู่ค่ะ ตรงนี้ บัสที่มาถึงใกล้ที่สุด ยังไงก็ต้องเดินขึ้นไปอีก 10 นาที เป็นเทรคออกกำลังกายสั้นๆ แต่ว่า เรียกอูเบอร์ขึ้นมาก็ได้ค่ะ จุดที่นัทมาชื่อว่า Christmas Tree Point ตรงเนินเอง มีเส้นทางเดินเทรลอยู่นะคะ เห็นคนมาเดินเยอะเลย

Visit The Castro

สถานีบัสที่ใกล้ที่สุด จริงๆ อยู่ที่ The Castro ซึ่งย่านนี้เป็นย่านที่ดังมากๆ จากการเป็นย่าน LGBTQ และมีขบวน Pride ที่ดังระดับโลกเลย สามารถมาแฮงค์เอาท์กันได้ค่ะ หากอยากมาให้ถึงแก่น ก็อาจจะต้องมาเที่ยวกลางคืน ตามบาร์ต่างๆ ซึ่งก็มีทั้งเกย์บาร์ เลสเบี้ยนบาร์ แต่เป็นที่สำหรับทุกคนค่ะ ทุกคนไปแฮงค์เอาท์ได้หมด

Hang out around the Haight Street

ย่านนี้เป็นอีกย่านที่มีชื่อเสียง และเป็นเหมือนจุดรวมตัวของมูฟเม้นท์ต่อต้านสังคมในยุค 1960s อย่าง Hippies หรือ วัฒนธรรมบุปผาชน ซึ่งทำให้ย่านนี้ มีสีสัน มีความฟุ้งๆ มีสัญญะของความอิสระเสรี และเป็นย่านที่มีร้านค้า คาเฟ่ ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ เหมือนเป็นธีมฮิปปี้ไปหมดเลยค่ะ

The Painted Ladies & Alamo Square

มาถึง ซานฟรานซิสโกจะขาดภาพนี้ไม่ได้ค่ะ นัทจะบอกว่า ที่เขียนมาข้างต้นของวันที่สองทั้งหมดนะ ถ้าไม่ทันหรือไม่อิน ไม่ต้องไปก็ได้ค่ะ แต่ภาพนี้น่าจะเป็นมุมโปสการ์ดของซานฟรานเลย!! จริงๆ ตรงนี้ไม่มีอะไรเลยนะคะ เป็นบ้าน 7 หลังเรียงกัน แต่เรียงกันได้เพอร์เฟคท์มาก ไล่ระดับลงมา สีสันสวยงาม ทุกวันนี้ก็เป็นบ้านคน มีเจ้าของ ฝั่งตรงข้ามเป็นสวนสาธารณะ

ถามว่ามีเรื่องเล่ามั้ย จริงๆ บ้านในสไตล์ Victorian และ Edwardian แบบนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ ของความรุ่งเรืองในสมัยขุดทองค่ะ ด้วยความที่เงินสะพัดมากๆ จึงเกิดการทำบ้านที่ตกแต่งอย่างปราณีต ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่บ้าน 7 หลังนี้ แต่หมายถึง บ้านอื่นๆ ที่ตกแต่งแบบนี้ด้วยค่ะ

Shopping at Union Square

หากใครอยากช้อปปิ้งในซานฟรานซิสโก ทั้งแบรนด์ luxury และ สตรีท เครื่องสำอาง แบรนด์ฝั่งอเมริกาต่างๆ รอบๆ Union Square ถือว่ามีค่อนข้างครบเลยค่ะ ทั้งถนน Geary, Powell, Market แล้วย่าน SoMA ก็แหล่งแฮงค์เอาท์เพียบ ห้างแบบ Neiman Marcus, Macy’s, Bloomingdale’s อยู่แถวนี้หมดเลยค่า ช้อปได้เป็นวัน

California & Stockton

จริงๆ ตรงนี้คือใกล้ Chinatown ที่เราไปวันแรกเลยนะคะ เป็นเหมือนจุดถ่ายรูปมากกว่า แต่คนฮิตมาถ่ายรูปกันมากๆ เพราะเป็นถนนที่เห็นความเป็นซานฟรานชัดมาก ทั้งเนินที่สูง ตึกใหม่ ตึกเก่า รถราง ทะเล แต่ถ่ายยากนิดนึงค่ะทุกคน เพราะมีความกลางถนนอยู่

Watch Sunset at Bernal Heights

อันนี้ก็นอกเส้นทางอีกแล้ว แต่เป็นความไฟท์ส่วนตัว ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยมากๆ ในซานฟรานซิสโกค่ะ เป็นมุมที่เห็นกว้างกว่า Twin Peaks อีก แต่นัทว่า ไกลนิดนึง ถ้าไม่มีรถคือลำบากประมาณนึงเลยค่ะ


จบจากการเที่ยว San Francisco นัทก็ลงไปเที่ยว แอลเอ ต่อ ติดตามตอนต่อไปเร็วๆ นี้นะคะ

นอกจากนี้ สามารถตามไปอ่านบทความไปเที่ยวต่างประเทศ กันได้ที่นี่ >  https://www.traveloka.com/th-th/flight/travel-global

หากชอบรีวิว อย่าลืมกดไลค์เพจ และ ติดตามไอจี @eatchillwander ด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่า

 




ติดตาม Eat Chill Wander ได้ที่
Facebook : Eat Chill Wander
Instagram : @eatchillwander
Twitter : @eatchillwander
Youtube : Eat Chill Wander
Website : www.eatchillwander.com

error: