Klook.com

รีวิวประสบการณ์ เรียนออนไลน์ กับ คอร์สจาก มหาวิทยาลัย Ivy League ฟรีๆ ในช่วงอยู่บ้าน!

หนึ่งในกิจกรรมที่กลายเป็นที่นิยมสุดๆ ในช่วง Work from home และ กักตัวอยู่บ้านนั้น คงจะหนีไม่พ้นการ “เรียนออนไลน์” โดยเฉพาะคอร์สที่มาจาก มหาวิทยาลัยดังอันดับโลก ทั้งมหาวิทยาลัย Ivy League และ มหาวิทยาลัยเจ๋งๆ ในยุโรป มีหลายเว็ปไซต์แนะนำคอร์สน่าเรียนกันไปแล้ว วันนี้ นัทจะขอมา รีวิว ประสบการณ์จริงที่ได้จากการเรียนออนไลน์ เผื่อใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จะได้ทราบค่ะ!

*หมายเหตุ* อันนี้เป็นประสบการณ์จริงส่วนตัว ซึ่งเราคิดว่าประสบการณ์แต่ละคน ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการเรียนของแต่ละคนค่ะ เราจบสายวิทย์-คณิต และป.ตรี ศิลปกรรม เอกแฟชั่น เรียนเป็นภาษาไทยทั้งหมดค่ะ มีป.โท ที่เรียนวิชา Fashion Management ที่อิตาลีค่ะ 


เรียนออนไลน์ กับเว็ปไหนดี?

1. Class Central : สำหรับการเรียนออนไลน์ เราจะไม่ได้เรียนบน Class Central นะคะ แต่ Class Central เป็นเว็ปที่รวมคอร์สต่างๆ จากเว็ปคอร์สเรียนฟรีออนไลน์จากทุกเว็ป มาเป็น directory ให้เราอีกที เพราะฉะนั้น ใน Class Central จะหาคอร์สง่ายมาก และครอบคลุมมาก บทความก็น่าสนใจ แต่สุดท้ายแล้วเราจะไม่ได้เรียนบน Class Central ค่ะ มันจะลิงค์ต่อไปเว็ปอื่นๆ เช่น edX, Coursera, Udemy, Futurelearn ถ้าเทียบกับเว็ปเที่ยวก็เหมือน Skyscanner อ่ะที่เป็นจุดเริ่มต้น เป็นศูนย์รวม แล้วค่อยกดแยกไปต่ออีกที

>> https://www.classcentral.com

2. Coursera : ข้อดีของ Coursera คือ หน้าตาคอร์สเรียนที่ใช้ง่ายมาก แต่บางคอร์สก็ฟรี บางคอร์สก็มีให้ทดลองฟรีแต่ต้องจ่ายเงินเรียนเป็นรายเดือน ซึ่งถ้าใช้เวลาเรียนนานขึ้น เค้าก็จะคิดเป็นเดือนๆ ไป เหมือนค่าสมัครเน็ตฟลิกซ์ ส่วนตัวเรารู้สึกว่า หน้าเว็ป Coursera ใช้หาคอร์สค่อนข้างยาก ไปหามาจาก Class Central ง่ายกว่า

>> https://www.coursera.org

3. EDX : ข้อดีคือ คอร์สทั้งหมดมีออปชั่นฟรี ไม่เหมือนด้านบน แต่ถ้าเรียนแบบฟรีจะไม่ได้ Certificate ซึ่งเราไม่ซีเรียสมาก ซึ่งเค้าคิดราคา Certificate เป็นรายคอร์สค่ะ ราคาก็แล้วแต่วิชา ใครที่สามารถนำ Certificate ไปต่อยอดในหน้าที่การงาน ก็คิดว่าเป็นค่าหน่วยกิตได้นะคะ — เราคิดว่า edX มีคอร์สจาก มหาวิทยาลัย Ivy League เยอะกว่า Coursera และหาคอร์สง่ายกว่า พอสมัครเข้าไปแล้ว หน้าตาใช้ง่ายแต่เรายังชอบ Coursera มากกว่า เพราะ Coursera จะมีเวลาบอกเลยว่า สัปดาห์นี้ ต้องดูวิดีโอกี่นาที ทำควิซอะไรบ้าง ใช้เวลาเรียนวันนี้ กี่ชั่วโมง ซึ่ง edX จะไม่ได้บอก ให้เรากดต่อไปเรื่อยๆ

>> https://www.edx.org



นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายเว็ปนะคะ เช่น Futurelearn, Udemy ที่ว่ากันว่าเป็นแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ที่ดีสุดๆ เหมือนกัน เดี๋ยวถ้าเราเรียนเทอมนี้ของเราจบแล้วจะลองไปเรียนบนเว็ปอื่นมารีวิวให้ชมค่ะ


เรียนยากมั้ย?

