[รีวิว] Côte by Mauro Colagreco ห้องอาหารจากเชฟร้านสามดาวมิชลินอันดับ 1 ของโลก ที่โรงแรม Capella Bangkok

Côte by Mauro Colagreco นั้นเป็นห้องอาหาร Fine Dining แห่งใหม่ล่าสุดของกรุงเทพมหานคร ที่ถูกกล่าวถึงและถูกตั้งหน้าตั้งตารอมากที่สุดแห่งหนึ่งจากนักชิมทั่วกรุงเทพฯ เราเองก็ยังตื่นเต้นมากๆ ตั้งแต่ได้ยินข่าวว่า เชฟ Mauro Colagreco เชฟเจ้าของร้าน Mirazur ในฝรั่งเศสที่เพิ่งได้รับรางวัลอันดับ 1 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกจากลิสท์ World’s 50 Best Restaurants 2019 พร้อมรางวัลมิชลินสตาร์ 3 ดาวและรางวัลระดับโลกมากมาย จะมาเปิดห้องอาหารในประเทศไทย!!!

Côte by Mauro Colagreco ตั้งอยู่ในโรงแรม Capella Bangkok ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมานี้เอง ที่สำคัญ ห้องอาหาร Côte by Mauro Colagreco นั้นยังเป็นร้านแรกนอกประเทศที่เป็นแบบ Fine Dining และใกล้เคียงคอนเซปท์ของ Mirazur มากที่สุด (ส่วนร้านอื่นๆ ที่เชฟทำในจีน และ อาร์เจนติน่า จะเป็นคอนเซปท์อื่นค่ะ) โดยเชฟ Mauro ได้ส่งมือขวาอย่างเชฟ Davide ที่เคยเป็นถึง Chef de Cuisine ที่ Mirazur มาประจำการที่ร้านอีกด้วย ประกอบกับการที่ร้านนั้นตั้งอยู่ในโรงแรมสุดหรูระดับ world class อย่าง Capella Bangkok แล้วนั้น ทำให้เราคาดหวังอย่างสูงที่สุดกับระดับของอาหารและการบริการที่เราจะได้รับจากการมาทานอาหารที่ร้าน Côte by Mauro Colagreco

ร้าน Côte by Mauro Colagreco นั้นตกแต่งอย่างเรียบหรู ดูสบายตา ด้วยวัสดุแนวสี earth tone สลับขาว และแม้ว่าจะให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นมิตร แต่การตกแต่งทุกรายละเอียดนั้นมีความหรูหรา ลงตัว และใช้วัสดุอย่างดีทั้งหมด

ในส่วนของเมนูอาหารนั้น ในมื้อกลางวัน เราจะสามารถเลือกได้ว่าจะทานเป็น 4 Courses Lunch Menu “Escapade” ซึ่งมาในราคาเบาๆ เพียง 1,500 บาท++ หรือ 5 Courses Tasting Menu “Inspiration” 3,600 บาท++ หรือจะสั่งเป็น A la carte ก็ได้เช่นกัน สำหรับม้ือเย็นนั้นจะไม่มี Lunch Menu แต่จะมีเมนูพิเศษอย่าง Carte Blanche ซึ่งเป็นเมนูที่เสริฟ 9 Courses ตามใจเชฟและวัตถุดิบที่หามาได้ในแแต่ละวัน

โดยคราวนี้เราทานเมนู Inspiration 5 คอร์สกันค่ะ

เริ่มต้นที่ Amuse Bouche สามอย่างที่ทั้งรสชาติและหน้าตา บ่งบอกความเป็นร้าน Côte ได้เป็นอย่างดี นั่นคือความใส่ใจในรายละเอียดอย่างสูงที่สุด แต่แสดงออกมาภายนอกอย่างเรียบง่าย

ตามมาด้วยขนมปัง Signature สูตรคุณยายของเชฟ Mauro ที่เสิร์ฟในร้านอาหารทุกร้านของเขา โดยเชฟบอกว่าเค้าต้องการรำลึกถึงความทรงจำในวัยเด็กและต้องการให้เกิดบรรยากาศของการแบ่งปัน ความรัก และความอบอุ่นขึ้นบนโต๊ะอาหารของร้านด้วยนั่นเอง

สำหรับขนมปังนั้น เสริฟพร้อม Olive Oil สูตรพิเศษของเชฟ Mauro ที่นำมะนาวเหลืองไปดองกับน้ำมันมะกอกให้ได้ความหอมสดชื่นเฉพาะตัว

เริ่มคอร์สแรกกันด้วย Artichoke Salad

โดยจานนี้นั้น เชฟตั้งใจจะโชว์เทคนิกการทำอาหารต่างๆ ผ่านวัตถุดิบหลัก โดยทำการปรุง Artichoke ถึง 5 แบบด้วยกัน เพื่อให้ได้รสชาติและรสสัมผัสที่ต่างกัน มีทั้งความหวาน ความขม ความนัว มี acidity แต้มอยู่บางๆ โดยรวมทำให้เราเข้าใจว่า เชฟน่าจะเป็นสายชูวัตถุดิบ และเน้นการบาลานซ์รสชาติ ซึ่งทำให้เรานึกถึงอาหารของเชฟฝรั่งเศสในตำนานหลายๆ ท่านขึ้นมาเลยค่ะ

ตามมาด้วย Foie Gras, Pomelo, Turnip

ฟัวกราส์ชิ้นหนา เกรดสด รสชาติเข้มข้น ส่งตรงจากฝรั่งเศส (ที่ประทับใจคือ ฟัวกราส์ของทุกคนบนโต๊ะ ชิ้นเท่ากัน หน้าตาเหมือนกัน) นำมานาบบนกระทะจนหอม ทานคู่กับ Turnip ที่นำไปอบจนชุ่มฉ่ำ กลีบส้มโอ และ purée ที่ทำจากส้มโอเช่นกัน เพื่อตัดความเลี่ยนมันของฟัวกรา โดยส่วนตัว จานนี้อาจจะขาดความเปรี้ยวไปสักนิด อย่างไรก็ตาม ทั้งตัวฟัวกรา และ turnip นั้นทำออกมาได้ดีมากๆ น่าชื่นชม

คอร์สที่สาม Cauliflower Risotto, Capers, Taggiasca Olives, Black Garlic, Shaved Buddha Hand

จานนี้เป็นการล้อกันระหว่างความหวานมันของ Cauliflower Risotto และความเปรี้ยวเค็มของเครื่องปรุงต่างๆ ส้มโอมือที่ฝานมาบางๆด้านบนก็ช่วยให้เกิดรสสัมผัสกรุบกรอบ ทำให้อาหารจานนี้มีมิติที่มากขึ้นอีกด้วย

ในระหว่างคอร์สที่ 3 และ 4 นั้น เราสามารถเสริมคอร์สพิเศษอย่าง Blue Lobster เข้ามาได้ ในราคาสุดคุ้มเพียง 1,000 บาท

Brittany Lobster ที่ปรุงสุกมาอย่างพอดิบพอดีเป็นที่สุด หวานฉ่ำมากๆ ทานกับซอส Lobster Bisque หอมมัน อูมามิ และผักลวก เข้ากันอย่างที่สุด

อาหารจานนี้น่าจะเป็นตัวอย่างของสไตล์ Côte ที่ชัดเจน คืออาหารที่คลีน เรียบง่าย แต่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด ทั้งในส่วนของรสชาติและรสสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นความสุกของเนื้อกุ้งมังกรที่  perfectly cooked ซอส Bisque ที่เบา ไม่เลี่ยน แต่เต็มไปด้วยรสชาติ หรือกระทั่งผักลวกที่กรอบได้ที่ เสริมสร้างรสสัมผัสที่ครบถ้วนให้กับอาหารจานนี้

สำหรับคอร์สที่สี่ หรือเมนคอร์สนั้น จะมีให้เลือก 2 อย่าง ด้วยกัน ได้แก่

1. John Dory, Mussel and Sea Urchin, Yuzu, Saffron Emulsion

ปลา John Dory ที่นำมา Sous Vide จนเนื้อหวานเนียน ทานคู่กับหอยแมลงภู่และอูนิ มาในโฟมซอสครีมที่สัมผัสเบาบางแต่อัดแน่นไปด้วยความหอมของหญ้าฟรั่นและส้มยุสึ อร่อยมากๆ

2. Roasted Suckling Pig, Apple and Sage Condiment, Beer Jus

หมูอบที่มีความเด้งสู้ฟัน แต่ไม่เหนียว และหนังที่กรอบช่างเป็นอะไรที่หาทานยากเหลือเกิน แต่เราหามันเจอได้ที่ Côte by Mauro Colagreco เสริฟมาคู่กับ Apple ในรูปแบบต่างๆทั้ง Puree และ Apple อบโรยด้วยผง Masala ให้ความหวานหอม เข้ากันกับซอส Jus เข้มข้นที่ราดมาในจาน

ก่อนถึงของหวานนั้น เราสามารถเพิ่ม option Cheese Course ได้เช่นกัน โดยสำหรับมื้อกลางวันนั้น เราจ่ายเพิ่มแค่ 300 บาท ก็จะได้เลือกทานชีสชั้นดีจากฝรั่งเศสอย่างหลากหลายกว่า 20 ชนิดเลยทีเดียว

ในส่วนของของหวานนั้น มีให้เลือก 2 เมนูเช่นกัน

1. Parsnip Mille-Feuille, Milk Skin, Banana and Rhum

โดยเมนูนี้นั้นทำหน้าตาเลียนแบบขนมคลาสสิกอย่าง Mille-Feuille แต่ใช้ Milk Skin แทนชั้นแป้งพัฟ สอดไส้ด้วยครีมกล้วยและเจลลี่รัม ออกมาเป็น มิลเฟยที่เบาบาง ไม่หนักท้อง รสชาติแปลกใหม่

2. Yogurt, Raspberry, Coconut and Rosemary

เป็นขนมหวานที่มีความเปรี้ยวหวานตัดกันได้ดี แต่ที่ชอบคือความลึกที่มาจากโรสแมรี่ ถือเป็นการสร้างมิติเหมือนหลายๆ จานที่ผ่านมา และจบคอร์สได้อย่างน่าประทับใจ

ปิดท้ายด้วย Petit Four ที่ไม่ได้มาเล่นๆ โดยชิ้นโปรดของเราคือ Financier ที่นับว่าเป็นหนึ่งในฟินองเซียร์ที่อร่อยที่สุดที่เคยทานในไทยเลยค่ะ

ความรู้สึกเกี่ยวกับห้องอาหารนี้ ถ้าให้กล่าวกันตรงๆ ก็คือ เหมือนได้กลับไปฝรั่งเศส (ยิ่งในช่วงนี้ที่ปิดประเทศ) ทานแล้วมีกลิ่นอายของร้าน Fine Dining ในฝรั่งเศสมากๆ บางร้านที่เรานึกถึง ก็เพิ่งพบว่า เชฟ Mauro เคยไปทำงานเป็นลูกศิษย์อยู่ด้วย

ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือเรื่องของ ไวน์แพร์ริ่ง ที่ขอยกความดีความชอบให้ คุณเจย์ Sommelier มากประสบการณ์ ที่เลือกทั้งไวน์คุณภาพดี ไม่ซ้ำซากจำเจ หลายขวดหาทานได้ยาก และ เข้ากับอาหารทุกคอร์ส ใครชอบทานไวน์น่าจะได้ประสบการณ์ที่ดีและสนุกกลับไปแน่ๆ

สุดท้าย เราประทับใจทั้งอาหาร ไวน์ การบริการ รวมไปถึง จานชาม เครื่องมือ แก้ว ที่อาจจะไม่ใช่แบรนด์ที่แพงที่สุด แต่เลือกมาได้เป็นอย่างดี สมดีกรี ห้องอาหารจากเชฟเจ้าของร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกจริงๆ


ห้องอาหาร Côte by Mauro Colagreco (โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค)

ตั้งอยู่ในโรงแรม Capella Bangkok (คาเพลลา กรุงเทพ) บนถนนเจริญกรุง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

เปิดให้บริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์-วันอังคาร)
มื้อเที่ยง เวลา 12.00 – 14.00 น.
มื้อเย็น เวลา 18.00 – 22.00 น.

โทร. : 02-098-3888
อีเมล์ : cote.bangkok@capellahotels.com
เว็ปไซต์ : https://www.capellahotels.com/en/capella-bangkok/dining/cote-by-mauro-colagreco

error: