[รีวิว] โรงแรม Aman Nai Lert Bangkok นิยามความ Luxury ระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ
นับเป็นการเปิดตัวโรงแรมที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในปีที่ผ่านมา กับ โรงแรม Aman Nai Lert Bangkok (โรงแรม อมัน นายเลิศ กรุงเทพ) โอเอซิสใจกลางเมืองที่ได้ผสมผสานมรดกทางประวัติศาสตร์เข้ากับความเรียบหรูร่วมสมัยได้อย่างไร้ที่ติ
ในโลกของโรงแรมระดับ Ultra-Luxury ชื่อของ “Aman” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อแบรนด์แต่เป็นเสมือนไลฟ์สไตล์ของมหาเศรษฐีทั่วโลก Aman ในทุกๆ โลเคชั่นจะมีความพิเศษและมีเรื่องราวที่โดดเด่น มาพร้อมกับการบริการชั้นเลิศและความเป็นส่วนตัวระดับสูงสุด
ณ ใจกลางกรุงเทพมหานครก็เช่นกัน รีวิวนี้อยากชวนทุกคนตามเรามาสัมผัสความหรูหราที่ไม่ต้องตะโกน ความเงียบสงบท่ามกลางเมืองใหญ่ มาชมความพิเศษของ Aman Nai Lert Bangkok ตั้งแต่ห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวก รวมไปถึงทุกห้องอาหารและสปา ที่แม้ไม่เข้ามาพัก ก็สามารถเข้ามาสัมผัสประสบการณ์นี้ได้

โรงแรม Aman Nai Lert Bangkok
โรงแรม Aman ทุกโลเคชั่นทั่วโลกจะมีการดึงเสน่ห์ของสถานที่นั้นๆ ออกมาได้อย่างโดดเด่น และจากโรงแรมในเครือ Aman เกือบสี่สิบแห่งทั่วโลก นี่คือโรงแรมใจกลางเมือง หรือ City Hotel แห่งที่สามของเครือหลังจากนิวยอร์กและโตเกียว
Aman ที่กรุงเทพฯ นั้น ตั้งอยู่ใน ปาร์คนายเลิศ ต้นแบบ “ปาร์ค” แบบตะวันตกแห่งแรกของไทยที่เก็บรักษาต้นไม้ใหญ่อายุนับร้อยปีปกคลุมพื้นที่ราว 20 ไร่ ภายในยังมีจัดแสดงเรือนไม้สักโบราณอายุกว่า 100 ปี ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เรื่องราวการคมนาคมไทยยุคแรกอันเป็นบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ที่ถูกอนุรักษ์ไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเข้าพัก

สวนปาร์คนายเลิศ เป็นสวนเขียวชะอุ่มเสมือนปอดใจกลางกรุง ทำให้การเข้ามาที่โรงแรมทุกครั้ง เราจะรู้สึกสงบ เป็นส่วนตัว ไม่มีความวุ่นวาย แม้จะอยู่ใจกลางเมือง ทุกๆ การเข้าพักจะรวมทัวร์พิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศ (Nai Lert Park Heritage Home) ไว้ด้วยนะคะ ทำให้เราได้รู้จักกรุงเทพฯ มากขึ้นในหลายๆ มุมเลย

ในขณะที่เช็คอินจะมีการรดน้ำต้อนรับ และมีการเสี่ยงเซียมซีที่ได้มาจากวัดมังกรในตอนเช็คเอาท์ เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่ารักมากอีกด้วยค่ะ นอกจากนี้ ทุกการเข้าพักยังมีบริการลิมูซีนรับส่งจากสนามบินหรือในกรุงเทพฯ ไปจนถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ รวมอยู่ด้วยค่ะ

