[รีวิว] The Dining Room at The House on Sathorn ร้านอาหารอันดับที่ 43 ของเอเชียในบ้านเก่าแก่หลังใหญ่ในโรงแรม W Hotel

ใครที่ผ่านไปผ่านมาในย่านสาทร คงเคยได้เห็นคฤหาสน์หลังงามหลังนี้ ที่เป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม W Hotel กันมาบ้าง แต่หลายคนอาจไม่เคยทราบว่า ในที่แห่งนี้ มีหนึ่งในร้านอาหารกรุงเทพที่เราชอบมากๆ อยู่ ซึ่งก็คือร้าน The Dining Room at The House on Sathorn ค่ะ

The House on Sathorn นั้นเป็นคฤหาสน์สไตล์โคโลเนียลอายุกว่าร้อยปี ที่ภายในได้ถูกทำเป็นทั้งโซน The Courtyard ที่หลายๆท่านอาจจะเคยมาทาน Afternoon Tea โดยมีฉากหลังเป็นตึกสีเหลืองสวยคลาสสิก โซน The Bar ที่มีวิสกี้และเหล้าดีๆเพียบ ไปจนถึง โซน The Dining Room ห้องอาหารภายในตัวอาคารที่เราจะมารีวิวกันในวันนี้

ภายในห้องอาหาร The Dining Room ซึ่งตกแต่งสวยงาม บรรยากาศดีมาก

ร้าน The Dining Room นี้ ได้รับรางวัลระดับโลกต่างๆมากมาย และล่าสุดก็ได้อยู่ในอันดับที่ 43 ของลิสท์ Asia’s 50 Best Restaurants ปี 2018 ด้วยค่ะ โดยมีเชฟ Fatih Tutak ชาวตุรกีเป็นผู้คุมบังเหียนค่ะ แน่นอนว่า อาหารก็จะมีแรงบันดาลใจจากตุรกี มีกลิ่นอายเมดิเตอเรเนียน ไปจนถึงฝั่งแผ่นดินเอเชีย ซึ่งก็จะมีการใช้เครื่องเทศอย่างน่าสนใจมากๆ อ่านถึงตรงนี้ก็อย่าเพิ่งตกใจหรือกลัวนะคะ ว่ารสชาติจะไม่ถูกปากคนไทย สำหรับเราแล้ว อาหารที่นี่อร่อยมากๆ รสชาติเอียงไปทางอาหารตะวันตก อร่อยไม่แพ้ร้านได้ดาวหรือได้รางวัลอื่นๆ ร้านไหนในเมืองไทยเลยค่ะ ที่สำคัญ ราคาถือว่าโอเคเลยนะคะ หากเทียบกับวัตถุดิบที่ได้

เมนูที่เราได้ทานวันนี้คือเมนู Signature Journey ซึ่งเป็นเมนูตัวเต็มของร้าน มีทั้งหมด 14 คอร์สด้วยกันค่ะ ราคา 3900บาท++ ส่วนอีกคอร์สจะเป็น Voyage ซึ่งมีทั้งหมด 11 คอร์สค่ะ ราคา 2900บาท++

เริ่มกันที่ Besiktas to Kadikoy ซึ่งมีความหมายถึงการเดินทางจากฝั่งยุโรปไปเอเชีย เพราะ Istanbul นั้น เชื่อมโยงทั้งสองทวีปเข้าด้วยกัน

Canapé ตัวนี้ทำมาจาก แซนวิซข้าวเกรียบงา ไส้ฟัวกราส์เทอรีน ประสานกันด้วย Fig Compote สมเป็น East Meets West จริงๆค่ะ รสชาติดีมาก ฟัวกราส์เนียนละมุนชิ้นโต ฟิกทำให้ไม่เลี่ยนและมีรสสัมผัสที่ดีค่ะ

จานที่สองเป็นปลาฮามาจิ หมักกับซอสและต้นหอมซอย ท็อปด้วย Beluga Caviar รสชาติลงตัว มีความอุมาหมิและได้กลิ่นอายญี่ปุ่นมากๆ

จานที่สามคือ Beyoglu Fish Market ซึ่งทำให้นึกถึงหอยแมลงภู่ยัดไส้ข้าวที่ขายๆกันตามสถานที่ท่องเที่ยวในตุรกีเลยค่ะ ตัวนี้เป็นหอยแมลงภู่ชุบแป้งทอดแบบเทมปุระ ตัวฐานน่าจะเป็นข้าวเกรียบ charcoal ค่ะ กรอบ หอม

ต่อกันด้วย Menemen Everyday ซึ่งทำออกมาในรูปร่างหน้าตาน่ารักแบบนี้ค่ะ Menemen เป็นไข่คนสไตล์ตุรกี ซึ่งเชฟบอกว่าเป็นอาหารเช้าที่กินกันเป็นประจำทุกวัน ตามปกติจะทำมาหน้าตาแบบ Scrambled Egg จานนี้ประทับใจค่ะ เวลาตักต้องตักถึงก้นถ้วย แล้วทาน จะได้รสชาติครบถ้วนของไข่แดงดิบ มะเขือเทศ และไส้กรอก Sucuk ฟองข้างบนก็ละเลียดมาก เป็นเนื้อสัมผัสที่ดีค่ะ  มีเครื่องเทศหน่อยๆ แต่เป็นเครื่องเทศแบบอาหารเมดิเตอเรเนียน อารมณ์พวกอิตาลีหรือสเปนตอนใต้อะไรแบบนั้นค่ะ

ถัดจากอาหารเรียกน้ำย่อย ขนมปังก็มาเสริฟค่ะ ห่อมาในผ้าสวยงามทีเดียว เป็นขนมปัง Pide เสิร์ฟคู่กับ เนยราดน้ำผึ้งที่ใส่มาใน bone marrow และ Feta Cheese ที่คลุก spice และ olive oil มาค่ะ อร่อยมากกกกกกก

คือขนมปังอันนี้อ่ะ ที่ตุรกีก็ต้องเข้าร้านแพงๆนะ ถึงจะได้กินขนมปังอร่อยๆแบบนี้ แต่นี่ก็จัดว่าอร่อยมากจริงๆ เรากินกันคนละก้อนเลยค่ะ

จานถัดไปคือ Most Delicious Part Of The Turkish Salad ซึ่งเชฟเล่าให้ฟังว่า สมัยเด็กๆ เวลาทานสลัดแบบตุรกีกับน้องสาว ก็จะแย่งกันเอาขนมปังปาดซอสที่เหลือก้นจาน แปลว่าอะไรที่ติดอยู่ก้นจาน เป็นของที่อร่อยที่สุด

ซึ่งจานนี้เล่นกับมะเขือเทศค่ะ เราเข้าใจดีเลย เพราะมะเขือเทศที่ตุรกีอร่อยมากจริงๆ ที่ The Dining Room เล่นใหญ่ไปอีกขั้น ใช้มะเขือเทศญี่ปุ่นแบบโคตรหวาน เอามาลวกเบาๆ ลอกเปลือก ทานกับ Feta Cheese gel และ ซอสที่ทำจากน้ำมะเขือเทศและ Olive Oil  มะเขือเทศหวานหอมดีทีเดียวเชียวหล่ะ เราได้เอาขนมปังมาปาดจนหมดสมคอนเซปท์จริงๆ ร้านนี้ทำพวกซอสหรืออะไรที่ reduce อร่อยมากค่ะ

ต่อด้วย Hunting From the Soil เป็นเห็ด Maitake จากญี่ปุ่นย่าง ราดด้วย Maitake jus ที่เชฟบอกว่าทำยากและใช้เวลาทำนานประมาณ 3 วัน เพราะต้องเอามา fermented ด้วยยีสต์ import จากญี่ปุ่น รสชาติล้ำลึกมาก ปลื้มค่ะ จะเห็นว่าเชฟชอบใช้วัตถุดิบจากญี่ปุ่นเป็นพิเศษ เพราะคุณภาพเค้าดีจริง กระซิบว่าคราวก่อนมาทาน เรายังเจอเชฟใช้ uni และ hotate เกรด ร้าน Omakase มาทำอาหารให้ทานเลยค่ะ

และแล้วก็มาถึง From My Mum … จานนี้เป็นจาน Signature ของเชฟค่ะ ปกติเชฟจะเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ แต่ตัวนี้จะอยู่ตลอด เป็นเกี๊ยว Manti ที่เวลาไปตุรกีทุกครั้งต้องได้ทานค่ะ รสชาติดีมาก spice ทั้งหลายหอมและลงตัวมากค่ะ ทานที่ตุรกีไม่เห็นอร่อยขนาดนี้นะ

เข้าสู่ Main Course จานแรก เป็น Blue Lobster สดจาก Brittany นำมาแพนเซียร์ ทานกับซอสพริกที่ทำจากเปลือกกุ้งท้อปด้วยคาเวียร์ ตัว Lobster นั้นหวานและนุ่มมาก เป็นอีกที่ที่ทำตัวเนื้อล็อปสเตอร์ได้พอดี ชอบค่ะ

ทักเชฟอยู่ว่าก้ามกุ้งเราหายไปไหน สักพัก ก็เอามาเสริฟค่ะ โรยมาด้วยผงที่ทำจากคางกุ้งป่นทอดกรอบค่ะ โคตรฟิน บอกเลย

จานถัดมาคือ ปลา Sea Bream อบกับใบ tarragon ห่อด้วยแป้งโรตีบางกรอบ  ปรุงรสไม่มาก เน้นคุณภาพปลา เนื้อสัมผัสสุดยอดมากๆ ตัวโรตีก็ช่วยทำให้รสชาติและ texture ของจานนี้น่าสนใจขึ้นไปอีก

มาถึงเมนคอร์สตัวสุดท้ายคือ เนื้อวากิวส่วน topside ตุ๋น 6 ชั่วโมง นุ่มกำลังได้ที่ เปื่อยออกมาเลยค่ะ ทานกับพริก และซอสที่ช่วย balance รสชาติไม่ให้หนักและเลี่ยนเกินไปค่ะ

สำหรับท่านที่ไม่ทานเนื้อ ทางร้านก็จะเสิร์ฟเป็น Roasted Quail ค่ะ เสริฟพร้อมผักหลากสี ตัวเนื้อเควลเด้ง นุ่มมาก ดึ๋งดั๋ง ประทับใจค่ะ

มาถึง dessert กับสักที จานแรกเป็นน้ำแข็งใส melon ค่ะ top ด้วย melon ญี่ปุ่นที่เอามา vacuum ออกมาใสๆ ราดด้วยเหล้า Raki (ซึ่งตัวเหล้าเองจะมีความคล้ายพวกยาแก้ไอสำหรับบางคน เรื่องนี้เขียนรีวิวไว้ตอนทริปตุรกี) แต่สำหรับจานนี้ เป็นจานมินท์ที่ไม่ยาสีฟันดีค่ะ (จานมินท์ในหลายๆ ร้าน จะค่อนข้างยาสีฟัน และเราจะไม่ค่อยชอบ) แต่ที่นี่อร่อยและสดชื่นมากๆ อิ่มมากๆๆแล้วแต่ทานหมดจ้า

ขนมจานถัดมาคือ Helva ที่ทำจากชีส Beyaz Peynir เสริฟพร้อมไอศกรีมรสนมโรยด้วยถั่ว Hazelnut ค่ะ มาถึงจานนี้อิ่มมากๆ ตัวแป้งเหนียวๆ ชีสๆ รสชาติคล้ายๆกับขนมตุรกีที่เราชอบกิน แต่รู้สึกหนักไปนิด เพราะอิ่มมากเลย เสียดาย

ปิดท้ายด้วย petit four หน้าตาสวยงามค่ะ อันที่เป็นทับทิมอร่อยยยย

สำหรับเครื่องดื่ม Mocktail ร้านนี้ดีมากๆค่ะ อร่อยทั้ง 2 แก้วที่สั่งมาเลยค่ะ

บรรยากาศภายในร้านเพิ่มเติมค่ะ

โดยสรุป เราประทับใจร้าน The Dining Room at The House on Sathorn มากๆ เชฟมีความ creative และใช้รสชาติบ้านเกิดมาผสมเติมเต็มให้กับอาหาร fine dining สไตล์ยุโรปให้มีเอกลักษณ์และรสชาติเฉพาะตัวได้อย่างดีมากๆ วัตถุดิบที่ใช้นั้นเรียกได้ว่า ดีมากเลย อย่าง Beluga Caviar หรือ Blue Lobster ที่ไม่คิดว่าจะมีมาในคอร์ส ขนาดน้ำมันมะกอกที่ใช้ ยังรู้สึกว่าดีเลยค่ะ

สิ่งที่ร้านนี้ขาด น่าจะเป็นเรื่องไวน์ลิสท์ค่ะ ที่มีค่อนข้างน้อย และค่าเปิดขวดค่อนข้างสูงหากนำมาเปิดเอง อย่างอื่นดีหมด บรรยากาศ การบริการ สถานที่

The Dining Room at The House on Sathorn

ตั้งอยู่ในโรงแรม W Hotel สาทร
โทร: 02-344-4000
เว็บไซต์ : https://www.thehouseonsathorn.com/

Related Post