[Sapporo-Furano-Otaru] วิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ กินอาหารทะเลสดๆ กับ ฤดูร้อนในฮอกไกโด!

มาเที่ยวฮอกไกโดหน้าร้อนกัน!

ทริปนี้เกิดขึ้นเนื่องจากตั๋วไปโตเกียวอันถูกแสนถูกในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวไทย ไม่นิยมไปเที่ยวญี่ปุ่นเท่าฤดูกาลอื่นๆ

มันก็ร้อนจริงๆนะ แต่เราว่า ฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นยังดีกว่าฤดูร้อนในยุโรป เพราะที่ยุโรปไม่มีแอร์เลย ทรมานมาก ที่ญี่ปุ่นเนี่ย ถึงอากาศจะร้อน แต่ยังมีแอร์ แถมอาหารประจำฤดูร้อนก็ยังเป็นของที่เราชอบ (เช่น อุหนิ กับ พีช กินจนคุ้มค่าตั๋วเครื่องบินได้เลย) แล้วยังมีเทศกาลที่ทำให้เรานึกถึงความฝันวัยเด็กในการ์ตูนญี่ปุ่น อย่างการไปดูดอกไม้ไฟ หรือใส่ชุดยูกาตะเที่ยวงานวัดอีกด้วย

ตอนนั้นกดจองตั๋วสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ กทม. – โตเกียว ไป 9 วัน ในราคาเก้าพันกว่าบาท เลยคิดว่า ซื้อตั๋วไปกลับ โตเกียว-ซัปโปโร ราคาประมาณสามพันบาท ก็ไม่เลว ทริปนี้นอกจากจะพาไปดูดอกไม้แล้ว ขอพาไปกินอาหารทะเลประจำฤดูร้อนด้วยนะคะ

ข้อมูลโดยทั่วไป

  • เกาะฮอกไกโดเป็น 1 ใน 4 เกาะใหญ่หลักๆของญี่ปุ่น เป็นเกาะที่อยู่ทางเหนือสุดของประเทศ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากเกาะ ฮอนชู
  • เมืองหลวงของเกาะฮอกไกโดคือ ซัปโปโร, สนามบินหลักคือ Sapporo New Chitose
  • ฮอกไกโดมักเป็นที่นิยมสำหรับสกีรีสอร์ท เทศกาลหิมะ ในฤดูหนาว นอกจากนี้ยังมีทั้งภูเขาไฟ น้ำพุร้อน และ ออนเซนให้เที่ยว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเที่ยวอยู่ในเมืองดังๆ อย่าง Sapporo, Otaru, Hakodate, Noboribetsu, Niseko, Furano แต่จริงๆ ฮอกไกโดยังมีดินแดนทางตะวันออกที่เราเองก็อยากไปมากๆ เช่น แถวๆ Rausu Port ดูหมี ดูปลาวาฬ ไปทะเลสาบ Onneto อุทยานแห่งชาติ Daisetsuzen  ซึ่งต้องขับรถไปประมาณ สี่ร้อยกว่าโล หรือเกือบ 7 ชั่วโมง
  • ฤดูร้อนของญี่ปุ่น คือ เดือน มิถุนายน – สิงหาคม
  • ฮอกไกโด อากาศไม่ร้อนเท่าโตเกียวค่ะ ช่วงที่เราไปอากาศสูงสุดประมาณ 25 องศา
  • ลาเวนเดอร์ เริ่มบานตั้งแต่ช่วงปลายมิถุนา ไปจนถึงต้นเดือนสิงหา แต่จะพีคที่กรกฎาค่ะ
  • จริงๆแล้วสามารถนั่งรถไฟเที่ยวได้นะคะ แต่เราขอรีวิวเป็นการขับรถเที่ยว ซึ่งขับง่ายมาก สถานที่ท่องเที่ยวหาง่าย GPS ครอบคลุม จะใช้แผนที่ในมือถือ หรือ ทีติดมากับรถก็ได้ ขับในไทยได้ขับที่โน่นได้ค่ะ ขับฝั่งเดียวกัน นักท่องเที่ยวแบบเรา มีสิทธิ์ซื้อ express way pass หรือ พาสขึ้นทางด่วนได้ด้วย เพราะปกติทางด่วนที่ญี่ปุ่นแพงค่ะ ที่เราชอบขับรถเพราะเราสามารถปรับเปลี่ยนแผนและเวลาได้ตลอด และไม่ต้องห่วงเรื่องกระเป๋าเดินทางด้วยค่ะ

จุดท่องเที่ยวและกิจกรรมในทริปนี้

  • ขับรถเที่ยว Flower Route เที่ยวสวนดอกไม้ 4 สวนใน Furano (Kaze no Garden, Saika no Sato, Farm Tomita, Flowerland Kamifurano, Shikisai no Oka)
  • แวะชม บ่อน้ำ Biei Blue Ponds, น้ำตก Shirahige Fall
  • เที่ยวเมือง Sapporo (ชมตึกและจุดท่องเที่ยวสำคัญๆ ทานเนื้อย่าง เที่ยวเมือง เล่นเกมส์ ร้องเกะ)
  • เที่ยวตลาดปลาที่ Otaru ทานปู Hanasaki (เป็นปูที่มาในช่วงหน้าร้อนค่ะ)
  • ทานซูชิโอมากาเสะที่ได้มิชลิน 1 ดาว
  • ชมโรงงานวิสกี้ Nikka ใน Yoichi โรงงานของผู้ขึ้นชื่อว่าเป็น บิดาแห่งวิสกี้ญี่ปุ่น
  • เที่ยวเมือง Otaru (คลอง, ถนนคนเดิน)
ชอบขับรถที่นี่มากเลยค่ะ วิวระหว่างทางเพลินมาก

ค่าใช้จ่ายคร่าวๆ

  • ตั๋วเครื่องบิน Haneda – Sapporo 10,600 Yen : ประมาณ 3,200 บาท
  • ค่าเช่ารถ 2 วัน บริษัท Samurai Rental Car  11,320 Yen : หารสอง เหลือคนละ 1,700 บาท
  • ค่าน้ำมันและบัตรทางด่วน ตอนนั้นบริษัทรถเช่ามีโปร แบบไม่ต้องเติมน้ำมันตอนคืนรถ เราใช้น้ำมันไปถังเดียว ประมาณ 1800 บาท + บัตรทางด่วน 3 วัน 5100 Yen : หารสอง เหลือคนละ 1,665 บาท
  • ค่าที่พัก Airbnb 2 คืน 3,868 บาท : คนละ 1,934 บาท
  • นอกจากนี้ก็จะเป็นค่ากิน ค่าเข้าสถานที่ และ ค่าจอดรถ(ไม่แพงมาก ส่วนใหญ่ต้องเสียค่าจอดในเมือง) ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้น่าจะแตกต่างไปตามแต่ละบุคคลค่ะ

หมายเหตุ Update – เราไปมาช่วงกลางกรกฎาปี 2017 ซึ่งพอกลับเข้ามาเช็คอีกที สายการบิน Spring Airlines ได้ยกเลิกเที่ยวบิน และ ที่พัก Airbnb ที่เราพักก็เลิกทำไปแล้วนะคะ แต่ที่พักหาง่ายค่ะ ถ้าจะขับรถเที่ยว อย่าลืมกดออปชั่น ที่จอดรถด้วยนะคะ

__________________________________

Day 1 : The Famous Flower Route of Hokkaido

เราออกจากโตเกียวเพื่อไปสนามบิน Haneda กันตั้งแต่เช้า เพื่อออกเดินทางสู่ สนามบิน Sapporo New Chitose Airport ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงครึ่ง

บินด้วย Spring Airlines Japan ซึ่งไม่รวมน้ำหนักกระเป๋าค่ะ แต่เรามา 2 วันครึ่ง เลยใช้เป็นแครี่ออนมาค่ะ

เราจองรถไว้กับบริษัทท้องถิ่นชื่อ Samurai Rental Car ค่ะ จองผ่าน https://www2.tocoo.jp/en/ สามารถใช้จองได้ทุกเมืองเลยนะคะ

บริษัทที่เราจองมีข้อดีคือถูกค่ะ เค้าดูแลดีนะคะ ทำเอกสารรวดเร็ว ตอนเราจองมีโปรโมชั่น คืนรถไม่ต้องเติมน้ำมันด้วยค่ะ ส่วนข้อเสียคือ เราต้องนั่งรถชัทเทิลบัสของสนามบิน (จอดที่ป้ายเบอร์ 30) เพื่อที่จะไปรับรถที่ ลานจอดรถระยะยาว (Long Term Parking Lot) ซึ่งออฟฟิศของบริษัทเค้าจะอยู่ตรงนั้นค่ะ

หลังจากนั้นเมื่อรับรถเรียบร้อยแล้ว เราจึงเริ่มมุ่งหน้าไปยัง Furano ซึ่งเป็นที่อยู่ของ Flower Route หรือ เส้นทางทุ่งดอกไม้ของเรากันค่ะ

แผนที่ด้านล่างนี้ เป็นสถานที่ทั้งหมดของวันแรกนี้ค่ะ จริงๆ ญี่ปุ่นดีอยู่อย่าง GPS ที่มากับรถ สามารถใส่เบอร์โทรศัพท์แล้วมันจะไปที่จุดหมายได้เลยค่ะ ให้ที่เช่ารถเซ็ทเป็นภาษาอังกฤษไว้นะคะ

 

แผนที่ของฟาร์มดอกไม้ทั้งหมดค่ะ มีเยอะมากๆตลอดแนว ภาพแผนที่จากเว็ป http://www.kamifurano.jp/english

เราจะต้องวิ่งบนทางด่วนหลักๆ ซึ่งเป็น 4 เลนส์ขับง่ายๆ มาค่อนข้างยาว แล้วก็มาแตกเข้าถนนที่เริ่มเข้าฟาร์มค่ะ

จุดแรกที่เราแวะคือ Kaze no Garden เป็นสวนแบบอังกฤษซึ่งมีพันธ์ไม้กว่า 450 ชนิด ตั้งอยู่ใน New Furano Prince Hotel ค่าเข้าชม 800 Yen สามารถมาได้ทุกฤดูค่ะ

รู้สึกว่าที่ที่นี่ดังเพราะใช้ถ่ายทำซีรี่ย์ค่ะ ส่วนด้านหน้าจะมี Ningle Terrace เป็นกระท่อมขายของที่ระลึก อยู่ในป่าเลยค่ะ แต่พอดีเราไปแล้วฝนตกปรอยๆ ทั้ง 2 จุดเลยแทบไม่ได้ถ่ายรูปมาเลยค่ะ 🙁

เราแวะทานข้าวแบบเร็วๆที่โรงแรมแล้วก็ขับรถไปต่อกันค่ะ

เริ่มเข้าสู่ Flower Route แล้ว ฟาร์มแรกที่มาถึงคือ Saika No Sato ซึ่งเป็นเนินขึ้นไป เราก็ต้องเดินขึ้นนะคะ แต่ที่นี่ เหมือนลาเวนเดอร์ยังไม่บานเต็มๆ มันเห็นเป็นหย่อมๆ แบบในรูป ถ้าสังเกตุในรูปด้านล่างดีๆ จะเป็นรั้วสีขาวๆ จะต้องเริ่มเดินมาจากแถวๆประมาณนั้นค่ะ แต่จริงๆ การที่ทุ่งลาเวนเดอร์อยู่บนเนิน ทำให้เห็นวิวเมืองสวยดีนะคะ ส่วนดอกไม้ที่ปลูกสลับสีกันเป็นแถวๆก็ยังไม่บานเต็มที่ เราเลยกลับค่ะ

ฟาร์มนี้ไม่เสียค่าเข้าค่ะ คนไม่พลุกพล่าน แล้วก็มีที่จอดรถกว้างขวางมากค่ะ ฟาร์มส่วนใหญ่ใน Furano จะไม่ได้เก็บค่าเข้า แต่จะเน้นขายของกิน ของฝาก หรือ ค่ากิจกรรมต่างๆกันไปในแต่ละฟาร์มค่ะ

ฟาร์มถัดไป เราไปกันที่ Farm Tomita และ Lavender East ซึ่ง Farm Tomita คนเยอะมากกกก คือเต็มมาตั้งแต่ที่จอดรถแล้วค่ะ เราเลยสังเกตการณ์จากด้านนอก ฟาร์มสวยนะคะ แต่เราเลยลองไปลุ้นฟาร์มอื่นกันค่ะ

ส่วน Lavender East เป็นฟาร์มบนที่ราบไม่ได้อยู่บนเนิน แล้วก็ไม่สามารถเข้าไปถ่ายตรงกลางๆระหว่างแถวลาเวนเดอร์ได้ค่ะ

ต่อมาเป็นฟาร์มที่เราชอบมากที่สุดค่ะ คือ Flowerland Kamifurano

ที่นี่เราคิดว่าลาเวนเดอร์ค่อนข้างพื้นที่กว้างดีค่ะ แล้วก็มีสวนดอกไม้ชนิดอื่นๆที่คลุมพื้นที่กว้างๆด้วย วิวดีค่ะ ไม่เสียค่าเข้าชม แต่จะมีบริการรถแทร๊กเตอร์ พาชมฟาร์ม 10 นาที 500 Yen ซึ่งเราไม่ได้ใช้นะคะ เราเดินเอาค่ะ

ที่ชอบอาจจะเป็นเพราะ นักท่องเที่ยวไม่เยอะค่ะ ตอนเราไปมีแค่กรุ๊ปเล็กๆที่ไปขึ้นรถแทร๊คเตอร์ และคู่บ่าวสาวชาวญี่ปุ่นมาถ่ายรูปแต่งงานเท่านั้นเองค่ะ

ตรงทางเข้ามีขายของกิน ของฝาก ทั้งพวกผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์ รวมไปถึงของกินประจำฤดูกาลอย่าง เมล่อน ข้าวโพด แล้วก็ซอฟท์ครีมลาเวนเดอร์ที่ขาดไม่ได้

ทุ่งลาเวนเดอร์จะอยู่ถัดจากพันธ์ไม้ชนิดอื่นๆค่ะ

ที่เห็นเราเข้าไปยืนอยู่ตรงกลางลาเวนเดอร์ เราไม่ได้เหยียบนะคะ คือเค้าปลูกเป็นแถวๆแบบนี้ จะมีทางเดินค่ะ

หลังจากภารกิจวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์เสร็จสิ้น เราก็ขอไปตามหาฟาร์มที่ปลูกดอกไม้สลับสีเป็นพรมดอกไม้เลยค่ะ

เราได้มาที่นี่ Shikisai no Oka ที่นี่ไม่ได้เก็บค่าเข้านะคะ แต่เค้าจะมีขอให้บริจาค 200 Yen แล้วที่นี่ก็มีบริการรถแทรคเตอร์ชมฟาร์มเช่นเดียวกันค่ะ มีทุ่งลาเวนเดอร์ด้วย แต่ที่สะดุดตาเรามากๆคือทุ่งดอกไม้สลับสีค่ะ

จริงๆสวนใหญ่มากนะคะ ใช้เวลาได้เยอะเลย คนค่อนข้างพลุกพล่านแต่ไม่เยอะเท่าฟาร์ม Tomita ค่ะ

ในโซน Furano-Biei (อ่านว่า บิเอะ) นั้นยังมีธรรมชาติสวยๆ ซึ่งหลายๆท่านเลือกที่จะมาหาที่พักพักผ่อนกันแถวนี้ด้วยนะคะ หากขับรถมาถึงโซนนี้แล้ว อีกที่ที่พลาดไม่ได้คือ น้ำตก Shirahige ที่ว่ากันว่าเป็น 1 ใน 5 น้ำตกที่สวยที่สุดในเกาะฮอกไกโด ซึ่งเราจะสามารถชมน้ำตกได้จากมุมสูง บนสะพานเท่านั้นนะคะ จะมีที่จอดรถอยู่ข้างๆสะพาน แล้วเดินไปที่สะพานได้เลย ถือว่าเป็นจุดท่องเที่ยวที่เดินน้อย และเหนื่อยน้อยที่สุดของวันนี้ค่ะ

แค่ไปยืนอยู่ตรงนี้ก็สดชื่นมากๆ แล้วพออยู่ในป่านี่ลืมคำว่า ฤดูร้อนไปเลยค่ะ อากาศเย็นสบายมาก โดยน้ำสีฟ้าแบบนี้ก็ได้ไหลไปสู่หนึ่งในจุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเมืองบิเอะ อย่าง Biei Blue Pond หรือบ่อน้ำสีฟ้าใส ซึ่งหลายๆคนอาจจะเห็นบ่อยๆจากรูปหน้าจอคอมแมคค่ะ

แต่ๆๆๆๆ ทำไมพอเรามาแล้ว มันสะท้อนไปหมดไม่เห็นอะไรเลย กลายเป็นแบบนี้นะคะ ไม่ฟ้าเหมือนที่คาดหวังไว้เลย แงๆๆๆ

จากที่นี่เราก็ขับรถยาว เดินทางกลับเข้าสู่ ซัปโปโรค่ะ เรามาถึงซัปโปโรช่วงเย็น ก็ได้เวลาไปหาร้านของกินแล้ว จะบอกว่าเนื่องจากเราประมาทซัปโปโรไปหน่อย ทุกร้านที่ได้คะแนนสูงๆใน Tabelog เต็มล่วงหน้า แบบไม่รู้จะเต็มยังไง ไม่งั้นก็คนต่อคิวยาวววว ทุกร้านเลยค่ะ

เที่ยวย่าน Suzukino แหล่งบันเทิงยามค่ำคืนของซัปโปโร

อย่างไรก็ตาม โซนร้านอาหารที่เราไป จะอยู่แถวๆสถานี Suzukino นะคะ แถวๆสถานี ก็จะมีร้านค้าต่างๆ อย่าง Muji, Uniqlo มีร้านคาราโอเกะ ร้านเกมส์ ร้านดองกี้ รวมไปถึง ร้านอาหาร และ ร้าน Izakaya มากมายเต็มไปหมด ในซอยมีร้านเยอะแยะเลยค่ะ

จริงๆแล้ว อีกย่านที่สามารถไปช้อปปิ้งได้คือ รอบๆสถานี Sapporo เลยค่ะ มีร้านค้าครบ คาเฟ่น่ารักๆเยอะมาก แต่เราว่ามันเป็นแหล่งกลางวันไปหน่อย ตอนกลางคืนต้องมาย่าน Suzukino นี่แหล่ะค่ะ สนุกมากกกกก

สำหรับจุดนี้เราจอดรถไว้ที่บ้าน Airbnb แล้วนั่งรถไฟฟ้ามาค่ะ แต่พอดีจัด Izakaya กับ Karaoke ดึกไปหน่อย รถไฟหมด ก็เลยนั่งแท๊กซี่กลับ แถวๆ Suzukino แม้จะคนเยอะ แต่หาแท๊กซี่ง่ายกว่า แหล่งแฮงค์เอาท์อย่าง Shibuya แบบคนละเรื่องเลยค่ะ (เราเคยพยายามเรียกแท๊กซี่ที่ชิบูยะ ตอนตีสอง ครึ่งชั่วโมงยังไม่มีรถว่างเลยอ่ะ ต้องใช้แอพ Japan Taxi เท่านั้นเลย ไฟแท๊กซี่ที่ญี่ปุ่นทำเราสับสนหลายรอบแล้ว “ไฟสีเขียว คือ ไม่ว่าง” และ “ไฟสีแดง คือ ว่าง” นะคะ ส่วนไฟสีส้มซึ่งคล้ายสีแดงมาก คือแท๊กซี่โดนจองแล้วกำลังไปรับผู้โดยสาร ประตูแท๊กซี่เปิด-ปิดอัตโนมัตินะคะ)

จับได้ปิกะจูมาด้วย ที่นี่ตกตุ๊กตาง่ายอ่ะ ง่ายกว่าร้านในโตเกียวมากเลยค่ะ จับให้ได้นะคะ แล้วเค้าจะมีพนักงานมาแบบเย่ๆๆ กรี้ดกร๊าด ตีกลอง ว่าเราได้รางวัลแล้วน๊าาาาา สนุก




Day 2 : The Seaside Route

เริ่มเช้าวันนี้กันที่ตลาดปลาในเมือง Otaru ค่ะ ตามภารกิจ “วัตถุดิบสดจากท้องทะเลฤดูร้อนนนนนนนนนน” *ขอเสียงแบบรายการทำอาหาร*

เมือง Otaru เป็นเมืองท่า ที่ห่างจากซัปโปโรประมาณ 50 นาที ที่นี่มีชื่อเสียงในการทำแก้ว กล่องดนตรี และ สาเกค่ะ ในช่วงเช้านี้ เราแวะแค่ที่ตลาดปลา Sankaku Market หรือ Central Market มีที่จอดรถฝั่งตรงข้ามค่ะ

ที่นี่เป็นตลาดปลาขนาดเล็ก เป็นซอยๆเดียว ความยาวประมาณ 200 เมตรเองค่ะ แต่ด้วยความที่อยู่ติดสถานี JR ทำให้มีนักท่องเที่ยวเยอะกว่าที่อื่นใน Otaru เพราะฉะนั้นเวลาสั่งอะไรก็จะค่อยข้างง่าย พอมีเมนูเป็นภาษาอังกฤษอยู่ค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราประทับใจกว่าตลาดปลา Tsukiji มากกกกกกกก (ด้วยราคา วัตถุดิบ บรรยากาศ ความคนไม่เยอะ ไม่โหวกเหวกเกินไป)

ข้อมูลตลาดปลาใน Otaru

Otaru มีตลาดปลาอีกหลายแห่งซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไป

1. Sankaku Market ตลาดที่เรามา เป็นตลาดเดียวที่เปิดทุกวัน ไม่มีวันหยุด เปิด 7.00-17.30 น. ใกล้สถานี JR

2. Shinnantaru Market ตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดใน Otaru (อย่าเทียบขนาดกับเมืองใหญ่ๆนะคะ ที่นี่เป็นเมืองเล็ก ตลาดก็เล็กตาม) อยู่ติดกับ Otaru Bay Complex ตลาดนี้ค่อนข้างโมเดิร์น และมีคนท้องถิ่นเยอะ มีร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต และวัตถุดิบอื่นๆนอกจากอาหารทะเลด้วยค่ะ ที่จอดรถฟรี ปิดทุกวันพุธ เปิด 10.00-19.00 น.

3. Nantaru Market ตลาดนี้ต้องขับรถออกไปหน่อยค่ะ แต่เป็นตลาดที่คนท้องถิ่นมาเยอะที่สุด คิดว่าของราคาถูกที่สุดถ้าเทียบกับตลาดอื่นๆนะคะ และที่นี่มี อูหนิพันธ์ Bafun Uni จากแหล่งแถวๆ Rishiri-Rebun ที่ได้รับรางวัลด้วยนะคะ ที่จอดรถฟรี ปิดทุกวันอาทิตย์ เปิด 9.00-19.00 น.

4. Temiya Market ตลาดปลาที่เก่าแก่ที่สุดใน Otaru และเป็นตลาดที่มีแต่คนท้องถิ่นเช่นเดียวกันค่ะ ที่นี่จะค่อนข้างเงียบ และเป็นบรรยากาศสบายๆที่สุด ปิดทุกวันอาทิตย์ เปิด 10.00-19.30 น.

5. Rinyuu Asaichi Morning Market ตลาดที่เปิดเช้าที่สุดใน Otaru ใครมีโปรแกรมเช้า อยากแวะมาก่อน มาได้ตั้งแต่ ตี 4 เลยค่ะ ปิดทุกวันอาทิตย์ เปิด 04.00-14.00 น. ตลาดนี้ เสิร์ชชื่อใน map จะไม่เจอนะคะ ให้ก๊อปที่อยู่ใส่ไปค่ะ 10-15, 3 chome, Kaiuchi, Otaru-shi, Hokkaido

____________________

กลับมาต่อที่มื้อเช้าของเราค่ะ อย่างที่ทราบกันดีว่าหนึ่งในวัตถุดิบชื่อดังของฮอกไกโดก็คือ “ปู”

มารู้จัก ปูฮอกไกโด กันหน่อยดีกว่าค่ะ

1. ปูทาราบะ หรือ King Crab เป็นปูที่ราคาแพงที่สุด ฤดูกาลที่ดีที่สุดคือ เดือนกันยา – มกรา (มีลักษณะคล้ายกับ Aburakani ซึ่งราคาถูกกว่าครึ่งนึง)

2. ปูเคคาหนิ (Kagani) หรือ ปูขน Horse Hair Crab ฤดูกาลที่ดีที่สุดคือ เดือนเมษา – สิงหา และ พฤศจิกา – ธันวา

3. ปูซูไว (Zawai) หรือ Snow Crab ตัวนี้หาได้บ่อยๆตามซูชิ และไลน์บุฟเฟต์ค่ะ ฤดูกาลที่ดีที่สุดคือ พฤศจิกา-มีนา

4. ปูฮานาซากิ (Hanasaki Crab) ถ้าทาราบะเป็นคิง ก็ให้ ฮานาซากิเป็นควีน ก็ได้นะคะ ตัวนี้เราไม่ค่อยได้ทาน ค่อนข้างต้องตรงฤดู ฤดูกาลที่ดีที่สุดคือ กรกฎา-ตุลา

ตอนแรกเราก็ไปเดินด้อมๆมองๆ แล้วลุงที่ร้านก็หยิบตัวนี้มาเสนอขาย ซึ่งมันหนักมากเลยค่ะ ส่วนในรูปคือกลัวปูหนีบ ทำอะไรไม่ถูกเด้ออออออ 55555 ตัวนี้น่าจะประมาณ เจ็ดพันบาทค่ะ

ส่วนเราเลือกสั่งเจ้าปูประจำฤดูกาล ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่า หากินยากพอสมควร มาลงที่ ปู Hanasaki ค่ะ

สีหน้าจริงจังมากกกกก เรื่องกินเรื่องใหญ่ค่ะ

ถ้าซื้อวัตถุดิบจากร้านตรงข้ามก็เอามาให้ร้านนี้ทำให้ฟรีค่ะ เค้ามีพรรคพวกกันอยู่ พร้อมรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ

เราแกะปูไม่ค่อยเป็น ทางคุณป้าที่ร้านเค้าก็มาสอนแกะค่ะ บอกเลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่แกะปูเกลี้ยงขนาดนี้ คือมันหวานดึ๋ง อร่อยมากกกก เนื้อชิ้นใหญ่ใช้ได้เลยนะคะ ชุ่มมาก ดีงาม หวาน ซึ้ง อยากกลับไปกินอีก

ตัวนี้ ไม่เกิน สองพันบาทค่ะ จำราคาเป๊ะๆไม่ได้

นอกจากนี้ ฤดูนี้ก็ต้องจัดของดีฮอกไกโด อย่างอูหนิด้วยนะคะ บางร้านก็บอกว่า ซีซั่นนี้ Bafun ดีกว่า บางร้านก็บอก Murasaki ดีกว่า แต่ส่วนตัว เราชอบอูหนิ ที่ครีมมี่ แบบคัสตาร์ด ข้น ดึ๋ง หวานนุ่มลิ้น ไม่คาว ไม่เค็มทะเลเกินไป… ส่วนใหญ่ Bafun ก็รอดนะคะ คือ Murasaki มันครีมมี่กว่าจริง แต่รสชาติมันจะเพลนไปนิดนึง

อย่างไรก็ตาม… ถ่ายรูปไม่ทันค่ะ ลงท้องไปแล้วค่ะ ซอรี่ T T

อย่างข้าวด้งที่นี่ มีให้เลือกเยอะมากเลยนะคะ จะเอาหน้าอะไร ก็หาดู แฟนเรากินหน้าอุหนิทั้งถ้วย พูนอลังการมาก ส่วนเราเลือกถ้วยนี้ 2000 Yen เอาจริงๆนะคะ นี่เป็นหนึ่งในโฮตาเตะที่ดีที่สุดที่กินมาในชีวิต มันเป็นโฮตาเตะที่เทียบเท่า โอมากาเสะราคาแพงมากๆในโตเกียว ส่วนที่ไทย ยังไม่เคยเจอรสนี้ เคยเจอเกือบเหมือน แต่ยังไม่เท่านี้จริงๆค่ะ มันฟังดูเว่อมากเลยอ่ะ แต่อยากให้มาลองนะคะ คือแบบ ไม่เคยเจอหอยที่ช้อนธรรมดาตัดขาดได้เลย แต่มันเด้ง กรุบ มันหวาน แบบไม่มีความคาวอะไรเลย ไม่เมือก ไม่เหนียว คือกรุบเข้าไปเลยอ่ะค่ะ แบบถ้าใครเอาอันนี้ไปทำให้สุกนี่เราโกรธเลยนะ มันพีคมากจริงๆ

ส่วนซูไวกับกุ้งโบตันก็ดีค่ะ แต่หอยโฮตาเตะนี่ถึงขั้นสั่งเป็นตัวๆมากินอีก หลายตัวเลยค่ะ 5555

เนื่องจากเราเอนจอยกับการกินไปนิดนึง เลยต้องแคนเซิลแพลนไปหนึ่งแพลน คือการไปเก็บเชอร์รี่และบลูเบอร์รี่ที่ Yoichi ค่ะ แต่เราก็ยังขับรถไป Yoichi เพื่อไปชมโรงงานวิสกี้ของแบรนด์ Nikka บริษัทที่ก่อตั้งโดย Taketsuru Masataka ผู้เป็นบิดาแห่งวิสกี้ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นความสนใจส่วนตัวของคุณแฟนค่ะ เค้าค่อนข้างอินกับพวกวิสกี้หายากต่างๆ

Nikka Whiskey Yoichi Distrillery 

Taketsuru Masataka ผู้ก่อตั้งได้ไปเรียนวิธีการทำวิสกี้มาจากต้นตำรับที่สกอตแลนด์ และได้มาเปิดโรงกลั่นวิสกี้แห่งแรกในญี่ปุ่นที่เกียวโต ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่เมือง Yoichi แห่งนี้ เพราะนับว่ามีสภาพน้ำ อากาศ ถ่านหิน ที่ใกล้เคียงกับสกอตแลนด์ และสามารถผลิตวิสกี้ที่ดีเหมือนต้นตำรับได้ โดยโรงกลั่นแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1934 และเครื่องจักรต่างๆที่ถูกนำมาในตอนนั้น ก็ยังอยู่ และเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมได้ฟรีค่ะ

จริงๆมีทัวร์เป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย แต่ไม่มีภาษาอังกฤษค่ะ ซึ่งเราสามารถเดินชมเองโดยการอ่านแผ่นพับหรือป้ายต่างๆค่ะ เค้าก็จะมีตั้งแต่ ห้องแมชชิ่ง ห้องกลั่น ห้องบ่ม มีถังต่างๆให้ชมค่ะ

สำหรับเราก็งงๆว่า คุณแฟนเค้าก็ไปทัวร์ดูทุกแหล่งในสกอตแลนด์มาแล้ว จะมาที่นี่ทำไม เราก็ได้รับรู้ถึงคำตอบว่า เจตนาแอบแฝงของนางคือการมาชิมวิสกี้ ขวดที่หายากมากๆๆๆๆในโลก หาซื้อทั่วไปไม่ได้เลย ขวดนี้ราคาน่าจะอยู่ที่ สองหมื่นสี่พันบาท อย่างน้อยๆ แต่ถึงที่โรงงานที่นี่เค้าก็ไม่มีขายนะคะ มีให้ชิมอย่างเดียว และเหลือไม่กี่ขวดแล้ว

(ขวดนี้เป็น Single Cask นะคะ หมักในถังเดียว จริงๆ Single Cask เอามาบรรจุขวดก็ได้แค่ไม่กี่ขวดแล้ว แต่ละ Cask ก็รสต่างกัน ส่วนถ้าพวก Single Malt อายุเท่านี้ ก็อาจจะพอมีบ้าง ขวดละประมาณ หมื่นสอง ราคาต่างประเทศ ถ้ามาไทยไม่อยากคิดเลยค่ะ)

จากนั้น เราก็มาจบที่ห้องชิมวิสกี้ ที่แจกให้ผู้เข้าชมโรงงานทุกคนค่ะ ซึ่งถ้าเทียบกับขวดดีๆแล้ว ขวดนี้มันก็ค่อนข้างเบสิคมากๆเลยค่ะ จากห้องชิมก็จบที่ห้องขายวิสกี้และของที่ระลึกค่ะ (ซึ่งเราไม่ได้ซื้อมานะคะ เพราะที่นี่ก็ไม่มีขวดหายากๆขายอยู่ดี)

จากนั้น เราก็กลับมา Otaru กันอีกครั้ง ขับรถชิวๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ ถนนขับเลียบทะเล วิวสวยมาก รู้สึกพักผ่อนมากเลยค่ะ

ที่ Otaru เราจองร้านซูชิ โอมากาเสะ ที่ได้รับดาวมิชลิน 1 ดาว ชื่อร้าน Isezushi ค่ะ

Isezushi ร้านโอมากาเสะ 1 ดาวมิชลิน ในโอตารุ

เราจองก่อนประมาณ 2-3 อาทิตย์ล่วงหน้า ก็ยังได้ที่เคานเตอร์นะคะ แต่วันที่ไปคนเต็มค่ะ มีโซนที่เป็นโต๊ะด้วย ซึ่งมีคนปั้นซูชิ 2 คนค่ะ เรากินโอมากาเสะที่เคานเตอร์ค่ะ

จุดพีคของร้านนี้คือราคาค่ะ ราคาน่ารักมาก 10 คำ 3000 Yen , 12 คำ 3900 Yen, 16 คำ 6300 Yen

ขอรีวิวรวบๆไปนะคะ สำหรับเรา คิดว่า ราคานี้ บวกกับ อาหารทะเลที่สดและขึ้นชื่อของฮอกไกโด ถือว่าคุ้มค่ามากๆ เชฟค่อนข้างพิถีพิถันในการทำ และวัตถุดิบสดอร่อยดีค่ะ

แต่ถ้าจะให้เนี้ยบเป๊ะ อลังการ วัตถุดิบพีค ขนาดโอมากาเสะหลายหมื่นเยน ได้ดาว 2-3 ดาวใน Ginza – Nishi Azabu มันก็เทียบกันไม่ได้นะคะ (พวกนั้นเค้าค่อนข้างจะเซอร์วิสเต็มที่ ดูความเร็วในการกินของเรา และปั้นปริมาณข้าวให้ตามความอิ่มที่เค้ากะ อย่างซูชิเรา คำหลังๆ ข้าวจะน้อยกว่าของแฟนตลอด แถมยังแม่นในเรื่องของการใส่ซอส วาซาบิ แล้วก็จะมีปลาแปลกๆเยอะกว่า ขนาดของพวก shellfish อลังการมาก ปั้นข้าวไม่กี่มือ อุณหภูมิข้าวที่ดูแลตลอด) ส่วนที่นี่ถามว่าแฮปปี้มั้ย ก็แฮปปี้ แต่ยังไม่ใช่โอมากาเสะที่ดีที่สุดในชีวิตค่ะ

อ้อ แต่ถ้าเทียบราคา กับ ร้านในเมืองไทยหรือแม้แต่บางร้านแถวๆซึกิจิเอง ก็ยังแนะนำว่าไปเถอะค่ะ คุ้มค่ะ จริงๆ จ่ายเงินพันเอ็ดได้ขนาดนี้นี่ไม่รู้จะไปหาที่ไหน อูหนิดีมากกกกก กั้งก็ดีค่ะ อากะไกตัวเล็กไปหน่อย เรากินเซ็ต 12 คำนะคะ อันนี้ตัดมาให้ดูภาพรวม

วาววับๆ

จากนั้น เราก็ไปเดินเล่นในเมือง Otaru ค่ะ ซึ่งก็ไปตามจุดท่องเที่ยวต่างๆเช่น คลองโอตารุ ถนน Sakaimachi พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ร้านขนม Le TAO เป็นต้น

ซอฟท์ครีมน้ำผึ้ง ระหว่างทาง

แถวๆคลองโอตารุ ซึ่งจะมีตึกเก่าๆมากมาย แต่แถวๆนี้ เราเดินเล่นอยู่แค่ 10 นาทีแล้วก็ไปต่อที่ Sakaimachi ค่ะ

ที่นี่จะมีร้านขนม ของฝาก เยอะมากกกกก เดินเข้าๆออกๆชิมขนมได้ทุกร้านเลยค่ะ และยังสามารถมาพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชมนะคะ แต่ว่า แนวโน้มจะเสียตังค์ซื้อของฝากสูงมากค่ะ

เราเลือกที่จะแวะทานขนมที่ Le TAO ค่ะ ซึ่งจริงๆ ก็เหมือนที่ไทยนะคะ 🙂 Le TAO ที่นี่มีหลายสาขาเลย เราเลือกที่จะไปร้านหลักค่ะ ใน map จะเขียนว่า Le TAO Main Store เลยค่ะ ทานขนมไป 3 อย่าง ชีสเค้กอร่อยจริงๆ

อ้อ แล้วก็ต้องไปเก็บ ไอศครีม 7 ชั้น 7 สีกันด้วยยยย

ทั้งหมดนี้อยู่ใกล้ๆกันหมดเลยนะคะ เราจอดรถไว้ทีเดียว แล้วก็เดินเล่นเอาค่ะ

แล้วเราก็ขับรถกลับ ซัปโปโร ค่ะ

Sapporo

ในซัปโปโรเองจริงๆมีที่เที่ยวมากมายเลยนะคะ เช่น โรงงานช๊อคโกแลต Shiroi Koibito Park, Sapporo Beer Museum หรือจุดชมวิวบนยอดเขา Moiwa Mountain ซึ่งเราค่อนข้างจัดแพลนตามความสนใจส่วนตัวของเรากับแฟน เลยข้ามที่พวกนี้ไปนะคะ

สำหรับซัปโปโร เราเลือกที่จะมาเดินเล่นจาก Sapporo Station ไปยัง Odori Park ค่ะ ซึ่งพบว่าแม้จะเป็นในเมือง ก็หาที่จอดรถไม่ยากเลยค่ะ แต่ที่จอดรถจะราคาแพงขึ้นมาหน่อย คือ ครึ่งชม. 100 Yen

เริ่มกันที่ ที่ทำการรัฐบาลเก่าฮอกไกโด (Former Hokkaido Government Office Building) ที่ถือเป็นตึกสำคัญและอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของที่นี่ค่ะ เป็นตึกสไตล์นีโอบาโรคแบบอเมริกัน ซึ่งภายในสามารถเข้าชมได้ โดยในปัจจุบันหลังจากที่ย้ายที่การรัฐบาลไปแล้ว ที่นี่ได้ถูกจัดให้เป็นห้องนิทรรศการ เกือบๆจะเป็นพิพิธภัณฑ์

โดยมีนิทรรศการน่าสนใจหลายเรื่องเลยนะคะ อย่างเช่น นิทรรศการเกี่ยวกับเกาะ Sakhalin หรือ Karafuto ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นเกาะของญี่ปุ่นมาก่อน แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกรัสเซียเคลมไปค่ะ ดังนั้น ประวัติศาสตร์ของเกาะ Sakhalin ที่มาจากฝั่งญี่ปุ่นจึงมีความน่าสนใจมากๆ นอกจากนี้ ยังมีพวกประวัติศาสตร์ของเกาะทางตอนเหนือทั้งสี่เกาะ รวมถึงพวกของท้องถิ่นต่างๆค่ะ

จากนั้น เราเดินเล่นกันอีกนิดก็จะเจอหอนาฬิกาซัปโปโร ซึ่งเป็นหอนาฬิกาเก่าซึ่งถูกสร้างมาตั้งแต่สมัยพัฒนาซัปโปโรค่ะ

เดินเล่นกันมาอีกนิดนึง ก็จะเจอสวนโอโดริ และ Sapporo TV Tower ค่ะ แถวนี้ก็มีร้านขนม คาเฟ่ ร้านค้าต่างๆมากมายเลยนะคะ เดินตรงไปก็จะเจอย่าน Suzukino ที่เรากล่าวถึงด้านบนแล้วค่ะ

สำหรับอาหารเย็นวันนี้ เราไปซื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ที่อยู่นอกตัวเมืองไปนิดนึงค่ะ เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวๆที่พัก มีทั้งอาหารสำเร็จรูป และวัตถุดิบเยอะมาก ซื้อมาเยอะเกินไปเลยค่ะ แต่จริงๆก็ยังถือว่าราคาถูกมากถ้าเทียบกับไปกินตามร้าน

นมฮอกไกโดค่ะ เราลองชิมไป 4 กล่อง กล่องที่เหลือน้อยสุด ราคา 60 เยนทางฝั่งซ้าย รู้สึกจะเป็นนมที่มาจากเมือง Tokachi นะคะ หวานมันดีมากเลยค่ะ

และนี่คือหน้าตาของอาหารที่ซื้อมาทำกินกันเองที่ที่พักค่ะ อาจจะดูไม่น่ากินไปซักหน่อย แต่จริงๆ ของสำเร็จมาจากซุเปอร์มันโอเคเลยนะคะ อย่างเนื้อนี่เห็นอย่างงั้น อร่อยเลยค่ะ เพราะเนื้อดี พวกซอสมิรินอะไรก็ถูก

ที่ชอบที่สุดคือผลไม้ทางด้านขวาของโต๊ะค่ะ ถูกมากๆเลยนะคะ แบบ 100-200 เยน องุ่นเฮียวโงะไม่น่าจะถูกขนาดนี้ หวานอร่อยทุกอย่างเลย โมโมะอร่อยมากๆ พวกนี้ซื้อที่ร้านขายผักแถวบ้านค่ะ

กินกันสองคนไม่หมด เลยเก็บเป็นมื้อเช้าได้อีกมื้อ ส่วนผลไม้นี่มีขนกลับมาโตเกียวด้วยค่ะ 5555

นี่คืนแผนการขับรถทั้งหมดของวันที่ 2 นี้ค่ะ

วันรุ่งขึ้นเราก็ขับรถมาคืนที่สนามบินซัปโปโร และ กลับมาถึงโตเกียวตอนบ่ายๆค่ะ 🙂

ถือเป็น 2 วัน 2 คืน ที่สนุกสุดๆเลยยยยย

<3