ห้องพัก Premiere Suite
มีคนเคยกล่าวว่า งานออกแบบสถาปัตยกรรมบางงาน ถ้าเราไม่ได้มาลองใช้ชีวิตอยู่ในนั้น เราจะไม่มีทางเข้าใจมันเลย และที่นี่เป็นอีกที่ที่หากไม่ได้มาลองพัก ก็คงจะไม่ได้สัมผัส Seamless Flow ที่ Jean-Michel Gathy ออกแบบไว้ การใช้ชีวิตในห้องที่รู้สึกว่าทุกอย่างไร้รอยต่อและถูกจัดวางอยู่ในจุดที่ลงตัว การวางเลย์เอาท์ที่ทำให้รู้สึกโอ่โถง โปร่ง และกว้างขวาง มีความลื่นไหล การวางจังหวะของแสง การใช้วัสดุคุณภาพสูง ฟังก์ชั่นทุกอย่างในห้องถูกคิดมาแล้วว่าทำให้เรารู้สึกสะดวกสบายและสงบอย่างไม่น่าเชื่อ แม้เราจะอยู่ใจกลางเมืองที่วุ่นวายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Aman ยังคงยึดถือคติความเป็นส่วนตัวระดับสูงสุด ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เครือนี้กลายเป็นที่รักของเหล่ามหาเศรษฐีทั่วโลก โรงแรมดีไซน์มาให้เรารู้สึกเหมือนอยู่บ้านเพื่อนที่รสนิยมดีมาก และแทบไม่ต้องเจอกับแขกคนอื่นเลย
ห้องพักของที่นี่ มีห้องพักเพียง 52 ห้องเท่านั้น ขนาดห้องเริ่มต้นประมาณ 94 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทุกห้องมีหน้าต่างแบบ floor-to-ceiling เปิดรับวิวเมืองและพื้นที่สีเขียว

และที่เป็น Signature ของเขาเลยคือการบริการแบบแทบจะล่องหน ทีมแม่บ้านจะแอบเข้ามาทำห้องทุกครั้งที่เราไม่อยู่ แค่แวะไปสระว่ายน้ำหรือไปดื่มกลับมา ทุกอย่างจะถูกจัดวางกลับมาเป๊ะเหมือนตอนเรา Check-in ใหม่ๆ เสมอ พนักงานดูแลอย่างดีและจำชื่อแขกได้ทุกคน จำสิ่งที่เราชอบได้ เป็นความใส่ใจที่เป็นความหรูหราของที่นี่
เข้ามาภายในห้องจะเริ่มด้วย Walk-in Closet พื้นที่แต่งตัวขนาดใหญ่ ทางโรงแรมได้จัดเตรียมไว้ทั้งชุดคลุมที่ใส่สบายสองแบบ สลิปเปอร์สัมผัสนุ่ม กระเป๋า Tote Bag ที่ให้เรานำกลับไปเป็นที่ระลึกได้ — ทางโรงแรมยังมีบริการรีดผ้าอีกด้วยค่ะ

ผ่านเข้ามาจะพบโซนนั่งเล่นพักผ่อน ที่เริ่มด้วยเดย์เบดขนาดใหญ่ Welcome Amenities ประกอบด้วยผลไม้และช็อกโกแลตรูปใบไม้สีทองเหมือนกับต้นจามจุรีที่เป็นเซ็นเตอร์พีซของโรงแรม มีลำโพง B&O สำหรับเปิดเพลง
การตกแต่งภายในมีความร่วมสมัย ผสมผสานเอกลักษณ์ของไทยผ่านการใช้ไม้โทนอุ่นและพาเลทสีเอิร์ธโทน มินิบาร์ มีเครื่องดื่มและของว่างที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี (รวมอยู่ในการเข้าพักแล้ว) เครื่องทำกาแฟ ชุดชา แก้วและอุปกรณ์ต่างๆ ครบครัน


