Klook.com

[รีวิว] Four Seasons Resort Chiang Mai พักผ่อนอย่างหรูหรา ท่ามกลางธรรมชาติ บนถนนสายแม่ริม จ.เชียงใหม่

หากถามว่า เราชอบรีสอร์ทไหนในเชียงใหม่มากที่สุด ‘โฟร์ซีซั่น รีสอร์ท เชียงใหม่ (Four Seasons Resort Chiang Mai)’ จะเป็นหนึ่งในตัวเลือก ที่ติดอันดับต้นๆ ในใจเราเสมอมา นั่นก็เพราะเพียงก้าวเข้ามาภายในรีสอร์ทแห่งนี้ เราจะสัมผัสได้ถึงความเขียวขจี อากาศสดชื่น วิวท้องนาและภูเขาที่ทำให้จิตใจเราผ่อนคลายได้ทุกครั้ง แม้เราจะเห็นรีวิวคนไทยไม่มากนัก แต่สื่อต่างชาติหลายสำนักให้ที่นี่ติดอันดับท็อป รีสอร์ทในเมืองไทยเลยค่ะ

และนัทคิดว่า ความประทับใจนั้น ไม่ใช่แค่ความสวยงามของวิวทิวทัศน์หรือความอลังการของสถานที่ แต่เป็นความเอาใจใส่ การดูแลและการบริการ ตั้งแต่สมัยเราเด็กๆ ยังจำได้ว่า เวลามาทานข้าวกับที่บ้าน พี่ๆ พนักงานจะคอยมาดูแล เอากระดาษมานั่งเล่นวาดรูประบายสีด้วย มีเจ้าควายตัวโตและควายเผือก พี่เท่ห์ พี่โทน มาคอยต้อนรับอยู่หน้ารีเซปชั่นเสมอ

ทุกครั้งที่ต้องการหาความสงบและความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะช่วงเทศกาล เราก็มักจะหลบมาพักผ่อนที่นี่ ทำให้เข้าใจเลยว่า ทำไม เซเลบริตี้ทั่วโลก จึงชอบมาพักที่นี่ (ถ้าพักพูลวิลล่า ทางรีสอร์ทมีทางเข้าแยกเป็นส่วนตัวด้วยนะคะ)

การที่ ‘โฟร์ซีซั่น รีสอร์ท เชียงใหม่ (Four Seasons Resort Chiang Mai)’ มีทุ่งนาอันกว้างใหญ่ มีเจ้าควายและควายเผือกคอยต้อนรับนั้น ไม่ได้ทำเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่นี่เป็นสิ่งที่ทางรีสอร์ท ต้องการที่จะถ่ายทอด โดยเฉพาะกับแขกต่างชาติ ทางรีสอร์ทอยากให้วัฒนธรรม การปลูกข้าว วิถีชีวิตของชาวนา ชาวบ้าน ความเชื่อต่างๆ ของไทย ถูกนำเสนอออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ลุงป้า พี่น้อง พนักงานที่นี่ หลายท่านเป็นคนแถวนี้ และทำงานที่นี่กันนาน ก็จะมีความผูกพันกับสถานที่มากๆ

ส่วนตัวเราเอง ก็มีหลายอย่างที่ยังไม่เคยทำ อย่างการอาบน้ำควาย เป็นกิจกรรมที่น่ารักมากๆ

เห็นชื่อ “โฟร์ซีซั่น” ก็น่าจะการันตีมาตรฐานการบริการได้อยู่แล้ว แต่นัทขอยืนยันเลยว่า ที่นี่บริการดีสมชื่อ ไม่แพ้โฟร์ซีซั่นที่อื่นในโลกแน่นอนค่ะ

ในขณะที่เราเดินทางมาถึง เช็คอิน และ ทำการตรวจเช็คอุณหภูมิร่างกาย ทางรีสอร์ทก็ได้เตรียม สเปรย์แอลกอฮอลล์ ทิชชู่เปียก และ หน้ากากอนามัย มาให้เราเป็นที่เรียบร้อย ใส่ใจรายละเอียดดีมาก

กิจกรรมที่ประทับใจ น้องดูเพลินมากตอนอาบน้ำให้ เลยขอแอบขึ้นไปขี่นิดนึง


Upper Rice Terrace Pavilion 

ห้องที่เราพักในครั้งนี้จะเป็นแบบ Upper Rice Terrace Pavilion ค่ะ ซึ่งหมายถึง ห้องชั้นบน ริมทุ่งนา นั่นเองค่ะ

ห้องพักแบบ Pavilion ที่นี่จะใช้เลย์เอาท์แบบเดียวกันค่ะ ต่างกันแค่ตำแหน่ง (วิวทุ่งนา หรือ วิวสวน) และ Pavilion หนึ่งหลัง จะมีห้องพักชั้นบน และ ห้องพักชั้นล่าง ซึ่งแยกเป็นคนละห้องกันค่ะ ทางเข้าก็คนละทาง ยังให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวดีค่ะ

ทุกห้องจะมี Terrace ยื่นออกไปจากตัวห้องด้วย ซึ่งเป็นอีกจุดที่เราชอบมากๆ

นอกจากห้องพักแบบนี้แล้ว ทางรีสอร์ทยังมี Pool Villa ซึ่งอยู่ในบริเวณ Private Retreat ที่เป็นส่วนตัวมากๆ และมีโซน Residence ซึ่งสามารถซื้อหรือมาพักรายวันก็ได้ค่ะ แต่ตัว Residence เอง จะถูกออกแบบมาให้เหมาะกับครอบครัวและการพักระยะยาว เนื่องจากมีครัว มีพื้นที่ส่วนกลางภายในห้องที่กว้างขวาง สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้านเลยค่ะ

คีย์การ์ดที่นี่สวย

เข้ามาถึงห้องที่เราพักค่ะ เตียงใหญ่นอนสบาย การตกแต่งจะแทรกเรื่องข้าวและความเป็นไทย แต่ยังดูหรูหรา และยังดูใหม่มากๆ แบบไม่น่าเชื่อว่ารีสอร์ทนี้จะมีอายุสิบกว่าปีแล้ว

อีกหนึ่งอย่างที่เราชอบโฟร์ซีซั่นมากๆ คือคุณภาพของเครื่องนอนค่ะ สัมผัสดี นอนสบายมากจริงๆ อยากให้มาสัมผัส

เห็นหมอนสี่เหลี่ยม ซิกเนเจอร์ของโฟร์ซีซั่น ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาแล้วค่ะ จำได้ว่า นอนทีไร ไม่อยากลุกออกจากเตียงเลย

มินิบาร์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ชุดชา กาแฟ

มินิบาร์ไม่รวมในค่าห้องนะคะ

ห้องน้ำที่นี่กว้างมาก กว้างพอๆ กับห้องนอนเลยค่ะ เรากับเพื่อน วางของกระจุยกระจายมาก สามารถเทเครื่องสำอางทุกคนออกมาแล้วยังเหลือที่ อุปกรณ์ทุกอย่างใหม่และสมบูรณ์ดีมาก

ซิงค์เป็นซิงค์คู่ มีอ่างอาบน้ำ ห้องสุขา และ เรนชาวเวอร์ค่ะ

สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แทบจะมาแต่ตัวได้เลยนะคะ

บรรยากาศจาก ระเบียงห้องเราเองค่ะ ตรงนี้พื้นที่กว้างเลยนะคะ นั่งสูดอากาศ ชมวิวกันได้เลย ตอนกลางคืนยุงเยอะนิดนึงตามธรรมชาติ

ที่นี่เน้นเรื่อง Wellness มากๆ เลยนะคะ เดี๋ยวไปดูกันในกิจกรรมของทางรีสอร์ทและเมนูอาหาร จะเห็นว่า ที่นี่เน้นเรื่องสุขภาพกันสุดๆ อย่าง Welcome Snack ก็เป็น Coconut Chia Pudding ค่ะ รสชาติเฮลตี้ๆ แต่ก็ทานจนหมดนะ


Common Area and Swimming Pools

พามาชมพื้นที่ในรีสอร์ท รวมถึงสระว่ายน้ำ ซึ่งเป็นเสมือนแลนด์มาร์คของที่นี่กันค่ะ

พื้นที่ส่วนกลางหลักๆ จะเป็นทุ่งนาค่ะ ซึ่งจัดการได้ดีมากๆ สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ค่อนข้างแปลกใจที่แทบไม่มีแมลงเลยค่ะ (มีแค่ยุงที่ระเบียงตอนกลางคืน แต่ในห้องไม่มี เค้าเตรียมยาไล่ยุงไว้ให้ด้วย) ออกมาเดินเล่นทีนี่ได้รูปเพียบ

นาข้าวตรงนี้ ทางรีสอร์ทมีกิจกรรมสอนปลูกข้าวด้วยนะคะ สอนจริงจังแบบเอาไปปลูกกินได้เลย เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาที่ทางรีสอร์ทอยากเผยแพร่ค่ะ ตอนเย็น 5 โมง ก่อนเลิกงาน พี่ๆ ชาวนาก็จะมาร้องรำทำเพลงกันก่อนกลับบ้านด้วยค่ะ

นอกจากบริเวณทุ่งนาแล้ว ภายในรีสอร์ททุกมุม จะเขียวขจี เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และสวนที่เดินได้เพลินๆ

สระว่ายน้ำหลักของที่นี่จะมี 2 สระค่ะ สระด้านบนกับสระด้านล่าง ในช่วงฤดูหนาว จะเป็นสระน้ำอุ่น เพราะอากาศแถวนี้หนาวจริง ถ้าไม่ทำสระน้ำอุ่น จะเล่นน้ำไม่ได้เลย

วิวทุ่งนาและทิวเขาค่ะ ทิวเขาด้านหลังนั้นคือ ทางขึ้นจากแม่ริมไปสะเมิง ทางเดียวกับที่ไปม่อนแจ่มค่ะ

บริเวณสระว่ายน้ำ จะมี Daybed ทั้งบนและล่าง ส่วนด้านบนจะมีโต๊ะพูล อ่างจากุชชี่ รวมไปถึง Ratree Bar & Lounge ซึ่งเป็นเสมือนพูลบาร์ มีที่นั่งๆ นอนๆ ชิลล์ตามสบายเลยค่ะ

ที่นี่ยังมีสระว่ายน้ำอีกแห่งในฝั่ง Residence ซึ่งทำให้สะดวกกับแขกผู้เข้าพักทั้ง 2 ส่วนค่ะ สระนี้ก็สวยไปอีกแบบนะคะ


Breakfast (possibly the best I’ve ever had in Thailand)

สิ่งที่เราประทับใจมากๆ และไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย คือ “อาหารเช้า” ค่ะ อาหารเช้าที่เริ่มตั้งแต่ 8.30 ถึง 11.30 น. เสิร์ฟที่ห้องอาหาร “ข้าว” (Khao Restaurant) ซึ่งให้บริการทั้งอาหารเช้า กลางวัน และ เย็น

ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพของที่นี่ เริ่มตั้งแต่มื้อเช้า ด้วยคอนเซปท์ว่า ถ้าอาหารเช้าทานแล้วรู้สึกดี ก็จะทำให้วันทั้งวันดีไปด้วย จึงทำอาหารเช้าออกมาอย่างพิถีพิถัน มีเมนู Plant-based อาหารแต่ละจานถูกปรุงใหม่ และพรีเซนท์มาอย่างสวยงาม

เมนูอาหารเช้าที่นี่ เริ่มต้นไม่เหมือนใคร ด้วย ‘A Sweet Start’ มาทั้งแพนเค้กนุ่มฟู วาฟเฟิลที่เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมพีนัทบัตเตอร์ทำเอง ส่วนเมนูที่เราชอบมากๆ คือ เฟรนช์โทสท์ ลูกแพรตุ๋นเสิร์ฟกับมาสคาโปร์เน่ ดีมากๆ

ส่วนเมนู Plant-Based ก็มีหลากหลายมาก เช่น Superfood Bowl ที่เต็มไปด้วยของสุขภาพ แต่อร่อยไม่เหมือนอาหารเฮลตี้ทั่วไป จานที่ชอบมากๆ คือ Baked Portobello Mushroom เป็นเห็ดย่างไส้มะเขือเทศตากแห้ง ตอนแรกสั่งมาจานเดียวแบ่งกันทาน ติดใจ สั่งมากันคนละจานทั้ง 2 วันเลยค่ะ

เมนูอาหารเช้าอื่นๆ ก็มีทั้งเมนูแบบเอเชีย และ แบบตะวันตก ฝั่งเอเชียก็มีตั้งแต่ ข้าวผัด เกี๊ยวน้ำ ติ๋มซำ โจ๊กหมู ส่วนฝั่งตะวันตก Smashed Avocado ดี นอกจากนี้ก็มีอาหารเช้าตามมาตรฐาน ทั้ง Egg Benedict, Full English Breakfast, Omelett

เมนูเครื่องดื่มก็ครบครันมากๆ โดยเฉพาะเมนูสมูตตี้ ที่อ่านเมนูแล้วรู้สึกว่าส่วนผสมฟังดูทานยากมาก แต่รสชาติดี เราทานหมดแก้วเลย พอได้ทานอาหารเช้าที่ทั้งดีต่อสุขภาพและอร่อย เป็นการเริ่มต้นวันที่ดีจริงๆ ค่ะ

Breakfast Crumble เมนูนี้อร่อยมาก ออกแนวของหวาน แต่ไม่มีความหวานจากน้ำตาล ละมุนสุด เป็นมิกซ์เบอร์รี่กับครัมเบิลมะพร้าว ห้ามพลาดเลยค่ะ


Buffalo Bathing

การอาบน้ำควาย เป็นอีกหนึ่งส่วนจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการปลูกข้าวของไทย ที่ทางรีสอร์ทต้องการถ่ายทอด ซึ่งแม้แต่คนเมืองอย่างเราก็ไม่ได้มีโอกาสบ่อยๆ ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ พวกเราสนุกไปกับการอาบน้ำพี่เท่ห์ พี่โทน มากๆ ผิวใสเนียน ดูสุขภาพดี อ้วนท้วนสมบูรณ์เชียวล่ะค่ะ


Afternoon Treat

หากใครยังไม่ได้มีโอกาสมาพัก ก็ขอเชิญชวนให้มาลอง ชุดชายามบ่าย Afternoon Tea ของที่นี่กันก่อนค่ะ ปักเข้าไปในแผนเที่ยวแม่ริมได้เลย!

เราชอบที่ทางเชฟพยายามซัพพอร์ทวัตถุดิบท้องถิ่น วัตถุดิบในชุมชน เช่น ผัก-ผลไม้หลายอย่างก็มาจากไร่รอบๆ อย่างธีมของชุดอาฟเตอร์นูนทีในช่วงนี้ ก็เป็นธีม “ลูกฟิก” ที่ปลูกในเชียงใหม่เอง

Classic Afternoon Tea Set (An UN-FIG-GETTABLE Afternoon) ประกอบไปด้วย ของหวานคาวหวาน หลากชนิด เช่น ชีสเค้กราสป์เบอร์รี่ลูกฟิก, ฟิกไวท์ช๊อคโกแลตชูครีม, ครัมเบิลฟิกน้ำผึ้ง, Scone ฟิก ชอบที่รสชาติไม่หวานเกินไป ไม่เลี่ยน และ มีความสดของลูกฟิกตัดในทุกๆ เมนูเลยค่ะ

ราคาชุดละ 1200.-++ มีทุกวันเสาร์ แต่หากอยากมาวันอื่น สามารถโทรจองล่วงหน้ากับทางโรงแรมได้เลยค่ะ จิบชาไป ชมวิวไป ยิ่งช่วงหน้าหนาว ห้ามพลาดเด็ดขาด


Khao Bar

ด้านข้างห้องอาหาร Khao จะมีบาร์เล็กๆ บรรยากาศผ่อนคลาย ที่มีที่นั่งทั้งอินดอร์และเอ้าท์ดอร์อยู่ค่ะ ฝั่งเอ้าท์ดอร์จะอยู่บนระเบียง ซึ่งสามารถชมพระอาทิตย์ตก ลับตาหลังทิวเขาได้ ตรงนี้บรรยากาศดีมากๆ ค่ะ


Dinner at Khao Restaurant

นอกจากอาหารเช้าที่ดีมากๆ แล้ว อาหารเย็นของที่นี่ก็ดีไม่แพ้กันเลยค่ะ หากใครหามื้อพิเศษ หรือ อยากทานอาหารที่มีความเป็นไฟน์ไดนิ่งในเชียงใหม่ ก็สามารถแวะมาทานที่นี่ได้นะคะ

บรรยากาศของห้องอาหารในตอนกลางวันและตอนกลางคืน จะมีความแตกต่างกันไป

ในส่วนของเมนูที่เราทานกันในวันนี้มาจาก Khao’s Special Set Menu (ราคา 800++ ต่อท่าน) ค่ะ ดินเนอร์ 3 คอร์ส เป็นอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารไทยเป็นหลัก แต่นำเสนอออกมาในเทคนิคและวิธีปรุงที่แตกต่างกันไป โดยมีจุดเด่นเป็นการเสิร์ฟข้าว 5 อย่างให้เลือก สมชื่อห้องอาหาร “ข้าว” ซึ่งข้าวแต่ละชนิดก็จะมีที่มาจากแต่ละแหล่ง มีรสสัมผัสที่แตกต่างกันไปค่ะ

Starter ที่เราชอบจะเป็น Khao Soi Satay เป็นเมนูที่ได้แรงบันดาลใจมาจากข้าวซอย เสิร์ฟในรูปแบบสะเต๊ะพันตะไคร้ และซอสข้าวซอยเข้มข้น เข้ากัน สร้างสรรค์ดีค่ะ

ส่วนเมนคอร์สของเราเป็น มัสมั่นเนื้อ Short Rib ที่เนื้อนุ่มแบบละลาย แกงมัสมั่นเข้มข้น รสชาติดี เสริมด้วยมันหวานบด และยอดฟักแม้วดอง ที่คอยบาลานซ์ สร้างความเฟรชให้กับจาน


Resort Activities

ที่ โฟร์ซีซั่น รีสอร์ท เชียงใหม่ (Four Seasons Resort Chiang Mai) มีกิจกรรมให้ทำมากมาย โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Well-being หรือ การพักผ่อนเพื่อสุขภาพที่ดี ที่รีสอร์ทยังมีโปรแกรม 2 วัน 4 วัน ไปจนถึง 7 วัน ที่ดูแลทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การทำสมาธิ และ กิจกรรมเพื่อการผ่อนคลาย มีให้เลือกตามความต้องการว่าในช่วงนั้น คุณรู้สึกอยาก renew, revive, recharge หรือ relax

ที่นี่ มี Naturopath หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด อยู่ประจำที่นี่ ทำให้กิจกรรมในรีสอร์ทอย่างโยคะ ชื่อว่า คุณ Sudha เธอศึกษาด้านโยคะที่อินเดียถึง 5 ปี โดยเป็นหลักสูตรที่มีการเรียนเรื่องกายวิภาค และ การรักษาด้วยโยคะ จากนั้น เธอจึงเดินทางไปเรียนแพทย์แผนจีนที่ฮ่องกงต่ออีก 2 ปี

คุณ Sudha สามารถให้คำปรึกษากับแขกผู้เข้าพักทุกท่าน เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ มีอะไรที่ควรปรับเปลี่ยน และแนะนำทรีทเม้นท์ที่อาจทำเพื่อเป็นการช่วยแก้ปัญหาต่างๆ อย่างทรีทเม้นท์ที่คุณ Sudha แนะนำให้เราทำ จะเป็น Ear seeding ค่ะ เป็นการรักษาตามแผนจีน โดยการกดจุดที่หูค่ะ

อย่างที่เกริ่นไปว่า คุณ Sudha ศึกษาด้านโยคะมาถึง 5 ปี ที่รีสอร์ทจะมีตารางคลาสโยคะอยู่ค่ะ สามารถเข้าร่วมได้เลย นอกจากความมืออาชีพของผู้สอนโยคะแล้ว สถานที่ยังเหมาะกับการพักผ่อนอีกมากๆ เลยค่ะ

กิจกรรมอื่นๆ ที่พวกเราได้เข้าร่วม ก็ได้แก่ มวยไทย และ เทนนิสค่ะ ทางทีมคอยดูแลแนะนำเป็นอย่างดีเลยค่ะ

ตื่นมาเช้าๆ ก็สามารถไปปั่นจักรยานเล่นกันได้นะคะ บรรยากาศด้านหน้ารีสอร์ทดีเลย หรือจะปั่นไปเที่ยวแม่ริม ไปวัดป่าดาราภิรมย์ ก็ได้ค่ะ

ที่นี่ยังมี ห้องฟิตเนส เครื่องพิลาทิส และ Kids’ Club อีกด้วยค่ะ


Wara Cheewa Spa

สปาที่นี่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ ลึกเข้าไปในโซน Residence ความพิเศษของ วรา ชีวา สปา คือการออกแบบที่นำกลิ่นอายและสเน่ห์ของล้านนา มาอยู่ในอาคารที่สอดคล้องกับฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่นี่ออกแบบโดยคุณ เมธา บุนนาค เราได้ยินมาว่า นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก เดินทางมาที่นี่ เพื่อมาชมอาคารนี้เลยค่ะ

ทรีทเม้นท์ของที่นี่ เน้นการสร้างสมดุลทั้งภายนอกและภายใน ร่างกายและจิตใจ ทำวัตถุดิบท้องถิ่นปลายอย่างมาเป็นส่วนประกอบ

อย่าง Samunprai Massage ที่เรามีโอกาสได้ทำ จะเป็นการประคบสมุนไพรร้อน ร่วมไปกับการนวดน้ำมัน สบายตัว และ รู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก


Final Touch…

อีกหนึ่งเรื่องที่อยากเล่าก่อนจบรีวิวนี้

เราคิดว่า สิ่งที่รีสอร์ทนี้มีไม่เหมือนคนอื่น คือผู้คนค่ะ น้องๆ เล่าให้ฟังว่า คนทำงานในรีสอร์ทส่วนใหญ่ จะเป็นคนบ้านใกล้ อยู่ในชุมชนแถวๆ นี้ แล้วทำงานกันนาน

อย่างลุงคนนึง ทำมาตั้งแต่ที่นี่เปิด แกก็ยังอยู่ คอยจุดตะเกียงไฟในที่นาทุกเย็นก่อนกลับบ้าน

ส่วนดอกไม้สวยๆ ที่เราเห็น จะเป็นดอกไม้ในรีสอร์ทเอง ซึ่งป้าที่ดูแลเรื่องดอกไม้นี้ แม้จะเป็นวันหยุด ป้ายังขอแวะเข้ามาช่วงเช้า เพื่อมาดูว่าดอกไม้เรียบร้อยดีหรือไม่

เราว่านี่คือความใส่ใจเหล่านี้นี่แหล่ะ ที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจากที่อื่น

หากใครมีโอกาส อยากให้ลองมาสัมผัสประสบการณ์ระดับโลกที่เชียงใหม่กันซักครั้งนะคะ

#FSTakeYourTime


โฟร์ซีซั่น รีสอร์ท เชียงใหม่ (Four Seasons Resort Chiang Mai)

ตั้งอยู่บนถนน แม่ริม-สะเมิง (ทางเดียวกับทางไปม่อนแจ่ม)

โทร. : 053-298-181
เว็ปไซต์ : https://www.fourseasons.com/chiangmai/

เช็คโปรโมชั่นและจองผ่าน Agoda.com >> คลิ๊กที่นี่
เช็คโปรโมชั่นและจองผ่าน Booking.com >> คลิ๊กที่นี่

error: