[รีวิว] Wang Hinghoi ดินเนอร์โรแมนติกท่ามกลางหิ่งห้อย ใกล้ชิดธรรมชาติ กลางเมืองใหญ่ ที่เปิดแค่ 18 เดือนเท่านั้น

“ร้าน วังหิ่งห้อย จะเปิดแค่ 18 เดือน ตามวัฏจักรชีวิตของหิ่งห้อยเท่านั้น” เราเสียดายมาก ร้านคอนเซปท์ดีๆ แบบนี้ จะเปิดในช่วงเวลาสั้นๆ แต่จริงๆ แล้ว นั่นอาจจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ประสบการณ์การมาทานอาหารที่วังหิ่งห้อยของเราสมบูรณ์

ใช่แล้ว เราคิดว่ามันคือการมาสัมผัสประสบการณ์มากกว่าการทานอาหารหนึ่งมื้อ เรามักจะเปรียบทุกมื้อ Fine Dining ของเราว่า มันเหมือนการเข้าไปดูภาพยนต์ซักหนึ่งเรื่อง ที่เราจะได้รับอารมณ์ความรู้สึกไปกับช่วงเวลา 3 ชั่วโมงนั้น วังหิ่งห้อยก็เช่นกัน ทางร้านดูแลรายละเอียดทั้งเรื่องของ รูป รส กลิ่น เสียง และ คอนเซปท์ ที่ต้องการจะสื่อสารกับเราได้อย่างชัดเจน

จุดเริ่มต้นของที่นี่ เริ่มจากการอยากนำธรรมชาติมาให้คนในเมืองอย่างเราๆ ได้สัมผัส หิ่งห้อยเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่แสดงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และแน่นอน เป็นหนึ่งในประสบการณ์โรแมนติกที่เราเชื่อว่าคู่รักหลายๆคู่จะต้องชอบ

ประสบการณ์ของเรานั้น เริ่มตั้งแต่จุดที่เราเดินผ่านป้ายหน้าร้านเข้าไป ร้านวังหิ่งห้อย ตั้งอยู่ในสนามกอล์ฟ RCA Driving Range ซึ่งถือว่าอยู่ใจกลางเมือง แต่กลับได้บรรยากาศที่เงียบสงบ

ทางเดินจะค่อยๆ ปรับความสว่างของสายตาเรา ให้เหมาะกับห้องที่มืดลง และพร้อมสำหรับการชมหิ่งห้อยเป็นพันตัว

นอกจากไอเดียเรื่องหิ่งห้อยแล้ว อีกหนึ่งความพิเศษของร้านนี้ คือการหยิบเอเลเมนท์ตามธรรมชาติ มาเป็นแรงบันดาลใจหลัก ในการคิดเมนูแต่ละฤดูกาล

ดิน น้ำ ลม ไฟ ถูกนำมาเป็นธีมในการสร้างสรรค์ นั่นหมายความว่า 1 ธีมจะเสิร์ฟอยู่ประมาณ 4 เดือน ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นธีมใหม่ และ จบด้วยฟินาเล่ ซึ่งเป็นบทสรุปของประสบการณ์พิเศษที่วังหิ่งห้อยแห่งนี้

ธีมแรกที่วังหิ่งห้อยใช้ตอนเปิดตัว เป็นธีมดิน แต่ในขณะที่เราได้ไปรับประทานนั้น เป็นธีมที่สองของร้าน นั่นก็คือ ธีมลม

ที่ร้านจะมีในเลือก 2 เซ็ท คือ Cloud Nine Set Menu ราคา 2590.- ++ และ Above The Cloud Set Menu ราคา 3290.- ++ ซึ่งทาง Above The Cloud จะมีอาหารมากกว่า 1 จาน และเมนูในคอร์สจะแตกต่างกันทั้งหมด ซึ่งวันนี้เราได้ลองรับประทานทั้ง 2 คอร์สเลยค่ะ

นอกจากเซ็ทอาหารแล้ว ที่นี่ยังมีเมนูค๊อกเทลตามคอนเซปท์ที่น่าประทับใจมากๆ อีกด้วยค่ะ

Amuse Bouche

เริ่มเปิดมื้ออาหารกันด้วย Welcome Drink, ขนมปัง และ Amuse Bouche ค่ะ

ตัว Welcome Drink นั้น ทางร้านบอกว่าจะเปลี่ยนไปทุกวัน อย่างที่เรามาทานจะเป็นเบสใบเตยค่ะ หอมอร่อย

ตามด้วยขนมปัง แยมสตรอเบอร์รี่ อันนี้ธรรมดาไปนิดนึงค่ะ

Amuse Bouche คำแรกตั้งชื่อว่า Last Leaf  ซึ่งเชฟนึกถึง ลมที่ทำให้ใบไม้ร่วงหล่นลงมา เสิรฟ์เป็นไข่มดแดงบนใบชะมวง เป็นรสสัมผัสที่น่าสนใจดีค่ะ

คำที่สอง ชื่อว่า Finest ซึ่งเสิร์ฟมาบนรังนก สัตว์ที่ใช้ลมในการเดินทาง ในนี้จะมี เกี๊ยวชีสครีมปู และ แป้งทอดหน้าตาเหมือน Pani Puri ของอินเดีย แต่รสชาติถูกปากเรามากนะคะ (ตอนแรกเตรียมใจว่าจะเหมือน Pani Puri ซึ่งเราไม่ค่อยชอบ) แต่ซอสมิ้นท์อันนี้ทำได้ดี

คำสุดท้ายชื่อว่า Tri Angels เป็นกุ้งลายเสือบนทอร์ทิลย่าทอด ทานง่าย อร่อยเลยค่ะ

APPETIZER

สำหรับ Amuse Bouche ของทั้งสองเซ็ทจะเสิร์ฟเป็นตัวเดียวกันค่ะ พอเข้ามาสู่ Appetizer จะเป็นตัวเมนูที่แตกต่างกันแล้ว

เราขอรีวิวคอร์ส Cloud Nine สลับกับ Above The Cloud คอร์สต่อคอร์สเลยนะคะ

Sailor (Cloud Nine) จานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินเรือ เสิร์ฟเป็น คาร์ปาชโชปลาหมึก (Octopus Carpaccio) เป็นจานเย็นค่ะ มาพร้อมกับ เจรูซาเล็มอาร์ติโชคกรอบ และ ซอสยูซุ จานนี้บาลานซ์ค่อนข้างดี และให้ความรู้สึกรีเฟรชดีค่ะ คล้ายยำ แต่ไม่หนัก

Pirate Treasure (Above The Cloud) เป็นเหมือนดั่งโจรสลัดที่ล่องเรือออกไปตามกระแสลม จานนี้เสิร์ฟ ปลาหมึกที่นำไป confit มาบนหมึกดำให้ความรู้สึกลึกลับ ทานคู่กับซอสไข่เค็มและกระเทียมดำ ตัวปลาหมึกทำออกมาได้นุ่ม และ ซอสมีความกลมกล่อม

Vanilla Sky (Cloud Nine) เนื้อวากิวนุ่มเซียร์มาบนเค้กหัวไชเท้า เสิร์ฟพร้อม Jus ของเนื้อ ตัวเค้กหัวไชเท้าเป็นเสมือนปุยเมฆ ที่อยู่บนท้องฟ้าที่มีแสงสีส้มรำไร Jus ทำได้เข้มข้นดีค่ะ วากิวทำได้นุ่ม แต่คิดว่าชิ้นเล็กไปนิดนึง

Smooth Surprise (Above The Cloud) เปรียบดั่งสายลมที่พัดพาวัตถุดิบมารวมกัน จานนี้เสิร์ฟ ปลาหิมะฟู ฟัวกราส์ มะม่วงเปรี้ยว และ น้ำซอสมะนาว ไอเดียเดียวกับปลาดุกฟู แต่ใช้วัตถุดิบที่มาเหนือเมฆสมชื่อเซ็ท ฟัวกราส์ทำให้จานที่คล้ายยำปลาดุกฟูนี้มีมิติของรสสัมผัสที่น่าสนใจ

Wind Tunnel (Above The Cloud) Appetizer จานที่สามนี้ทางคอร์ส Cloud Nine จะไม่มีนะคะ และจานนี้เป็นจานที่เราชอบที่สุดของมื้อนี้ ทั้งรสชาติและความเข้ากันขององค์ประกอบต่างๆ ในจาน ซึ่งประกอบไปด้วย เนื้อดองเกลือที่มีกลิ่นทรัฟเฟิลอยู่ ลาบไขกระดูกที่เนียนและกลมกล่อม พร้อมข้าวพองไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งทานพร้อมกันทั้งสามอย่าง มีความหอม ความครีมมี่ และ ความกรุบกรอบอยู่ ถือว่าดีมากค่ะ

SOUP

Monsoon (Cloud Nine) ทางเซ็ทคลาวด์ไนน์ เลือกที่จะเสิร์ฟซุปที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโป๊ะแตกและต้มข่าไก่ โดยทางร้านจะยังไม่อธิบายว่าคืออะไร และแม้ว่าเราจะคุ้นเคยกับรสชาติ ก็จะยังนึกไม่ออกเพราะในจานมีทวิสท์ให้เราได้ตื่นเต้น และด้วยชื่อโป๊ะแตกเป็นที่มาของชื่อคอร์สที่ชื่อว่า มรสุม นั่นเอง

โปรตีนหลักของจานนี้เป็นหอยเชลล์ตัวโต ซุปรสชาติแปลกใหม่ดีค่ะ

Dip Dye (Above The Cloud) จานนี้ถ้ามองอาจจะนึกว่าเป็นเพียงซุปใสสีม่วง แต่ความพิเศษของจานนี้คือ ที่มา

ที่มาของจานนี้คือแกงส้มค่ะ แต่เค้าตั้งใจทำแกงแดงให้กลายเป็นซุปใส โดยเพิ่มสีม่วงเข้าไปด้วยผักกาดม่วง แกงแดงนำไปเคี่ยวแล้วจึง clarify ออกมาให้เป็นคอนซอมเม่ค่ะ ตรงกลางเป็นลูกชิ้นปลากรายห่อผักกาด กินแกล้มกับผักปรังค่ะ

SALAD

Tropical Wind (Cloud Nine) เราเข้าใจว่า จานนี้เป็นทั้งสลัดและเป็นเหมือน Palate Cleanser ล้างปากก่อนเข้าสู่จานเมนอีกด้วย ส้มซันคิสท์และเบอร์รี่ถูกเสิร์ฟพร้อม น้ำสลัดมะนาว

Milky Way (Above The Cloud) ผลไม้รวมที่มาพร้อมกับ น้ำกะทิสัปปะรด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากขนมจีนซาวน้ำ

ก่อนจะเข้าถึงช่วงเมนคอร์ส ก็ถึงช่วงเวลาสุดพิเศษ

ช่วงเวลาประมาณเกือบทุ่มครึ่งถึงสองทุ่ม จะเป็นช่วงที่หิ่งห้อยเปล่งแสงชัดที่สุด ทางร้านจะเริ่มเชิญแขกเข้าไปยังห้องชมหิ่งห้อย ซึ่งเป็นห้องที่มืดสนิท ให้เราได้เห็นภาพตรงหน้า เป็นแสงหิ่งห้อยระยิบระยับ เป็นร้อยเป็นพันตัว

จากนั้น ทางพนักงานจะเล่าให้เราฟัง เกี่ยวกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของหิ่งห้อย ซึ่งมีเรื่องราวที่น่าสนใจเยอะ ตรงนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ และเราคิดว่า หาโมเม้นท์แบบนี้ได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะกลางเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นภาพของหิ่งห้อย ที่ชัดเจน เป็นประกายมากๆ

เรื่องราวโรแมนติกเกี่ยวกับหิ่งห้อยเรื่องนึง คือการที่น้องเปล่งแสงเป็นประกาย เป็นช่วงที่เค้ากำลังหาคู่ และเมื่อน้องเจอคู่ที่ถูกใจแล้ว ทั้งคู่จะอยู่ใกล้ๆ กันและกะพริบเป็นจังหวะเดียวกัน

เรานั่งมองดูหิ่งห้อยที่กระพริบเป็นจังหวะเดียวกันอยู่พักใหญ่ เราก็จะเห็นคู่โน้น คู่นี้ บินจีบกันไปเรื่อย

เมื่อชมหิ่งห้อยเสร็จแล้ว เราก็กลับมาจัดการกับคอร์สที่เหลือของเรากันต่อ

MAIN

เมนคอร์สของแต่ละเซ็ทเมนูมีให้เลือกถึง 3 ตัวเลือกซึ่งถือว่าหลากหลายดีค่ะ ฝั่ง Cloud Nine เราเลือกจานที่ชื่อเหมือนชื่อคอร์สนั่นก็คือ Cloud Nine ถ้าแปลเป็นไทยก็ประมาณ สวรรค์ชั้นเจ็ด อะไรแบบนั้น

ส่วน Above The Cloud เราเลือกเป็น Triplet Grill ค่ะ

Cloud Nine เสิร์ฟเป็น Crab Cake สไตล์อเมริกัน บนข้าวอบ Saffron และ ซอสขมิ้น ในฐานะคนชิมจะรู้สึกว่า จานนี้น่าจะมีที่มาจากปูผัดผงกะหรี่ แต่การใช้ แซฟฟรอน ในการปรุงข้าวนั้น ทำให้มีรสชาติและกลิ่นที่หอมละมุนดีค่ะ

Triplet Grill (Above The Cloud) ในเมนูจะเขียนเป็นกุ้งลายเสือ แต่วันนี้ทางร้านบอกว่ามีเป็นล๊อบสเตอร์ค่ะ ตัวล๊อบสเตอร์คุ้กได้พอดี เสิร์ฟพร้อมกับแกงปลาหิมะ ค่ะ ทำได้ดีทีเดียว

ทานล้างปากก่อนของหวานค่ะ

DESSERT

มาถึงจานขนมหวานปิดคอร์สกันแล้วนะคะ

Trio Spell (Cloud Nine) ทาร์ทน้ำตาลมะพร้าว ท๊อปด้านบนด้วยไดฟูกุค่ะ

Sugar High ตัวนี้จะอยู่ในทั้งสองเซ็ทเมนูเลยนะคะ เนียนอร่อยดีค่ะ เป็น Custard Creme Brulee ฝอยทอง ไม่หวานเกินไป

Sweet Fallen Angel (Above The Cloud) จานนี้ดีค่ะ เป็นแป้งใบเตย ไวท์ช๊อคโกแลตโดม มูสเมล่อน เมอแรงเลม่อน และ ซอสกะทิค่ะ ทุกอย่างหอมและเข้ากันได้ดี ถือว่าปิดมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์

อย่างที่บอกว่า หนึ่งสิ่งที่เราปลื้มมากๆ ของที่นี่ ก็คือค๊อกเทลค่ะ ค๊อกเทลอร่อยมาก และทำออกมามีสตอรี่ตามธีมเลยค่ะ

บรรยากาศภายในร้าน

ที่นี่จะมีห้องนิทรรศการ ซึ่งจะแสดงผลงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับธีมในแต่ละธีมอีกด้วยค่ะ ถือเป็นประสบการณ์ที่ครบทุกรูปแบบจริงๆ

ร้านวังหิ่งห้อย (Wang Hinghoi) 

เปิดให้บริการทุกวัน 18.00 – 24.00 น.

ตั้งอยู่ใน สนามกอล์ฟ R.C.A Driving Range ถ.กำแพงเพชร 7 สามารถนำรถมาจอดได้เลยค่ะ

โทร. 091-979-6226
เว็ปไซต์ http://www.wanghinghoi.com/
อีเมล์ info@wanghinghoi.com

Related Post