เตียงนอนของที่นี่เป็นคิงเบดขนาดใหญ่พิเศษ สัมผัสสบาย มีไอแพดสำหรับการควบคุมทุกอย่างภายในห้อง ทั้งไฟ ม่าน อุณหภูมิ ไปจนถึงการรีเควสท์สิ่งต่างๆ ก็สามารถกดได้จากไอแพดเช่นกัน อีกอย่างที่เราชอบคือ ทีวีภายในห้องจะไม่ได้ตั้งไว้โดดๆ ให้เกะกะ จะต้องกดขึ้นมาจากแผงที่ใช้เก็บทีวี และสามารถหมุนให้หันหน้าเข้าได้ทั้งฝั่งเตียงนอนและห้องนั่งเล่น

บริเวณทั้งหมดที่กล่าวมา Flow หากันได้ดีมากๆ จบด้วยห้องน้ำขนาดใหญ่ ที่มีแผงกั้นที่สามารถหมุนปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อความเป็นส่วนตัวหรือเปิดโล่งได้ตามต้องการ ตรงกลางเป็นอ่างอาบน้ำแบบลอยตัวขนาดใหญ่ ที่สามารถให้ทางพนักงานมาตีฟองให้ได้เสมอ อ่างล้างหน้าเป็นแบบคู่ พื้นที่เยอะ ดรายเป่าผมของ Dyson

ห้องอาบน้ำหินอ่อน สูงโปร่ง ที่ทำให้เรนชาวเวอร์รู้สึกดีมากๆ ชุด Toiletries เป็นของทาง Aman เอง กลิ่นหอมลึก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก Marvis ชุดโกนหนวด แปรงผม ไปจนถึงฟองน้ำขัดตัว

Wellness & Swimming Pool
สระว่ายน้ำ
อีกหนึ่งจุดที่เราชอบมากคือสระว่ายน้ำกลางแจ้งยาว 25 เมตร วิวโอบล้อมด้วย Skyline ของกรุงเทพฯ แต่มีความร่มรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งเดย์เบดหลากหลายมุมที่ให้ความเป็นส่วนตัว ความเขียวขจี


ไฮไลท์อย่างต้นสมพงษ์อายุร่วมร้อยปีที่สูงกว่า 9 ชั้น ทำให้ตัวสระว่ายน้ำมีการดีไซน์ให้ต้นสมพงษ์นี้ทะลุผ่านสระขึ้นมาให้ความเขียวขจี เป็นดีเทลที่สะท้อนความตั้งใจในการรักษาธรรมชาติให้เป็นส่วนหนึ่งของตัวโรงแรม

นอกจากความสวยของสระแล้ว ที่นี่ยังจัดเต็มเรื่อง Hydrotherapy facilities ทั้งซาวน่าและห้องสตรีม อ่างน้ำร้อนที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายไปจนถึงบ่อ Plunge pool เย็น และ Experiential showers ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยรีเฟรชร่างกายและจิตใจให้กลับมาสดชื่น เป็นการฟื้นฟูตัวเองที่รู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายในทุกสัมผัสจริงๆ ค่ะ เหล่านี้จะอยู่ในโซนของสปานะคะ

สปา
ทรีทเม้นท์ซิกเนเจอร์ของ Aman มีให้เลือกหลากหลาย และมีทรีทเม้นท์ที่มีแค่ที่ Aman Nai Lert Bangkok เท่านั้น เช่นการนวดประคบด้วยหม้อดินที่เต็มไปด้วยสมุนไพร หรือ ที่เราทำเป็นการนวดประคบด้วยข้ามเหนียวสลับกับการนวดน้ำมัน ที่ Therapist ดูแลเราดีมากๆ ใส่ใจเป็นอย่างดี เตียงนุ่มและอุ่น หลังจบทรีทเม้นท์จะรู้สึกได้ถึงความเบาสบายและได้รับการชาร์จพลังอย่างเต็มที่จริงๆ

การตกแต่งภายในสปาเป็นอีกมุมที่สวยมากๆ ของโรงแรม สปาใช้ผลิตภัณฑ์ของ Aman เองที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ มีห้อง Relaxation Room หลังทำทรีทเม้นท์ด้วยค่ะ

ฟิตเนส
สำหรับสายสุขภาพ ฟิตเนสที่นี่ไม่ได้มีดีแค่เครื่องออกกำลังกายล้ำสมัย แต่ยังเน้นเรื่องพื้นที่ ห้องยิมกว้างขวางมีกระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ มีทั้งโซนคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง และห้องสตูดิโอ รวมไปถึงเครื่องวัด body composition ให้บริการด้วยค่ะ ครบถ้วนจริงๆ

Dining
Arva — Italian Restaurant
ห้องอาหารซิกเนเจอร์ของ Aman เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนแบบดั้งเดิม ที่เน้นวัตถุดิบตามฤดูกาล ถูกรังสรรค์ให้เรียบง่ายและจริงใจ มีความเป็น family-style ที่ให้เราได้แบ่งปันช่วงเวลาบนโต๊ะอาหารร่วมกัน แต่ละจานที่เลือกมาอยู่ในเมนู เป็นจานที่เราคิดถึงสมัยที่เคยอยู่อิตาลี เป็นเมนูที่เจอในอิตาลีจริงๆ ไม่เหมือนกับร้านอาหารอิตาเลียนนอกประเทศอิตาลีที่อื่น

ที่สำคัญ เชฟเลือกเมนูมาจากหลายภูมิภาค อาทิเช่น Schie Fritte ที่ปกติหาทานได้แค่แถวเวเนโต, Mondeghili ที่ปกติเจอแค่ในมิลาน, Frisella เมนูง่ายๆ จาก Puglia ที่มีความหมายกับเรามากๆ แล้วก็มีเมนูคลาสสิกๆ อบอุ่นใจอย่าง Parmigiana (di Melanzane) หรือ Pollo Alla Romana
แม้จะเป็นเมนูคลาสลิกหรือเรียบง่าย แต่ตีความออกมาใหม่และทำได้ละเมียด ซับซ้อน ไม่ธรรมดาเลยค่ะ อย่างพิซซ่าที่เราลองใช้ชื่อในเมนูว่า Parma มีทั้ง Fior di Latte กับ Mascarpone, แฮม Parma และ Peppered Figs

มีจานเรียกน้ำย่อย น่าสนใจอย่าง Scampo ลังกุสทีนเนื้อหวานฉ่ำ เสิร์ฟคู่ tomato battuto ที่สดและให้ความนัว, Pate di Fegatini พาเต้ตับไก่เนื้อเนียน รสเข้มข้น ตัดด้วยความหวานอมเปรี้ยวของ Maraschino cherries และ hint ของโกโก้ที่เพิ่มมิติ
พาสต้ามีหลากหลายมากๆ จานที่เราชอบได้แก่ Spaghetto Al Pomodoro ที่ใช้มะเขือเทศสีเหลือง เป็นสปาเก็ตตี้ที่มีความเนียนนัวมากๆ เรียบง่ายแต่สมบูรณ์แบบ, Risotto Al Frutti di Mare ก็มาแบบเครื่องแน่นจริงๆ, Linguine all’Astice ลิงกวินีเส้นเหนียวนุ่ม เสิร์ฟพร้อมล็อบสเตอร์ทั้งตัว เนื้อหวานเด้ง คลุกเคล้ากับซอสมะเขือเทศสด หอมใบโหระพา พริกนิดๆ เข้มข้น

— ห้องอาหารนี้ นัทมาทานบ่อยมาก ทานแทบครบทุกเมนู และเมนูจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางเมนูที่ลงในรีวิวนี้ก็ยังคงมีอยู่ บางเมนูอาจจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล อย่าลืมปิดท้ายด้วยของหวานด้วยนะคะ เพราะทำได้อย่างละมุน และรสสัมผัสดีทุกอย่างเลยค่ะ
Breakfast at Arva
ในช่วงเช้า Arva จะถูกใช้เป็นที่เสิร์ฟอาหารเช้า ซึ่งมาในรูปแบบ A La Carte ที่เราสามารถสั่งได้อย่างไม่จำกัด ความโดดเด่นของอาหารเช้าที่นี่คือการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง และการปรุงสดจานต่อจาน มีทั้งอาหารไทย อาหารเอเชียและอาหารตะวันตก ทุกเมนูที่สั่งมาทำได้อย่างน่าประทับใจ เป็นเมนูอาหารเช้าที่มีความหลากหลาย และ curate มาเป็นอย่างดี

เมนูที่เราประทับใจได้แก่ ไข่เจียวปู ที่ทำไข่เจียวมาแบบฟูๆ โปะด้วยเนื้อปูชิ้นโต, Prawn Toast บริออชโปะหน้ากุ้งที่มีความหอมและหน้าล้น, Truffle & Gruyere Toast โทสท์ซาวโดห์โปะชีสและไข่คนทรัฟเฟิล และเมนูอย่าง หมูปิ้งพร้อมข้าวเหนียว และ หมูพะโล้ ที่รสชาติดีมาก นอกจากนี้ ยังมีทั้งโคลด์คัทและชีสบอร์ด, ไข่แบบต่างๆ ตั้งแต่ Egg Benedict, Eggs Royale และ Egg Florentine กับเครื่องเคียงมาตรฐานของอาหารเช้าอย่างไส้กรอก เบคอน แฮชบราวน์ มะเขือเทศ มีเมนูสลัด, Hummus, Avocado Toast, ผักย่าง, เฟรนช์โทสท์, แพนเค้ก, วาฟเฟิล และอื่นๆ ส่วนอาหารไทย/เอเชีย มีทั้งโจ๊ก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ผัดหมี่กุ้ง ไก่กอและ

เครื่องดื่มมีทั้งน้ำผลไม้สด สมูตตี้ คอมบูฉะ และ Wellness Shot ตามด้วย เบเกอรี่หลากชนิด โยเกิร์ตแบบต่างๆ และ ผลไม้
1872 — All Day Dining, Bar & Lounge
บริเวณชั้น 9 ซึ่งเป็นล็อบบี้อันโอ่โถง มีโซนที่เป็นเลาจ์นั่งเล่นทั้งภายในอาคารและริมระเบียง รวมไปถึงบาร์ที่ใช้ชื่อ 1872 ปีเกิดของนายเลิศผู้เป็นนักธุรกิจผู้บุกเบิกหลายอย่างในประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ และได้นำเรื่องราวมาเป็นแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์ค็อกเทลที่บาร์แห่งนี้ ในช่วงบ่ายแก่ๆ ริมระเบียงของ 1872 บรรยากาศดีมากๆ เราจะเห็น Golden Hour ที่ตัดกับสกายไลน์ของกรุงเทพฯ อย่างสวยงาม

แม้จะตั้งบริเวณล็อบบี้ แต่กลับไม่เคยรู้สึกวุ่นวายเลยค่ะ เรามีโอกาสแวะมาทานทั้งอาหาร และ อาฟเตอร์นูนทีอยู่หลายครั้ง สำหรับอาฟเตอร์นูนทีนั้น มีความประณีตและละเมียดละไมสูงมาก แต่ละครั้งที่มา นำเสนอในธีมที่เปลี่ยนไปและน่าสนใจมากๆ ทุกครั้ง อย่างล่าสุดเป็น Northern Flavor หรืออาหารเหนือของไทย ใช้วัตถุดิบดีทั้งของว่างคาวและขนมหวาน นำเสนอได้อย่างสวยงาม

ส่วนเมนูอาหารของ 1872 นั้น เป็นเมนูที่เสิร์ฟทั้งวัน มีทั้งเมนูอาหารตะวันตกและอาหารไทย อย่างเช่น สลัด เบอร์เกอร์ แซนด์วิช ซึ่งนัทยังไม่เคยลอง เพราะมาทุกครั้ง ทานอาหารไทยทุกครั้ง มีเมนู ข้าวกะเพราเนื้อวากิว ที่ขึ้นชื่อจนมีการบอกต่อกันแบบเงียบๆ แต่มีคนกลับมาซ้ำเยอะมาก แล้วยังมีเมนูอาหารไทยทานง่ายอื่นๆ เช่น ข้าวผัดปลาสลิด พะแนงหมูย่าง ต้มแซ่บเนื้อ ผัดซีอิ๊ว และอื่นๆ อีกมากมายเลยค่ะ

Aman Club
ชั้น 19 เป็นที่อยู่ของ Aman Club ที่เน้นให้บริการแขกผู้เข้าพัก แขกจากทาง Aman Residence และ Aman Club Founders เป็นสำคัญ แต่เราสามารถโทรไปสอบถามและสำรองที่นั่งล่วงหน้าเพื่อใช้บริการได้นะคะ เพราะบรรยากาศบนชั้น 19 นั้น มีความ Exclusive มากขึ้นไปอีก มีสองห้องอาหาร และ เลาจ์ที่เพลงเพราะมาก มาทุกครั้ง ไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลยค่ะ
Hiori — Tepanyaki
ห้องอาหาร Hiori ซึ่งเป็นห้องอาหารแบบ Tepanyaki แต่เป็น Tepanyaki ที่ให้บรรยากาศหรูหรา ใช้วัตถุดิบชั้นดี และเสิร์ฟเมนูหลากหลายที่มีการ cooking บนเตาเทปันยากิตรงหน้า

อีกความพิเศษคือ เชฟเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวากิว และจะมีการ source วัตถุดิบต่างๆ จากทั่วญี่ปุ่น อย่างข้าวก็เป็นข้าวที่เบลนด์หลายสายพันธุ์รวมกันที่คิดค้นมาเพื่อให้เหมาะกับการทำข้าวผัดบนเตาเทปันยากิโดยเฉพาะ

นอกจากเนื้อย่างที่เป็นไฮไลท์แล้ว เมนูอื่นๆ ก็ยังมี Wagyu Consommé, King Crab ซุปใสที่มีความหอมอุมามิของเนื้อและเต็มไปด้วยเนื้อปูคิงแคร็ปเต็มก้อน, Uni Brioche, Wagyu Spring Roll ไส้ทะลักเสิร์ฟกับ Sansho Honey และ Kampachi กับพอนสึยูสุ
Sesui — Omakase
ซูชิโอมากาเสะ ที่เป็นเหมือน Hidden Gem ของที่นี่ ตอนที่เราไปครั้งแรก เรารู้สึกเลยว่าปรัชญาของโรงแรม Aman กับ ร้านซูชิโอมากาเสะนั้นเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นความหรูหราแบบไม่ตะโกน ความมินิมอลที่แอบแฝงรายละเอียด อย่างเคาเตอร์ไม้ฮิโนกิชิ้นเดียว หรือ Craftmanship ที่อยู่ในซูชิและอาหารทุกๆ จานที่เสิร์ฟโดยไม่ต้องหวือหวา แต่มีดีเทลน่าสนใจเยอะ

ดูแลโดยเชฟ Satoshi Tsuru เป็นเชฟชาวญี่ปุ่น ที่มีประสบการณ์ในร้านโอมากาเสะในไทยมายาวนานทั้งในญี่ปุ่นและไทย จานที่ชอบมากๆ คือ ปลาคาวาฮากิ ที่ตัวตับนำมาเป็นซอสกลมกล่อมตัดกับมะนาวซูดาจินิดๆ (ปกติ ร้านส่วนใหญ่จะเสิร์ฟตับเป็นบล็อกเล็กๆ แต่ลองนึกถึงเทกเจอร์ความมันและละลายเหมือนปกติ แต่มีรสชาติที่ซับซ้อนเข้าไป), อังกิโมะที่เสิร์ฟมาในรูปแบบโทสท์, นิกิริแต่ละคำปรุงมาได้แบบเหมาะกับวัตถุดิบ และต้องยกให้อิกุระที่แช่มารสชาติดีมากๆ
Aman Lounge & Cigar Bar
Aman Lounge ถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งในจุดที่วิวสวยที่สุดของโรงแรม โดยเฉพาะในช่วงพระอาทิตย์ตก บรรยากาศจะค่อยๆ เปลี่ยนจากแสงสีส้มไปสู่แสงไฟยามค่ำคืน ทำให้ที่นี่กลายเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการนั่งพักผ่อนพร้อมชม skyline ของกรุงเทพฯ อย่างสงบและเป็นส่วนตัว

เมนูค็อกเทลได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาญี่ปุ่นโบราณ “Godai” ซึ่งเชื่อมโยงกับธาตุทั้งห้า ทำให้แต่ละแก้วมีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว นอกจากนี้ยังมี rare spirits และเมนูอาหารสไตล์ Izakaya ที่เป็นเหมือนไอเท็มลับของที่นี่อีกด้วย

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือที่นี่มี live music ทุกคืน ทางโรงแรมเลือกศิลปินและวงดนตรีได้ดีมากๆ บรรยากาศผ่อนคลาย มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัว แต่เหมาะกับความหรูหราของทางโรงแรมมากๆ ค่ะ

Final Thought
ประสบการณ์ทั้งหมดที่เราได้รับ ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดในกรุงเทพฯ นอกจากรายละเอียดทุกอย่างที่เล่ามาแล้ว Aman Nai Lert Bangkok ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดการตกแต่งที่แฝงความเป็นไทยอย่างร่วมสมัยอยู่ในทุกมุมของโรงแรม เรื่องการบริการแบบ Aman Magic และความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆ เป็นอะไรที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง แต่ก็ทำให้เราอยากบอกต่อและอยากกลับมาใช้บริการอีกค่ะ
โรงแรม Aman Nai Lert Bangkok (โรงแรม อมัน นายเลิศ กรุงเทพ)
ตั้งอยู่ในปาร์คนายเลิศ ภายในซอยสมคิด ย่านเพลินจิต กรุงเทพฯ
Tel. : +66 2 035 1111
ติดตาม Eat Chill Wander ได้ที่
Facebook : Eat Chill Wander
Instagram : @eatchillwander
Twitter : @eatchillwander
Youtube : Eat Chill Wander
Website : www.eatchillwander.com
![[รีวิว] Anantara New York Palace Budapest โรงแรมพระราชวังสุดอลังการ ในกรุงบูดาเปสท์ ประเทศฮังการี](https://www.eatchillwander.com/wp-content/uploads/2022/10/anantara-new-york-palace-budapest-hotel-hungary-172x120.jpg)
![[รีวิว] โรงแรม The Standard Bangkok Mahanakhon ดีไซน์สุดจี๊ด เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ](https://www.eatchillwander.com/wp-content/uploads/2022/09/the-standard-hotel-bangkok-172x120.jpg)
![[รีวิว] Wynn Palace Macau โรงแรมล่าสุดในเครือ Wynn ที่ตอบโจทย์ทุกความหรูหรา ตื่นตาในฝั่ง Cotai](https://www.eatchillwander.com/wp-content/uploads/2018/05/wynn-palace-cover-172x120.jpg)
![[รีวิว] Four Seasons Resort Chiang Mai พักผ่อนอย่างหรูหรา ท่ามกลางธรรมชาติ บนถนนสายแม่ริม จ.เชียงใหม...](https://www.eatchillwander.com/wp-content/uploads/2020/09/four-seasons-chiangmai-resort-172x120.jpg)