ก่อนอื่นจะบอกว่าคอร์สส่วนใหญ่สอนเป็นภาษาอังกฤษ

ส่วนคำถามว่า “ยาก หรือ ง่าย” นัทคิดว่าขึ้นอยู่กับคนค่ะ แต่มันคือคอร์สที่สอนปกติในมหาวิทยาลัยจริงๆ อย่างคอร์สที่นัทลง เค้าก็ถ่ายวิดีโอตอนที่เค้าสอนเด็กในห้องเรียนจริงๆ เราก็เหมือนได้ sit-in เรียนไปด้วย คือถ้าเป็นวิชาที่เราไม่ถนัด ต่อให้เรียนเป็นภาษาอะไรหรือสิ่งแวดล้อมแบบไหน ก็คงไม่ง่าย แต่ยังไงมันก็คือหลักสูตรปกติค่ะ

นั่นหมายความว่า ถ้าชีวิตนี้ เราเคยคิดว่าจะไปเรียนเมืองนอก หรือ อยากเรียนอินเตอร์ การเข้าไปเรียนคอร์สนี้ก็คือสภาพแวดล้อมแบบนั้นเลย เราดีใจมากๆ นะคะ ที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีนี้ เพราะหลายคอร์สที่เราลงเรียน เราไม่ได้มีโอกาสไปเรียนที่โน่น

อีกประเด็นคือ เรามักจะเคยได้ยินคนพูดว่า “ที่เมืองนอกเค้าเรียนกันแบบนั้นแบบนี้” ใช่มั้ยคะ? ในคอร์สก็จะมีบางวิชาที่เป็นแบบที่คนชอบพูดถึงกันจริงๆ นะคะ มีวิชานึง เราเรียนแล้วนึกถึงตอนเข้าคลาสตอนเรียนป.โทที่อิตาลีเลย คือวิธีคิด วิธีสอน เป็นแบบที่เราชอบ และ แม้ว่ามันจะไม่ได้เหมือน 100% เพราะเราไม่สามารถยกมือถกกับอาจารย์ได้ทันที แต่นี่ก็ยังคงเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่เราจะได้ลองเรียนในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างจากการเรียนการสอนในไทยค่ะ


เรียนออนไลน์ ได้ผลมั้ย?

คือนัทจะบอกว่า นัทลงทะเบียนพวกคอร์สออนไลน์นี่มาหลายปีมาก แต่ไม่เคยเข้ามาดูเลยค่ะ เคยเห่อสมัครตอนเค้าเปิดบริการใหม่ๆ เมื่อหลายปีก่อน แล้วก็ทิ้งไว้ — ก็คือไม่ได้ผล!

แต่ในการ Work from Home และ การกักตัวอยู่บ้านครั้งนี้ ทำให้นัทมีเวลาเพิ่มขึ้น และ จัดแจงกับเวลาของชีวิตตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งตอนที่นัทสมัครรอบนี้ นัทจัดตารางเรียน เหมือนสมัยเรียนเลยค่ะ คือลงตารางเลยว่า ทุกวันจันทร์ 3-5 โมง จะเรียนคลาสนี้นะ ถ้าเค้ามีควิซและให้ส่งการบ้าน ก็จะหาเวลาวันเสาร์อาทิตย์ ทำให้เสร็จ

ซึ่งรอบนี้ ได้ผลค่ะ เพราะนัทจัดสรรเวลาให้มันจริงๆ ส่วนตัวนัทคิดซะว่า เป็นเวลาที่ปกติต้องเดินทางจากบ้านไปที่ทำงาน หรือ ไปเดินห้างหลังเลิกงาน มาแทนค่ะ

ตอนนี้ เรียนมาวีคที่ 3 ค่ะ ถือว่าได้ผลนะคะ ได้รู้อะไรที่ไม่เคยรู้เยอะมากเลย


เริ่มต้นเรียนยังไงดี?

แน่นอนว่า ต้องเริ่มจากวิชาที่เราสนใจและอยากเรียนค่ะ แต่ละคอร์สเค้าจะมี Course Description หรือ วิดีโอแนะนำคอร์สคร่าวๆ ให้เราดูเลยว่า เราจะได้เรียนเกี่ยวกับอะไร เค้าจะพาไปดูอะไรบ้าง ถ้าตรงกับที่เราอยากรู้ ก็กด Enroll ได้เลยค่ะ!

เราเรียนบน edX ซึ่งบางคอร์สจะเป็น Archived Course คือเป็นสื่อการสอนที่เค้าอัพโหลดไว้ จะไม่มีการอัพเดทหรือตรวจงาน แต่เราเข้าสู่สื่อการสอนได้ทั้งหมด ถ้าเป็นแบบนี้จะไม่มี Deadline หมดอายุค่ะ

ส่วนบางคอร์สที่เป็นคอร์ส Active อยู่ เค้าก็จะกำหนดให้ค่ะ เช่นสมมติ วิชานี้ ใช้เวลา 8-12 สัปดาห์ มันก็จะมีเดดไลน์ว่า หลังจาก 12 สัปดาห์ไป คุณจะเข้าสื่อการสอนของคอร์สนี้ไม่ได้ละนะ ต้องเรียนให้จบ — ซึ่งแบบนี้เราชอบค่ะ เพราะ เราจะรู้ตัวเองว่า เออ ต้องเรียนอาทิตย์ละชั่วโมงนะ ไม่งั้นก็คือเหมือนไม่ได้เข้าห้องเรียนจริงๆ ก็อดเรียนตามเพื่อนไม่ทันไป

แต่ถึงจะมีเดดไลน์ แต่คอร์สส่วนใหญ่จะเป็น Self-pace ค่ะ คือเรากำหนดเวลาเอง เค้าไม่ได้มาเช็คนะคะว่าเราเปิดดูวิดีโอวันไหน กี่โมง ถ้าใครอยากเรียนเร็วๆ จะเปิด 1 คอร์ส ทุกวัน ดูมาราทอนติดกันเหมือนดูซีรีส์ จบทั้งหมดภายใน 2-3 วัน ก็ย่อมได้ค่ะ ไม่มีการบังคับ แต่นัทไม่ไหวอ่ะ คิดว่า วิชานึง เปิดดูอาทิตย์ละ 1 -2 ครั้ง กำลังดี

เมื่อ Enroll แล้ว เราแนะนำให้อ่าน Syllabus หรือ หลักสูตรคร่าวๆ ก่อนค่ะ จะได้ทราบว่า เราต้องเรียนอะไรบ้างเนาะ อย่างวิชาปฏิบัติที่มีการทดลองทำแล็ป ก็จะได้ไปเตรียมอุปกรณ์กันมาก่อนค่ะ

//เทคนิคส่วนตัว : จำนวนวิชาที่ลงก็มีผลนะคะ ถ้าลงเยอะเกินไป จะรู้สึกไม่มีเวลาและเรียนไม่ทัน แล้วเราก็จะทิ้งมันไป.. ลองคิดว่า สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เรียนได้เทอมละกี่วิชา แล้วเรามีเวลาเท่าไหร่ แล้วก็เลือกจำนวนวิชาให้เหมาะสมกับเวลาที่มี ก็จะทำให้ไม่ท้อและเทค่ะ อันนี้แล้วแต่คนเลยค่ะ

ถ้าใช้ edX แบบเรา เค้าจะมีสื่อการสอนให้เราเปิดไปเรื่อยๆ ค่ะ เราก็เปิดตามนั้นเลย บางคอร์สก็เป็นวิดีโอสั้นๆ สลับควิส บางคอร์สก็เป็นวิดีโอยาวที่อัดมาจากห้องเรียนจริงๆ แล้วมีควิสให้เราทำเป็นการบ้าน บางคอร์สก็อ่านอย่างเดียวเลยค่ะ แต่โดยรวมถือว่าทำได้ดีเลย



รีวิววิชาที่นัทลงในเทอมนี้

เราได้สร้างภาคเรียนของตัวเองมาเป็นที่เรียบร้อย เนี่ยแหล่ะค่ะ มีนา-พฤษภา นี้คือหนึ่งเทอม เพราะคลาสส่วนใหญ่ของเราใช้เวลา 8-12 weeks ค่ะ ซึ่งเราเลือกลงแค่ 5 วิชา เรียนวันละวิชา เสาร์อาทิตย์ไว้ทำการบ้าน

1. CS50’s Introduction to Computer Science, Harvard University 
คอร์สนี้ เป็นคอร์สที่จะนำเราเข้าสู่โลกวิทยาการคอมพิวเตอร์ คร่าวๆ ก็คือการทำงานของซอฟท์แวร์และการเขียนโปรแกรมค่ะ ซึ่งเค้าบอกเลยว่า 2 ใน 3 ของคนที่เรียนคอร์สนี้ ไม่มีพื้นฐานด้านโปรแกรมมิ่งมาก่อน เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวนะคะ ในคอร์สนี้เราจะได้เรียนเรื่องวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังการโปรแกรมมิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Algorithms, data structures การจัดการรีซอร์ส ฯลฯ ผ่านภาษา C, Python และ SQL ก่อนที่จะพาเราไปสู่ ภาษาที่ใช้เขียนเว็ป เขียนแอพ หรือ เขียนเกมส์ แล้วแต่เราจะเลือกเลย

เราชอบคอร์สนี้ที่สุด เพราะรู้สึกว่ามี interaction ด้วยมากที่สุด อจ.สอนสนุก ฟังเลคเชอร์ไป 2 ชม. ก็ยังมีสมาธิได้ แล้วทุกอาทิตย์จะมีโจทย์ให้แก้ ด้วยภาษาโปรแกรมมิ่งที่เรียน ซึ่งเรารู้สึกเหมือนได้เล่นเกมส์ Puzzle ได้คิด แล้วเค้าก็จะรัน bot ตรวจงานเราใน Programming Environment ที่เค้าสร้างขึ้นให้นักศึกษา Harvard และ MIT ใช้ได้เลย เจ๋งมาก เรียนไปก็แอบอิจฉาเด็ก Harvard ไป

(หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่า เราไม่มีพื้นฐานการทำเว็ปเลย แต่เว็ปที่ทุกคนอ่านอยู่นี่ เราทำเองทั้งหมดเลยค่ะ อ่านในเน็ตเอา แล้วพอเรียนคอร์สนี้ก็ยิ่งหาจุดบกพร่องของโค้ด หรือ bug ได้ง่ายขึ้นมากเลย)

2. Basic Spanish 1 , University of Valencia

เรามีเป้าหมายที่จะเรียนภาษาสเปน เพื่อที่จะไปเที่ยวอเมริกากลางและอเมริกาใต้คนเดียวให้ได้ ถ้าใครอ่านทริปคิวบาจะรู้ดีว่า เราเสียดายแค่ไหน ที่สื่อสารภาษาสเปนไม่ได้ และอยากจะกลับไปอีกครั้งโดยพูดภาษาสเปนได้ค่ะ

สำหรับคอร์สนี้ ส่วนตัวคิดว่า เค้าออกแบบมาได้ดีเลยนะคะ แต่แอบน่าเบื่อไปนิดนึง คิดว่าเค้าออกแบบมาให้เหมาะกับทุกคนจริงๆ เพราะเราคิดว่า มันช้าไปหน่อย แรกๆ จะสอนซ้ำๆ แต่พอมาตรงกลางจะเริ่มเร็วจนตกใจเหมือนกันค่ะ ดังนั้น เราออกแบบความเร็วเองได้เลย ข้อดีคือ แบบฝึกหัดเค้ามีหลากหลายค่ะ พอสอนคำศัพท์จบชุดนึง เค้าจะมีให้ออกเสียงตามโดยที่เราอัดเสียงเข้าไปฟังเทียบได้ ซึ่งดีมากๆ

คอร์สนี้ออกแบบมา 7 สัปดาห์ แต่เราฟิต เรียนมา 2 อาทิตย์ ตอนนี้สอบมิดเทอมแล้ว กะว่าภายใน 2 เดือน จะเรียนคอร์สสเปน 1-3 ให้จบเลย

3. European Paintings: From Leonardo to Rembrandt to Goya, University Carlos III de Madrid

คอร์สนี้จะพาเราไปรู้จักกับภาพเขียนฝั่งยุโรปในยุค 1400 – 1800 ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านแนวคิดทางสังคมค่อนข้างเยอะค่ะ ตอนแรกเหมือนจะน่าเบื่อ แต่ฟังไปแล้วหยุดไม่ได้ ใจความสำคัญนอกจากการได้รู้จักกับงานศิลปะ และข้อบ่งชี้ของศิลปะแต่ละยุคแล้ว เราคิดว่ามีสองอย่างคือ หนึ่ง ทำให้เราคุ้นเคยกับแนวคิดและภาษาที่ใช้ในการเรียนรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ศิลปะต่างๆ สอง ทำให้เราเข้าใจสังคมที่ก้าวสู่ชุดความคิดยุคโมเดิร์น

ใครชอบเดินมิวเซียมสายอาร์ต นี่คือโอกาสดีมากๆ ที่เหมือนมีไกด์พาไปรู้จักกับเพ้นติ้งสำคัญๆ ทั่วยุโรป เราเรียนจบแต่ละตอนนี่ร้อนวิชามาก ต้องไปขุดภาพเพ้นติ้งมาเปิดแล้วอธิบายให้แฟนฟัง แบบ เธอเคยสังเกตมั้ย มันมีอย่างโน้นอย่างนี้ด้วยนะ ให้ดูองค์ประกอบตรงนี้ ทำไมมันขัดกัน อะไรก็ว่าไป สนุกดีค่ะ ไปมิวเซียมในยุโรปคราวหน้าก็ต้องเจอกันหน่อย!

4. Science & Cooking: From Haute Cuisine to Soft Matter Science (part 1), Harvard University

ถ้าใครอ่านรีวิวร้านอาหารที่เว็ปนัทเป็นประจำ จะทราบดีว่า นัทชอบอาหารที่ทำให้นัทรู้สึกสนุก! และหนึ่งในศาสตร์ภายใต้การทำอาหารออกมาให้มีลูกเล่น เว่อวัง จนน่าตกใจและยอมจ่ายเงินเพื่อไปดูงานศิลปะนี้ ก็คือ การทำอาหารแบบ Molecular รวมไปถึงการเข้าใจวิทยาศาสตร์ภายใต้อาหาร และทดลองจนออกมาเป็นแบบที่เชฟเสิร์ฟในจานเรา

ซึ่งคอร์สนี้ มีวิทยากรเป็นเชฟที่มีร้านอาหารติดอันดับหนึ่งของโลกแบบเรียงกันมาเลยค่ะ มาสอนเราตั้งแต่ ความเป็นเป็นด่าง การทรานสิชั่นของอาหารโดยวิธี rotovapping (การกลั่นระเหย) ไปจนถึงการทำสเฟียร์ หรือ ความเข้าใจในพวกสารที่ทำให้ข้น สารอีมัลชั่น ฯลฯ และทุกตอนจะมีการทดลองแล็ปให้ทำตอนท้าย

ถามว่า เราเรียนเพื่อทำอาหารหรอ? เปล่าเลยค่ะ! เราเรียนเพื่อจะได้เขียนรีวิวอาหารได้แบบเข้าใจอย่างถ่องแท้บนเว็ป Eat Chill Wander เนี่ยแหล่ะ ติดตามกันต่อไปนะ <3

5. Rhetoric: The Art of Persuasive Writing and Public Speaking, Harvard University

วิชา วาทะศิลป์ ซึ่งจะพาเราไปถอดสปีชในประวัติศาสตร์ ที่ยังติดหูทุกคนมาถึงปัจจุบัน และให้เราเรียนรู้ หาสไตล์ และบริบทในการพูดและเขียน เพื่อเป็นการถกเถียงและโน้มน้าว อย่างมีหลักการและเหตุผล ศาสตร์นี้เป็นศาสตร์ที่มีมานานตั้งแต่ยุคกรีก โดยเฉพาะสมัยที่เริ่มมีคำว่าประชาธิปไตย ทำให้ผู้ที่โน้มน้าวใจคนเก่งกว่า จะมีสิทธิ์ชนะมากกว่า เลยกลายเป็นสกิลที่เป็นที่ต้องการมากเป็นอันดับต้นๆ เลยค่ะ

ใครอยากเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ที่เป็นสกิล ก็มาเรียนวิชานี้ได้นะคะ ต่อยอดสกิลภาษาเช่นกันค่ะ แต่จะเน้นเป็นการอ่านและฟังจากตัวอย่างเยอะมากๆ แล้วนำมาวิเคราะห์เทคนิคที่อยู่ภายใต้แต่ละสปีชที่ทรงพลังไปเรื่อยๆ ค่ะ ใครที่ไม่ชินกับการรีเสิร์ช อ่านเยอะๆ เขียนเยอะๆ อาจจะเบื่อได้ค่ะ



นอกจากนี้ยังมีวิชาที่น่าสนใจอีกเยอะมากเลยนะคะ พวกวิชาที่เป็นการพัฒนาตนเองก็มีค่ะ ลองเข้าไปดูกันได้ที่

edX : https://www.edx.org

Coursera : https://www.coursera.org


ติดตาม Eat Chill Wander ได้ที่
Facebook : Eat Chill Wander
Instagram : @eatchillwander
Twitter : @eatchillwander
Youtube : Eat Chill Wander
Website : www.eatchillwander.com

error: