[รีวิว] Osha Thai Restaurant & Bar ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่ง สไตล์โมเดิร์นสุดอลังการ

ปีที่ผ่านมา นับเป็นปีทองแห่งอาหารไทยระดับ fine dining ก็ว่าได้ค่ะ ร้านอาหารไทยดีๆ ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น สืบเนื่องจากการมี Michelin Guide ที่ทำให้เราตื่นตัวว่าอาหารไทยก็ไม่ได้แพ้ชาติใดในโลก และ ร้าน Osha Thai Restaurant & Bar ก็เป็นหนึ่งใน “ไทย-ไฟน์ไดนิ่ง” ที่น่าค้นหา

Osha นั้นเป็นร้านอาหารไทย upscale ที่ได้รับรางวัลมากมายทั้งในและต่างประเทศ ร้านนี้เคยเป็นร้านสาขามาจากเชนร้านอาหารไทยชื่อดัง Osha ในเมือง San Francisco ที่มีมากกว่า 9 สาขาด้วยกันค่ะ

ปัจจุบันร้าน Osha ประเทศไทยได้เปลี่ยนการดำเนินงานใหม่ทั้งหมดเมื่อไม่นานมานี้ โดยอาหารจะเน้นเป็นแนวทาง fine dining ที่พิถีพิถันและน่าสนใจมากขึ้นค่ะ

ร้าน Osha นั้นมีอาหารให้เลือกมากมาย ทั้งแบบ A la Carte และแบบ Set menu ค่ะ โดย Set Menu จะมีสามแบบด้วยกันคือ Royal Set ซึ่งเป็นเซตคลาสสิกของทางร้าน และ Ramayana Set ที่จะนำเมนูล่าสุดของทางร้านมาใส่ไว้ให้ลองทานกันค่ะ

สำหรับวันนี้เราเลือก tasting menu ชุด Ramayana (ราคา 3,800 บาท++) โดยจะมีอาหารทั้งหมด 10 คอร์สด้วยกันค่ะ

เมื่อเราสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็ได้นำ Welcome Drink ซึ่งเป็น Mocktail ที่ทำจากน้ำกระเจี๊ยบสีแดงสดใสมาให้ดื่มค่ะ รสชาติหวานเปรี้ยว หอมดีทีเดียว

เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกันก่อนกับ Amuse Bouche เป็นยำปลาหมีก เสริฟมาในโคน น้ำยำนั้นปรุงมาได้ยอดเยี่ยม ครบรส ทำให้เรารู้สึกว่าอาหารมื้อนี้คงไม่ผิดหวังแน่ๆ

Concept ของเซตเมนู Ramayana นั้นจะพาเราไปทานอาหารที่ใช้วิธีการปรุงอาหารไทยแบบต่างๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การทอด การย่าง การนึ่ง การอบ การตุ๋น การยำ และอื่นๆ รวมถึงการพาเราไปทำความรู้จักอาหารไทยทุกๆภาคค่ะ โดย Starter นั้นจะมี 4 คอร์สด้วยกันประกอบไปด้วยอาหารสี่ภาค ทั้ง เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ตามมาด้วยซุปที่เป็นอาหารอีสาน และส่วนของ Main Course ที่นำเสนอด้วยอาหารภาคกลางค่ะ

โดยวันนี้เราได้จับคู่อาหารกับ cocktail 2 ตัวด้วยกัน สำหรับ Starter นั้นมากับ Cocktail ชื่อ “มาลัย” ค่ะ ซึ่งเป็นเหล้าแม่โขง ผสมกับ น้ำสกัดจากดอกจำปี จำปา มะม่วงหาวมะนาวโห่ และเติมความหอมด้วยดอกมะลิค่ะ

เริ่มคอร์สแรกกันด้วย อาหารทอด ภาคเหนือ ซึ่งเป็นลาบเป็ดคั่ว ที่นำเสนอมาได้อย่างน่าสนใจ นับเป็ดลาบเป็ดที่อร่อย น่าประทับใจค่ะ ด้วยรสชาติที่กลมกล่อมและ texture ของอาหารที่รู้สึกได้ถึงการทอดสมชื่อ

คอร์สที่สองของเราเป็นอาหารย่างภาควันออกอย่าง “แจงลอน” หรือ “ปลาจับไม้” ที่นำห่อหมกมาเสียบแท่งตะไคร้กรอบย่าง รมด้วยควันกะลามะพร้าวเผา เสริฟพร้อมน้ำอาจาดกุหลาบที่หอมมาก จานนี้นี่ดีตั้งแต่กลิ่นตอนเปิดที่ครอบออกมา ไปจนถึงกลิ่นของซอสเลยค่ะ

คอร์สที่สาม เป็นกรรมวิธีการยำ แบบทางภาคตะวันตก ซึ่งก็คือ หอยเชลล์ไซส์ใหญ่สด สไลด์บาง เสริฟพร้อมเจลน้ำจิ้มซีฟู้ดที่มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลเขียวลงไปด้วย โดยตัวน้ำจิ้มนั้นทำมาในรูปแบบของเจลที่ค่อนข้างเข้มข้นและเหนียว ซึ่งเหมาะกับเนื้อสัมผัสของหอยเชลล์มากค่ะ

ปิดท้าย Appetizer กันด้วยอาหารภาคใต้คือน้ำพริกหยำ โดยกรรมวิธีที่เรียกว่า หยำ หรือการนำมือมาขยำให้เข้ากัน อันว่าน้ำพริกหยำนั้นมีอีกชื่อหน่งว่า น้ำพริกโจร มีตำนานเล่าว่า มีโจรได้ขึ้นบ้านหลังหนึ่ง เกิดหิวขึ้นมา แลเห็นเครื่องทำน้ำพริกอยู่ จึงใช้มือขยำแทนการตำด้วยครก ด้วยว่ากลัวเจ้าของบ้านจะได้ยินค่ะ

โดยจานนี้ทางร้านใช้เป็นกุ้งแม่น้ำมาทานกับน้ำพริกหยำแนมด้วยมะม่วงหั่นเส้น on top ด้วยไข่กุ้งค่ะ

จบกันไปกับอาหารเรียกน้ำย่อยจากทั้งสี่ภาคแล้ว เราก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วยหลัก กันค่ะ แต่ก่อนอื่น ทางร้านได้เสริฟของทานเล่น มาให้ทานหนึ่งจาน เพื่อล้างปาก ก่อนเข้าสู่อาหารจานหลักค่ะ ซึ่งนั่นก็คือ เมี่ยงคำนั่นเองค่ะ พิเศษคือทำมาจากผักล้วนๆ คำนี้ทานแล้วรู้สึกเหมือนได้ refresh รสชาติในปากใหม่ พร้อมชิมอาหารคอร์สต่อไป

เมนคอร์สจานแรกของเราเป็นซุปจากภาคอีสานค่ะ เรียกง่ายๆว่าแจ่วฮอน แต่ถ้วยนี้ ไม่ธรรมดาค่ะ ใช้เนื้อวากิวออสเตรเลียสไลด์บางๆ จุ่มในซุปร้อนจัดๆ ให้เนื้อสุก แล้วทานไปพร้อมๆกัน เนื้อหอมนุ่ม น้ำซุปนั้นหอมหวาน จัดจ้านมากๆ จานนี้เสริฟมาอย่างอลังการงานสร้างค่ะ

คอร์สนี้ดีมากๆ เป็นจานโปรดในค่ำคืนนี้ของเราค่ะ น้ำซุปจัดจ้าน กลมกล่อม ส่วนเนื้อนี่ ละลายไปเลยค่าาา ดีมากกกก

จบจากอาหารทั้ง 5 ภาคไปแล้ว ถึงเวลาเดินทางมายังภาคกลางของประเทศค่ะ อาหารหนักจานแรกของเรานั้นอาหาร นึ่งค่ะ โดยพระเอกของจานนั้นเป็นปลาคอด นำไปซูวี (Sous Vide) จนนุ่ม มาคู่กับซอสสองแบบ และผัดเห็ดรวมค่ะ ตัวเนื้อปลาคอดนั้น ทำออกมาได้เนียนนุ่มและอร่อยมากๆ ต้องขอชมเชยจริงๆค่ะ ซอสทำออกมาได้เข้ากับปลาดีทั้งสองตัว โดยรวมแล้วจานนี้ประทับใจมากค่ะ

ตั้งแต่คอร์สอาหารนึ่งนั้น เครื่องที่ดื่มคู่กันจะเป็น Signature Cocktail ของทางร้านก็คือ “Osha Chada” ทำมาจากเหล้าแม่โขง สัปปะรด และเสาวรสค่ะ Presentation สุดทางมาก

มาถึงคอร์สสุดท้าย ทางร้านจะให้เราเลือกสองอย่าง คือ อาหาร “ตุ๋น” หรือ อาหาร “อบ” ค่ะ เนื่องจากเรามากันสองคน เราเลยได้ลองทุกอย่างเลย

เริ่มที่อาหารตุ๋น ซึ่งก็คือ หมูสามชั้นตุ๋นซอสแกงแดง ค่ะ โดยการนำหมูไปตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม แล้ว นำส่วนหนังไปทอดจนกรอบ เสริฟพร้อมแกงแดงรสเยี่ยม ตัดเลี่ยนด้วยสัปปะรด องุ่น และใบกะเพรากรอบ สำหรับเรา หมูยังเหนียวๆ มีความติดฟันนิดนึง

เมนคอร์สอีกจานคืออาหารอบ ซึ่งนำเอาซี่โครงแกะไปอบกับพริกแกงเขียวหวาน เสริฟพร้อมแกงเขียวหวานรสเข้มข้น ที่โดดเด่นคือใส่มะเขือม่วงที่ถูกปรุงมาสามแบบด้วยกันค่ะ จานนี้กลิ่นของแกะอาจจะแรงไปสำหรับบางท่าน แต่คนที่ชอบทานแกะน่าจะชอบมากค่ะ

จบของคาวไปแล้ว มาต่อกันที่ของหวานค่ะ เริ่มกันด้วย “ลอยแก้ว” ที่ทำมาในรูปแบบไอศกรีมค่ะ เปรี้ยวหวานชื่นใจ ด้วยไอศกรีมมะเฟือง ที่เสริฟมาพร้อมกับขิง ผิวมะกรูด และส้มฉุน ทานแล้วรู้สึกได้ล้างปากของคาวที่ทานมาก่อนหน้าได้อย่างหมดจด

ปิดท้ายด้วยจาน “ขนม” ค่ะ ซึ่งตัวเค้กทำมาจาก มูสถั่วดำและมูสงาดำ เสริฟคู่กับไอศกรีมเสาวรส จานขนมนั้นรสชาติไม่หวาน จัดจ้าน ปิดท้ายมื้อนี้อย่างคลีนๆ

รับว่าเป็นมื้อที่น่าประทับใจมากๆค่ะ กับร้านอาหาร Osha สิ่งที่เราชอบมากๆสำหรับร้านนี้มีสามอย่าง คือ Presentation ที่สวยงาม อลังการ กับรสชาติอาหารที่คงรสชาติไทยแท้ๆ ได้ครบถ้วน แต่เสริฟมาในรูปแบบที่สวยงามน่ารับประทาน ข้อสุดท้ายคือ เราจะได้ทานอาหารจากทุกภาค และกรรมวิธีการทำที่แตกต่างกันถึงสิบวิธีในมื้อเดียวเลยค่ะ

คอร์ส Ramayana สนนราคาอยู่ที่ 3,800++ บาท ส่วน Cocktail Pairing 2 แก้ว 800++ บาทค่ะ

Osha Thai Restaurant & Bar

ร้าน Osha ตั้งอยู่ที่ตึก Royal Residence Park ริมถนนวิทยุ หัวซอยร่วมฤดี

เปิดทุกวัน ทั้งมื้อกลางวันและเย็นค่ะ (11.00-14.30, 18.00-24.00)

เว็ปไซต์ http://www.oshabangkok.com/osharestaurant/
โทร 02-256-6555