Klook.com

[รีวิว] Anantara Peace Haven Tangalle พูลวิลล่าห้องใหญ่ บนชายฝั่งทะเลศรีลังกา (ตอนที่ 1/2)

‘เซิร์ฟ’ ‘ธรรมชาติ’ ‘ทะเล’ ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศพักผ่อน ณ ตอนนี้ เรายกให้ “ศรีลังกา” เลยค่ะ! โดยเฉพาะใครที่อยากหัดเล่นเซิร์ฟ ที่นี่มีคลื่นที่เหมาะกับคนหัดเล่นที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนจริงๆ เรารู้สึกได้เลยว่า ลองเล่นง่ายกว่าที่อื่น นอกจากนี้ ศรีลังกายังคงเป็นธรรมชาติมากๆ แต่… ใครที่คิดว่ามาศรีลังกา หรือ มาเล่นเซิร์ฟ ต้องลุยๆ แบ็กแพคอย่างเดียว เราบอกเลยว่าคุณคิดผิด! เพราะที่นี่ มีรีสอร์ทหรูชื่อดังอยู่หลายแห่งเลย แน่นอนว่า เราขอต้องเลือกรีสอร์ทที่เราชื่นชอบ และมั่นใจว่า จะต้องทำให้การพักผ่อนของเราสมบูรณ์แบบแน่ ๆ !

เรามาพักกันที่ ‘Anantara Peace Haven Tangalle Resort‘ ในเมือง Tangalle ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ทางใต้ของศรีลังกาค่ะ เป็นเมืองที่เคยเป็นป้อมเก่าของชาวดัทช์ แต่ในปัจจุบัน นอกจากตัวเมืองที่เต็มไปด้วย วัด ตลาด และ วิถีชีวิตของคนศรีลังกาแล้ว นักท่องเที่ยวจะนิยมมาเล่นเซิร์ฟ หรือ ขับรถไปซาฟารี (แบบนั่งรถจิ๊บเข้าไป ในทุ่งหญ้าซาฟารี แบบที่แอฟริกาเลยค่ะ) ไปดูวาฬสีน้ำเงิน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือจะตามรอยสมัยอาณานิคม ไปชมโรงงานซินนาม่อน ไปชมเมืองป้อมเก่า ก็ได้เช่นกันค่ะ

เราพักที่นี่ 2 คืนค่ะ ไม่ได้ออกไปไหนเลย เพราะรีสอร์ทมีพื้นที่ใหญ่อลังการมาก แล้วมีกิจกรรมให้ทำเต็มไปหมด มีหลากหลายบรรยากาศอยู่ในรีสอร์ทเดียว ทั้งสระว่ายน้ำวิวทะเล 2 ชั้น ร้านอาหารบนแหลมหิน มีร้านอาหารโอเพ่นแอร์ในโดมอยู่ริมทะเล มีชายหาด ลำธาร ป่าโกงกาง ซึ่งทำให้ที่นี่ร่มรื่นย์และเป็นธรรมชาติ สมกับชื่อ Peace Haven จริง ๆ

รีวิวนี้ เราจะขอแบ่งออกเป็น 2 ตอนนะคะ เพราะ 48 ชั่วโมงที่เราอยู่ที่นี่ มีอะไรทำเยอะมาก ตอนเดียวไม่จบ!

เช็คราคาและจอง >> คลิ๊กที่นี่


Checking In

เรารู้สึกถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่นตั้งแต่ขับรถผ่านหน้าประตูรั้วใหญ่เข้ามา ดอกไม้ถูกยื่นให้เป็นการต้อนรับ พร้อมนำรถไปจอดและดูแลสัมภาระให้

เราเดินตัวปลิวเข้ามาก็ต้องเซอร์ไพรส์กับเสียงกลองที่ดังขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเสียงร้องทำนองที่ถือเป็นพิธีต้อนรับแขกแบบศรีลังกาแท้ ๆ เสียงกลองดังก้องไปทั่วล็อบบี้โอเพ่นแอร์ Welcome Drink ถูกยกมาเสิร์ฟ เป็นน้ำมะพราว King Coconut ลูกสีส้ม หอมชื่นใจ

เราเที่ยวศรีลังกามาหลายวัน ไปแต่ส่วนที่เป็นภูเขา ยังไม่ได้เห็นทะเล พอเห็นทะเลแล้วสดชื่นมาก ๆ

อีกหนึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมของศรีลังกา ที่ทางรีสอร์ทได้อนุรักษ์ไว้อย่างลงตัวก็คือ Sundown Ceremony ในช่วง 6 โมงเย็น ที่จะมีการตีกลองและเป่าหอยสังข์ ไปทางทะเล ก่อนจะจุดไฟ ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวประมงในสมัยก่อนที่จะบูชาพระอาทิตย์ค่ะ

จากนั้น บัทเลอร์ของเราก็จะมาแนะนำตัว คนนี้ชื่อ Sahan ซึ่งบัทเลอร์คนนี้จะดูแลเราไปตลอดเลยค่ะ สามารถใช้ไลน์หรือวอทแอปคุยกับเค้าได้เลย อยากได้อะไร เมสเสจไปได้ตลอดค่ะ ดูแลดีมาก ๆ นอกจากรถบักกี้แล้ว ที่นี่ยังมีรถตุ๊กตุ๊กไว้ใช้ภายในบริเวณรีสอร์ทด้วยนะคะ


Garden Pool Villa

ที่นี่มี Room Type ทั้งแบบห้องและแบบวิลล่าค่ะ

วิลล่า จะมีทั้งแบบ Garden, Ocean และ Beach ค่ะ ซึ่งทุกวิลล่าจะมีขนาด 97 ตร.ม. และมีสระว่ายน้ำส่วนตัวขนาดใหญ่ใช้ได้เลยค่ะ

ส่วนห้องพัก มีแบบ Premier (56 ตร.ม.) และ Deluxe (60 ตร.ม.) เห็นวิวทะเลทุกห้องเลยค่ะ

ในครั้งนี้ เราพักแบบ Garden Pool Villa โดยขอเตียงเสริมเพื่อพัก 3 คนค่ะ

ห้องพักจะอยู่ในอาคารที่มีระเบียงออกไปทางทะเลค่ะ สงบ และ วิวดีมากๆ

สิ่งที่ชอบเป็นอย่างแรกเกี่ยวกับ Pool Villa ของที่นี่คือ สระน้ำส่วนตัวที่ใหญ่ แบบลงไปเล่นน้ำ ปาร์ตี้ เอาโฟลตมาลอย ได้จริง ๆ ถัดมาคือ พื้นที่ห้องน้ำที่ใหญ่สะใจ ใครพร็อพเยอะ เปิดกระเป๋ามาที พร็อพแน่น จะต้องชอบที่นี่มาก ๆ

นอกจากนี้ก็จะเป็นรายละเอียดของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งเครืออนันตรานี่เค้าดูแลเราดีแบบคิดไว้ให้หมดแล้ว เดี๋ยวไปดูภายในห้องกันเลยนะคะ

ขอเล่านิดนึง ความธรรมชาติของศรีลังกา คือมีนกยูงตามธรรมชาติเยอะมากจนงงว่า นี่นกยูงหรือนกพิราบ มีเต็มไปหมด ซึ่งตอนเช้า ๆ น้องจะชอบมาเต้นกันอยู่บนหลังคาค่ะ แต่พอเราเดินออกมา น้องก็จะบินไป! และเราก็เพิ่งรู้ว่านกยูงมันบินได้ตอนนี้แหล่ะ!

เข้ามาในตัวห้อง จะเป็นชุดโซฟา นั่งเล่น และ เตียงนุ่มสบาย สัมผัสของเครื่องนอนสบายมาก ๆ ค่ะ ชอบพื้นที่แบบสะอาดสบายเท้ามาก แอร์เย็นฉ่ำเลย

หากต้องการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการไม่ต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอน สามารถเอาน้องเต่ามาวางให้ทีมแม่บ้านทราบได้

ชอบที่บัทเลอร์เตรียมหนังสือไว้ให้เราหลายเล่มเลยค่ะ ได้อ่านจริง ๆ

Welcome Fruit and snacks ค่ะ เข้ามาถึงห้องก็จะมีขนมแบบศรีลังกา เตรียมไว้ให้ อร่อย

ส่วนวิวด้านหน้าห้อง จะเป็นสนามหญ้า แล้วเป็นป่านิด ๆ ร่มรื่นย์ เป็นส่วนตัวดีนะคะ พื้นที่กว้าง ธรรมชาติมาก ๆ

เช็คราคาและจอง >> คลิ๊กที่นี่


Facilities

มาดูสิ่งอำนวยความสะดวกกันบ้างค่ะ ว่าจะสมคำคุยของเรารึปล่าว

เริ่มจากห้องน้ำ ซึ่งโซนเปียกใหญ่มาก สามารถเปิดม่านให้เห็นวิวที่สระน้ำได้ มีอ่างน้ำ เรนชาวเวอร์ แล้วก็ฝักบัวค่ะ

ทางอนันตรา จะมี bath salt เตรียมไว้ให้ถึง 3 กลิ่นเลยนะคะ แล้วก็มีธูปหอม มีเทียน จุดแล้วกลายเป็นสปาย่อม ๆ ในห้องตัวเองเลยค่ะ

ตรงนี้คือพื้นที่เปียกทั้งหมดเลย ที่ใหญ่แบบ เล่นโยคะได้อ่ะ

ถัดมาเป็นส่วนของ walk-in closet ซึ่งมี เตารีด ร่ม ตู้เซฟ รองเท้าแตะ กระเป๋าสาน และ ชุดคลุมที่แยกจะชุดคลุมอาบน้ำ เตรียมไว้ให้ค่ะ

ส่วนเครื่องใช้ในห้องน้ำ ก็มาแบบจัดเต็ม มาตัวเปล่าก็ยังได้

รายละเอียดที่ประทับใจคือ เค้ามี After Sun ไว้ให้ด้วย ไว้ทาหลังไปเล่นน้ำ หรือ อาบแดดมา

มาดูส่วนของ มินิบาร์ กันบ้างนะคะ อุปกรณ์ครบครันนน

แต่ที่ประทับใจสุดอยู่ตรงนี้ค่าาาา เค้าแยกตู้เย็นกับตู้แช่ไวน์ จริงจังมาก ชอบที่มีตู้แช่ไวน์แยกทำให้รู้ว่า ที่นี่เค้าค่อนข้างจริงจังกับไวน์เลย จนถึงตอนที่ไปห้องอาหาร จะมี Wine Cellar ใหญ่เลยค่ะ

อันนี้โต๊ะทำงานค่ะ อุปกรณ์ ช่องเสียบ ลำโพงไร้สาย แอบยกไปฟังข้างนอกได้

ส่วนที่ประทับใจ (อีกแล้ว) คือมีพวกอุปกรณ์ทำแผลเบื้องต้นไว้ให้ในห้องเลย มียากันยุงด้วยค่ะ

แม้แต่ด้านนอกก็ยังมีของเตรียมไว้ครบครัน

ช่วงหัวค่ำ Turn Down Service จะมาพร้อมกับหนังสือและขนมค่ะ น้ำที่นี่ใช้ขวดแก้ว แล้วมีน้ำเตรียมให้เยอะมากเลย ประทับใจค่ะ


Chill at the Beach

เย็นวันแรก เราออกมาเดินเล่นกันริมชายหาดค่ะ คลื่นแถวนี้แรง ทางรีสอร์ทไม่แนะนำให้ลงไปว่ายน้ำในทะเล มีคนดูแลอยู่ตลอดค่ะ

บรรยากาศดีและเงียบสงบ มองไปทางแหลมจะเป็น ห้องอาหารอิตาเลียนชื่อว่า Il Mare วิวสวยและโรแมนติกมาก ที่นี่เป็นทั้งบาร์และห้องอาหารค่ะ ถึงจะพักที่นี่ แต่แนะนำให้จองก่อนนะคะ เพราะวันที่เราไป โต๊ะเต็มค่ะ

ภาพทางขวา ถ่ายจะห้องอาหาร Il Mare ค่ะ ก่อน 1 ทุ่ม จะเป็น ไวน์และชิชาบาร์ พอ 1 ทุ่มจะเป็นช่วงที่เสิร์ฟดินเนอร์ซึ่งค่อนข้างแน่นค่ะ

มุมถ่ายรูปเพียบจ้าาาา

ที่ศรีลังกา นี่เต่าทะเลเยอะมากเลยนะคะ เค้าดูแลกันอย่างงี้เลย หลาย ๆ รีสอร์ท จะมี Naturalist ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมาอยู่ประจำ เพื่อดูเรื่องพันธุ์สัตว์และพืชต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูก หรือ ขึ้นอยู่ในรีสอร์ท ไปจนถึงการดูนก และ การเก็บข้อมูล ดูแลน้องเต่าที่มาวางไข่ด้วยค่ะ

กรงที่เห็นคือครอบไข่ที่เต่ามาวาง ไม่ให้คนไปเหยียบ มีอยู่ 3 – 4 กรงเลย เค้าบันทึกและดูแลอย่างดีเลยค่ะ น่ารัก

บรรยากาศจากห้องอาหารบนแหลมหินค่ะ พระอาทิตย์ตกสวยมาก ลมเย็น รู้สึกสดชื่นมาก ๆ


Seafood Buffet Dinner

ส่วนค่ำคืนนี้ เราจองบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลไว้ที่ห้องอาหาร Journeys ค่ะ ห้องนี้เป็นห้องอาหารหลักที่เสิร์ฟ อาหารเช้า และ อาหารเย็น ซึ่งมีทั้งแบบ บุฟเฟ่ต์ และ อะลาคาร์ท ค่ะ โดยบุฟเฟ่ต์จะเปลี่ยนธีมไปเรื่อย ๆ อย่างวันที่เรามาจะเป็นธีมซีฟู้ดค่ะ สดสะใจมาก อาหารอร่อยหลายอย่างเลย ทานได้แน่นอนค่ะ

อันนี้เป็น Wine Cellar ที่บอกค่ะ


Floating Breakfast in a Pool

ตื่นเช้ามาพร้อมกับ อาหารเช้าลอยน้ำ ที่มีความพิเศษ คือ เสิร์ฟพร้อม Prosecco ค่ะ! เป็นเช้าวันใหม่ที่สดใสมาก

พูดถึง อาหารเช้าลอยน้ำ หรือ Floating Breakfast ปกติเหมือนจะสั่งมาถ่ายรูปเป็นหลักใช่มั้ยคะ แต่อาหารเช้าที่จัดเซ็ทมาให้ของที่นี่ เค้าจัดเต็มและดีมากเลย จนเราทานกันจนหมดจริง ๆ แย่งกันอยู่ 3 คน

พวกเบเกอรี่อร่อยมากเลยค่ะ แพร์ริ่งรสชาติของทุกอย่างมาลงตัว และเหมาะกับการเปิด Sparkling ในเช้านี้มาก ๆ เมดมายเดย์สุด ๆ เลย!

เช็คราคาและจอง >> คลิ๊กที่นี่


ขอจบตอนแรกกันแค่นี้ก่อน เพราะเดี๋ยวจะยาวเกินไป ตอนหน้าเราจะพาไปชม โปรแกรม Nature Walk ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทางรีสอร์ทจัดขึ้น เพื่อพาแขกผู้เข้าพักดูนก สัตว์ และพันธุ์ไม้รอบๆ รีสอร์ท จากนั้นก็จะไป Harvest by Anantara เป็นมื้อเที่ยง ที่เราสามารถเก็บของที่ปลูกเองในรีสอร์ทมาทำ คงคอนเซปท์ Sustainable สุดๆ จากนั้นก็จะพาไปดูโซนสันทนาการอื่น ๆ ซึ่งทำให้เรา อยู่รีสอร์ทได้ทั้งวันโดยไม่อยากออกไปไหนเลย

รวมถึงไฮไลท์ อย่าง ห้องอาหาร Verala กับโชว์เทปันยากิ ในห้องอาหารรูปโดมริมทะเล ที่เราปลื้มมาก ๆ

อ่าน รีวิว Anantara Peace Haven Tangalle ตอนที่สอง คลิ๊กที่นี่ได้เลยค่ะ


หากชอบรีวิว ช่วยกดไลค์เพจเป็นกำลังใจให้หน่อยนะคะ หรือไปตามไอจี @eatchillwander ด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่า




ติดตาม Eat Chill Wander ได้ที่
Facebook : Eat Chill Wander
Instagram : @eatchillwander
Twitter : @eatchillwander
Youtube : Eat Chill Wander
Website : www.eatchillwander.com

error: