[รีวิว+แจกแพลน Cebu 5 วัน] ผจญภัยใน Cebu – Bohol กระโดดน้ำตกสีฟ้า ว่ายน้ำกับลุงเต่า ฉลามวาฬ และ ส่องลิงจิ๋วที่หน้าเหมือนเฟอร์บี้!

หลายๆคนคงเคยเห็นภาพ น้ำทะเลใสๆ น้ำตกสีฟ้าสุดอลังการ ภาพการว่ายน้ำกับฉลามวาฬ ที่ Cebu กันอยู่แล้ว วันนี้ เราจะพาไปเที่ยว Cebu และเกาะเพื่อนบ้านอย่าง Bohol แบบที่สามารถตามไปฟินกันได้ง่ายๆ แม้จะเป็นมือใหม่ก็เที่ยวเองได้ไม่ยากแน่นอนค่ะ!

ตอนแรกก็คิดว่า Cebu มันจะเป็นแค่เกาะเล็กๆ ที่ไปชิวๆทำตัวเป็น beach babe ได้ อารมณ์เกาะเต่าอะไรงี้ หาข้อมูลไปๆมาๆ เกาะ Cebu โคตรใหญ่เลยยยย ใหญ่กว่าภูเก็ตเกือบ 10 เท่า ขับรถจากเหนือไปใต้คือ 6 ชั่วโมง นั่นหมายความว่า จากเมืองที่เราลงสนามบินไปน้ำตก จากน้ำตก ไปจุดดำน้ำ จากจุดดำน้ำไปจุดฉลามวาฬ แต่ละอย่างอยู่คนละที่กันหมดเลย อยู่ห่างกันหลายชั่วโมง

อย่างจุดดำน้ำลึกชื่อดัง อย่างเกาะ Malapascua ก็อยู่ห่างออกไปตรงเหนือสุดของเกาะ เราเลยไม่ได้ไปในทริปนี้ค่ะ

จริงๆ แล้ว เราสามารถประหยัดงบแบบสุดๆ ด้วยการนั่งรถบัส ซึ่งราคาถูกมากกกก แต่ถ้านั่งบัสก็จะช้ากว่าและต้องรอ ทริปนี้มีเพื่อนสาวไปด้วย รวมเรากลายเป็น 3 คน เลยตัดสินใจ จ้างรถส่วนตัวให้หมด จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องกระเป๋าเดินทางด้วยค่ะ

แม้ว่าจะใช้ รถ เรือ และ ไกด์ส่วนตัว แต่เราก็ยังใช้งบประมาณไปไม่ถึง 22,000 บาทดี งบนี้รวมค่าตั๋วแบบบินตรง โรงแรม ค่ารถส่วนตัว เรือส่วนตัว ค่าทัวร์ทุกอย่าง รวมถึงการข้ามเกาะไป Bohol ซึ่งต้องนั่งเฟอร์รี่ไปอีก 2 ชั่วโมง แถมยังเหลือเงินซื้อของฝาก นั่งแท๊กซี่ กินอาหารทะเล ค๊อกเทลในผับ ได้อีกด้วยนะคะ ค่าครองชีพที่นี่ถูกจริงๆ

สำหรับเรา เพิ่มเงินแค่นิดหน่อย แต่การมีคนขับรถส่วนตัวค่อนข้างตอบโจทย์ในการจัดเวลาแต่ละที่ได้ง่ายขึ้น ก็ถือว่าคุ้มค่ะ 🙂

จากภาพนี้จะเห็นได้ว่า เราไปเพียงส่วนครึ่งล่างของเกาะ คือ Cebu CIty – Oslob – Sumilon Island – Moalboal – Pescador Island ค่ะ อย่างเวลาในการเดินทางด้วยรถยนต์จาก Cebu City – Oslob ก็ 3-4 ชั่วโมงเลยนะคะ | ภาพจาก www.cebutraveltours.com

____________________

ข้อมูลทั่วไป

  • เที่ยวบินตรงจาก กรุงเทพ – ซีบู มีสายการบินเดียวคือ Philippines Airline ส่วนสายการบินอื่นๆต้องต่อเครื่องที่มะนิลาค่ะ ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง ที่นั่งนั่งสบาย อาหารโอเค โหลดกระเป๋าได้ 30 กิโลนะคะ
  • คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า อยู่ได้ไม่เกิน 30 วัน
  • ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการของที่นี่ ทำให้ทุกคนพูดได้ เราไม่ต้องห่วงเรื่องการสื่อสารเลยค่ะ จริงๆคนซีบูพูดภาษา Visaya ซึ่งเป็นคนละภาษากับ Filipino นะคะ แต่เค้าพูดได้ทั้งสองภาษาค่ะ
  • ค่าเงินฟิลิปปินส์เรียกว่า Peso , ตอนที่เราไป 1 Peso = 0.65 Baht
  • การเดินทางในนั้น สามารถเรียก Taxi ซึ่งอาจจะเรียกราคาเราแพงกว่าปกติ แนะนำให้ใช้ Grab แอพเดียวกับที่เมืองไทย ส่วนรถประจำทางอย่าง Jeepney ขึ้นค่อนข้างยากเพราะต้องรู้สายว่าสายไหนไปไหน แล้วมันไม่มีป้ายชัดเจน (ประมาณรถเมล์กรุงเทพเลยค่ะ) นอกจากนี้ ถ้าไประหว่างเมืองก็จะมีรถบัส ที่ราคาถูก แต่เราห่วงกระเป๋าเลยเหมารถพร้อมคนขับแทนค่ะ
  • อาหารที่นี่เค็มมาก แต่ก็ทานง่าย ไม่ต่างจากอาหารไทยมากค่ะ อย่าลืมลอง Jollibee ที่เป็นเหมือนแมคโดนัลด์ท้องถิ่นของที่นี่นะคะ
  • ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ โดยเค้าจะสวดสายประคำกันเป็นประจำ อย่างเวลาคนขับรถเค้ารอเรา เราก็จะเห็นเค้าสวดสายประคำตลอดเลยค่ะ

______________________

Itinerary

Day 1 : รับจากสนามบิน Cebu ตอนเช้า ตรงสู่น้ำตก Kawasan Falls ที่ที่เราจะไป Canyoneering กระโดด ไต่ น้ำตกสีฟ้าใส จากนั้นรถไปส่งเราที่ที่พักใน Oslob

Day 2 : ตื่นเช้า จากที่พักไป ดูฉลามวาฬ ที่ Oslob Whale Shark Watching ที่พักห่างไป 10 นาที ไม่ต้องตื่นเช้ามาก ชิวๆ
จากนั้นซื้อ Sumilon Resort Day Tour ไปพักผ่อน ดำน้ำดูปะการัง เล่นค่ะ

Day 3 : เข้าสู่ Moalboal ไปดำน้ำกับฝูงปลาซาร์ดีนนับหมื่นตัว ทักทายลุงเต่าตัวใหญ่ และ แนวปะการังกันที่ Pescador Island นอนเล่นที่ White Sand Beach กันจนเย็น จากนั้น กลับเข้าสู่ตัวเมือง Cebu City

Day 4 : นั่งเรือ Ferry ข้ามเกาะไปเที่ยว เกาะ Bohol เกาะใหญ่คู่แฝด ที่ต้องไปดูเนินเขาแปลกตา Chocolate Hill และ ไปหาน้องลิงขนาดเท่าฝ่ามือที่หน้าตาเหมือนเฟอร์บี้มากๆ

Day 5 : เที่ยวเมือง Cebu โบถส์สวยๆ และ วัฒนธรรมจากสเปนที่ยังหลงเหลืออยู่ มีสถานที่ทางประวัติศาสตร์หลายจุด นอกจากนี้ Cebu City เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของฟิลิปปินส์ มีห้างให้แก๊งค์เราเดินช้อปปิ้งใช้เงินที่แลกมาจนหมดตัว
ออกจากซีบูตอนค่ำๆ ถึงสุวรรณภูมิตอนเที่ยงคืนค่ะ

___________________________

Day 1

เราออกเดินทางจากสุวรรณภูมิ เวลา 1.30 น. ถึง สนามบิน Mactan Cebu เวลา 6.30 น. ใช้เวลาผ่าน ตม. ไม่นานมาก จากนั้นเราก็ออกมาเจอคนขับรถที่เราจองไว้ ยืนถือป้ายชื่อเราอยู่

ที่นี่เราเหมารถพร้อมคนขับทุกวัน แต่คนขับที่มาแต่ละวันจะเป็นคนละคนกัน เหมือนแล้วแต่คิว และ แล้วแต่ว่า ใครอยู่เมืองไหนพอดี ซึ่งเราใช้บริการ คนขับรถและทัวร์ทั้งหมด จาก Island Trek Tour (ไม่ได้มีการสปอนเซอร์ใดๆนะคะ เราหาเอง จ่ายเอง เราลองเทียบราคาและออปชั่นการบริการดูแล้ว ที่นี่มีครบที่สุด เราโอเคกับเซอร์วิสที่นี่ค่ะ)

จากสนามบิน เรามุ่งหน้าตรงสู่ Kawasan Falls เพื่อที่จะไปเล่น Canyoneering หรือการไต่ ว่ายน้ำ เดินป่า ไปตามทางน้ำตกค่ะ

ถึงจุดเช็คอิน Canyoneering เวลาเกือบ 10 โมง  (เดี๋ยวเรารวบรวมเรื่องค่าใช้จ่ายไว้ท้ายบทความนะคะ) ถ้าใครมาเอง สามารถฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่นี่ได้เช่นกัน

ตรงนี้มีห้องน้ำ เป็นจุดแจกอุปกรณ์ รองเท้า หมวกกันน๊อก เสื้อชูชีพ แล้วก็มีกระเป๋ากันน้ำ Dry bag โดยไกด์จะเป็นคนแบกให้เราค่ะ — เราว่ารองเท้าที่เค้าแจกให้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะคะ ถ้าใครมีของตัวเอง ก็เอาไปได้

จากจุดเช็คอิน นั่งมอเตอร์ไซค์ ไปอีกประมาณ 10-15 นาที เป็นทางคอนกรีตดีๆแล้วนะคะ เค้าทำถนนใหม่

จากที่ลงมอเตอร์ไซค์ ต้องเดินไปอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ทางเดินเป็นทางดินๆ วันที่เราไปฝนตก ทางลื่นมากกกก ช่วงนี้บรรยากาศจะยังเป็นภูเขาอยู่ค่ะ

ซักพักก็จะมาถึงน้ำตก ภาพที่เราเห็นตั้งแต่แรกคือ น้ำใสมากกก แล้วนำ้เป็นสีฟ้าจริงๆ ไกด์บอกเราว่า ยิ่งล่าง ยิ่งฟ้า โดยช่วงแรกจะเป็นการเดินลงไปตามหิน แล้วก็ถึงจุดกระโดดจุดแรก ที่ไม่สูงเท่าไหร่

การ Canyoneering ของเรา คือเริ่มจากน้ำตกชั้นบน ลงไป ที่น้ำตกชั้นล่างนะคะ เป็นการ trek ลงเขา ดังนั้น น้ำตก Kawasan ชั้นที่ดังๆในรูปที่สวยๆ จะเป็นฐานสุดท้ายของการ Canyoneering ในครั้งนี้

จุดที่ต้องกระโดด จะมีจุดบังคับที่ไม่อย่างงั้นไปต่อไม่ได้ คือ 4 เมตร นอกจากนี้จะมีจุดต่างๆ ตั้งแต่ 4 – 15 เมตร โดยแก๊งค์เรามา ทั้งที เลือกกระโดดสูงสุดไปเลยจ้าาาา

ตรงนี้เป็น Slider ค่ะ จริงๆ ต้องรอดูวิดีโอ ถึงจะเห็นภาพ

สดชื่นมากๆเลยค่ะ มันเป็นความรู้สึกสนุก แต่ในขณะเดียวกันก็ relax อย่างบอกไม่ถูก เวลาได้เห็นน้ำใสๆ เห็นธรรมชาติแบบนี้ตลอดนี่มันรู้สึกเติมพลังมากๆ

นอกจากการกระโดด ว่ายน้ำ ไต่เขาต่างๆ จะมีช่วงที่ต้องเดิน ประมาณครึ่งชั่วโมงเลยนะคะ เราว่าช่วงนั้นเหนื่อยสุด เพราะไม่มีกิจกรรม เป็นการเดินป่าอย่างเดียว ไกลระดับหนึ่ง แล้วเราก็หมดแรงจากการเล่นน้ำก่อนหน้านั้นไปเยอะ

แต่ทุกคนไหวแน่นอนค่ะ เพราะเดินลงมาอีกนิดเดียว ก็จะถึงน้ำตกชั้นที่หนึ่ง ชั้นที่สอง แล้ว

สรุปเรามาถึง น้ำตก Kawasan Falls ชั้นหนึ่งที่เวลาประมาณบ่าย 2 โมงกว่าๆค่ะ พวกเราถ่ายรูปกันนานมาก เวิ่นมาก แต่ไกด์ใจเย็นและยินดีถ่ายรูปให้เรามากๆค่ะ

ถึงแล้วววววววว น้ำสีฟ้าจริงๆ แบบไม่น่าเชื่อ ตรงนี้ปกติจะมี แพน้ำไผ่ที่เหมือนสัญลักษณ์ของที่นี่ ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมานะคะ

จริงๆ น้ำตกชั้นนี้ สามารถมาจอดรถตรงทางเข้า แล้วเดินเข้ามาได้เลยประมาณ 10 นาที แบบไม่ต้องเปียกก็ได้ค่ะ

กว่าพวกเราจะเล่นน้ำตรงนี้ และทานอาหารที่เค้าจัดไว้ให้เสร็จ ก็ประมาณ 4 โมงกว่าๆ ตอนแรกเราแพลนจะไป Mainit Spring ก่อนเข้าที่พักใน Oslob แต่ไม่ทันค่ะ เลยต้องข้ามไป

เข้าที่พักใน Oslob เลย เราพักใน guesthouse ชื่อ The Biggies Inn ซึ่งเจ้าของใจดีมาก แต่มันเป็นห้องเล็กๆ แบบเบสิคๆเลยนะคะ บ้านๆนิดนึง มีไวไฟ ส่วนแอร์ที่นี่สังเกตหลายแห่งจะเป็นแอร์ตัวเล็กๆไม่เย็นเท่าไหร่

__________________________

Day 2

ด้วยความที่ที่พักเราอยู่ใกล้ Oslob Whale Shark Observation Area หรือ จุดชมฉลามวาฬ มากๆ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องตื่นเช้ามากค่ะ

สำหรับเรื่องการชมฉลามวาฬของที่นี่ ได้มีการถกเถียงและต่อต้านกันค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับทุกกิจกรรมที่มีสัตว์มาเกี่ยวข้องนะคะ ตรงนี้เราเคยเขียนอธิบายไว้ยาวมากในเฟส แต่สรุปสั้นๆคือ

ฝ่ายสนับสนุน : ฉลามวาฬมาตามกินเศษกุ้งที่ติดอวนชาวบ้านชาวประมง มานานแสนนาน แบบที่ชาวบ้านเองก็ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ เค้าก็คิดว่ามันมากันเองของมัน หมู่บ้านนี้ก็เคยล่าวาฬขาย พอมีนักท่องเที่ยวฝรั่งมาเห็น ขอจ้างให้ชาวบ้านพาออกเรือไป ธุรกิจท่องเที่ยวแบบนี้จึงเพิ่งเริ่มค่ะ (เคยอ่านเจอว่าเพิ่งเริ่มประมาณปี 2003) จุดดีที่สุดของเรื่องนี้คือ ฉลามวาฬไม่ต้องโดนล่ามาขายอีกต่อไป และอย่างที่บอกว่า มันมาอยู่แบบนี้ตั้งแต่ก่อนจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว

ฝ่ายต่อต้าน : แน่นอนค่ะ การให้อาหารทำให้พฤติกรรมตามธรรมชาติของมันเปลี่ยนไป นอกจากการรบกวนระบบนิเวศน์โดยการให้อาหารแล้ว ฉลามวาฬยังต้องมาเจอนักท่องเที่ยวและเรือ ซึ่งสมัยก่อนไม่ได้มีการควบคุมแบบทุกวันนี้ มีคนเข้าไปโดนตัวน้อง และเรือก็ทำน้องเป็นแผล < ซึ่งเราเองก็เคยไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก

จนได้มาอ่านสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการควบคุมค่อนข้างจริงจัง ไกด์ดุมาก และห้ามเข้าใกล้ เรือนักท่องเที่ยวไม่ให้เข้าไปใกล้ คือเรือจะอยู่รอบๆ แล้วมีเรือให้อาหารตรงกลาง เวลาเราไปเราอาจจะรู้สึกว่าคนเยอะ แต่ตามสถิติ คือวันนึงมีนักท่องเที่ยวเยอะสุดช่วงพีคๆ คือ 300 คน โดยถ้านึกไม่ออกว่าเยอะขนาดไหน ให้คิดว่า เกาะสิมิลัน บ้านเรา วันนึงรับนักท่องเที่ยวประมาณ 6000 คน หรือเยอะกว่านี้ 20 เท่าค่ะ

ฝ่ายนักวิจัย : คิดว่ามันมีผลกระทบต่อพฤติกรรมการย้ายถิ่นของฉลามวาฬ แต่โดยทั่วไปคือ ต้องจับตาดูและศึกษา แต่นักวิจัยองค์กรสัตว์น้ำใหญ่ LaMave ก็มาตั้งศูนย์วิจัยที่นี่ เพราะที่นี่เป็นที่เดียวที่เค้าได้เรียนรู้ และได้ข้อมูลฉลามวาฬเยอะที่สุด

กลับมาต่อกันนะคะ

เราตื่น 6 โมง นั่งรถมาแบบแว้ปเดียว ไม่ถึง 5 นาที ทางที่พักเป็นคนติดต่อไกด์ให้มาดูแล ต่อคิวซื้อบัตร ฯลฯ โดยมีค่าบริการ ประมาณ 50 เปโซ หรือ ~30 บาท

เค้าก็จะอธิบายถึงข้อห้าม ห้ามทากันแดด ห้ามอยู่ใกล้ ฯลฯ จากนั้น ก็มาถึงเวลาที่เราจะได้เจอ ปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว (เนื่องจาก วาฬเฉยๆ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ Whale Shark คือ ฉลาม เป็นปลา จึงเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ)

กระโดดลงเรือไปตู้มแรก นี่คือภาพที่อยู่ตรงหน้า น้องเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ วันนี้ เข้ามากัน 4-5 ตัว ตัวที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่มากกกกก แบบที่เราไม่รู้จะอธิบายยังไง ใหญ่กว่าเรือ สองลำได้

เราดำน้ำลึก เราพยายามไปในที่ที่น่าจะเจอฉลามวาฬ อย่างเกาะเต่าปีที่แล้ว (2017) มีเดือนนึงที่ครูสอนดำน้ำโพสท์รูปฉลามวาฬทุกวันนนนน และทุกคนก็เจอทุกวันในช่วงนั้นจริงๆ เราไปก็ไม่เจอ

ฉลามวาฬหรือน้องจุด ช่างสง่างามและยิ่งใหญ่สมกับที่นักดำน้ำทุกคนอยากพบซักครั้ง — ถามว่า ถ้าดำน้ำแล้วเจอเองจริงๆจะฟินกว่ามั้ย ก็อาจจะ แต่โมเม้นท์ตอนนั้นที่เราได้เจอ น้องจุด ครั้งแรก ก็ยากที่จะลืมเหมือนกัน

ตัวนี้น่าจะเป็นตัวที่ใหญ่ที่สุดของวันนี้ รูปนี้แคปมาจากวิดีโอที่เพื่อนถ่ายไว้ จริงๆถ้าขยับกล้องทางขวานิดนึง จะเป็นขาคนเยอะมากกกก เพราะใครที่ว่ายน้ำไม่แข็ง ก็สามารถ เกาะขาเรือดูได้เลยค่ะ ทุกภาพที่ทุกคนเห็นคือเราไม่ได้ตั้งใจจะไปใกล้ๆเลย แต่น้องจุด นางก็ว่ายของนาง ส่วนใหญ่นางจะเป็นฝ่ายมาใกล้เราเอง

ภาพนี้ ถ้าดูในวิดีโอ คือเราตะโกนว่า Oh my godddd ฉลามวาฬ 2 ตัว ตัวใหญ่มากกกก

ภาพนี้ เราดำดูอีกตัวอยู่ค่ะ แต่ตัวนี้มาจากไหนไม่รู้ ในภาพน่าจะพยายามหุบฟินเข้ามา (แต่ระยะจริง น่าจะไกลกว่ามุมกล้องนี้เยอะนะคะ) ดูแค่หางยังใหญ่กว่าคนเลย นางยิ่งใหญ่จริงๆ

ที่นี่ให้เวลา 30 ชั่วโมงค่ะ คนเรือเค้าจะจับเราไปขึ้นเรือเหมือนจับปูใส่กระด้ง เรือเรามีสมาชิก 6 คนค่ะ

พายไป พายกลับนะคะ ไม่มีการใช้เครื่องยนต์ใดๆ

เสร็จจากที่นี่ จริงๆ สามารถไปน้ำตก ชื่อ Tumalog Falls ได้นะคะ แต่ด้วยความง่วงของพวกเรา เลยกลับไปงีบ กินอาหารเช้าแล้ว ไปขึ้นเรือไป Sumilon Bluewater Resort ซึ่งเป็นเกาะส่วนตัวของรีสอร์ทนี้ และตั้งชื่อตามชื่อเกาะ Sumilon เลยค่ะ

นั่งรถจากที่พักประมาณ 15 นาที ก็ถึง ท่าเรือของรีสอร์ท โดย รีสอร์ทนี้ เปิดให้แขกนอกมา Day Tour แบบที่เรามาได้ค่ะ

โดยค่า Day Tour ที่เราจ่ายไป 1500 เปโซ จะรวมค่าเรือข้ามฟาก, สนอร์กเกิ้ล, บุฟเฟต์อาหารเที่ยง, คายัก รวมถึงการใช้สระว่ายน้ำ และ หาดของโรงแรมค่ะ

เรือข้ามฟากหน้าตาจะเป็นอย่างนี้ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

รอบเรือจากฝั่งไปเกาะ : 8.00, 9.30, 11.00, 12.30, 14.00, 16.00

รอบเรือจากเกาะกลับฝั่ง : 9.00, 10.30, 12.00, 13.30, 15.30, 17.00

โดยพวกเราอยากอยู่เต็มวัน เลยไปรอบ 9.30 กลับ 17.00 ค่ะ

ที่นี่มี Infinity Pool และ Jacuzzi 2 บ่อ ฟินมากกกกกก

ถัดจากเวลาอาหารเที่ยง เราก็ฝากของไว้ในล๊อกเกอร์ ยืมสนอร์กเกิ้ล แล้วพวกเราก็นั่งรถแบบรถกอล์ฟ ข้ามฝั่งไปยังฝั่ง Sand bar รวมถึงจุดดำน้ำตื้นด้วย

เรามากันประมาณ 2-3 โมงค่ะ ไม่มีคนเลย เคยเห็นในภาพ ที่คนยืนอยู่เต็ม Sand Bar ไปหมด น่าจะเป็นช่วงเช้า

ตรงหน้าเรา ใกล้ๆโขดหินจะเป็นแนวปะการังค่ะ ปลาเบสิคๆอย่างนีโม่นี่มีอยู่แล้ว แต่เราว่าที่น่ารักคือ ปลาปักเป้า หลายชนิดมาก

เป็นที่ที่รู้สึกว่าได้พักผ่อนจริงๆเลยค่ะ

จากนั้นเรากลับมาฝั่ง Oslob ทานอาหารเย็นแล้วก็ กลับที่พักแล้วค่ะ เพราะวันถัดมาต้องออกเช้า ไป Moalboal





______________________

Day 3

วันนี้เราจะไป Pescador Island ซึ่งอยู่ใน Moalboal นั่งรถไปประมาณ 2 ชั่วโมง

เช้านี้เรากินแมคโดนัลด์ค่ะ ราคาถูกมากเลย เซ็ทละประมาณ 80 บาท

เราถึง Moalboal ประมาณ 8.30 เรือเราเป็นเรือส่วนตัวค่ะ จึงไม่รีบ แล้วคนเรือกับไกด์ ก็ใจเย็นอีกเช่นเคย

ตรงท่าเรือค่ะ เราค่อนข้างตื่นเต้นกับท่าเรือที่น้ำใสขนาดนี้ เราไม่เข้าใจว่าทำไมบางที่ในไทย พอเป็นตรงท่าเรือ น้ำทะเลจะสกปรกมาก บางที่แทบจะกลายเป็นสีน้ำคลอง แล้วมีแต่ขยะ

เกาะเล็กๆตรงหน้า คือ Pescador Island ซึ่งมีแนวปะการังที่สวยค่ะ ข้อดีของการมีเรือส่วนตัวคือ เราว่ายไปตรงไหน ขึ้นตรงไหน เรือก็ไปตรงไหน ไม่ต้องว่ายกลับเรือ อยู่ตรงไหนนานขนาดไหนก็ได้ แล้วก็กระโดดน้ำเล่นได้สะใจมาก

ไฮไลท์ของวันคือการไปดู Turtle Point และ The Sardine Run ค่ะ

Sardine Run นี่เป็นอะไรที่อะเมซิ่งงงงงงเหนือความคาดหมายมาก แบบที่ดูในรูปกับวิดีโอ ก็คงรู้สึกสนใจ แต่อยากให้ไปสัมผัส ให้ไปอยู่ ณ จุดนั้น มันมหัศจรรย์มากๆเลยค่ะ

ต้องรอดูในวิดีโอ คือฝูงปลาใหญ่มาก แทบจะเป็นกำแพง แล้วทั้งฝูงขยับพร้อมกัน อย่างเป็นจังหวะ เหมือนพาเราเข้าไปให้อีกโลกนึง

ภาพอธิบายไม่ได้จริงๆค่ะ

มาเจอคุณลุงเต่า คุณลุงกินหญ้าทะเลไม่สนใจเราเลย

ปะการังสุดลูกหูลูกตา ไม่มีหักเลย ดงปะการังสมบูรณ์มากกกกก

จากนั้นเราก็มาแวะทานข้าวที่ White Sand beach Moalboal ที่นี่จะมี Hostel กับ ร้านดำน้ำ เยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าใครแบ๊คแพ๊คอยู่ยาวหน่อย มาดำน้ำ ก็ใช้ที่นี่เป็นฐานได้ อาหารจะราคานักท่องเที่ยวนิดนึง แต่ก็ยังไม่ถือว่าแพงค่ะ

วันนี้เรากลับเข้ามา Cebu City แล้ว ขับจาก Moalboal เกือบ 3 ชั่วโมงเพราะรถติด

เราพักที่โรงแรม Southpole Central Hotel โรงแรมโอเคเลยนะคะ มีเซเว่นอยู่ใกล้ๆ เรียก grab ไปไหนก็สะดวกดีค่ะ เราเดินหาอะไรกินแถวๆโรงแรม

ร้านเบเกอรี่ที่มีเต็มเมืองเลยค่ะ ราคาถูกมากๆ

 

เดินมั่วๆไปจบที่ร้านนี้ เซ็ทละไม่ถึงร้อยบาท




Day 4

วันนี้เดินทางไปเกาะ Bohol ซึ่งเป็นเกาะใหญ่อีกเกาะนึง ที่อยู่ถัดจาก ซีบู ค่ะ โดยเกาะนี้เราเที่ยวบกนะคะ ไม่ได้เที่ยวทะเล เป็นโปรแกรมแบบ One-day tour ซึ่งจริงๆแล้ว เราไม่แนะนำเท่าไหร่ เพราะ One-day tour อาจจะมี โปรแกรมอยู่ 7-8 อย่าง แต่ที่น่าสนใจจริงๆ มีแค่ 2-3 อย่างค่ะ คิดว่ามาถึง Bohol แล้ว จริงๆ ลองหาทางไป Panglao Island ก็น่าสนใจนะคะ น้ำใสมากๆ

เรานั่งเรือเฟอร์รี่ของ Oceanjet จาก Cebu ไป Bohol ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

โดยเราต้องมาเช็คอินก่อนเวลาเรือออกอย่างน้อย ครึ่งชั่วโมงนะคะ ภายในเรือมีแอร์ นั่งสบาย ระบุที่นั่งค่ะ

พอมาถึงก็จะมีคนมารับเราและตรงไปยังจุดแรกคือ Chocolate Hills ค่ะ

ความน่าสนใจของที่นี่คือ ภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาทรงเหมือนที่เราวาดภูเขาตอนเด็กๆ คือโค้งพอดี แล้วเป็นเนินแบบนี้ ซ้ำๆกันในขนาดเท่าๆกันเต็มไปหมด ซึ่งเค้าบอกว่าเกิดมาจากการยุบตัวของพื้นดินค่ะ โดยเนินแบบนี้มีมากกว่าพันเนิน และที่เรียกว่า Chocolate Hills ก็เพราะว่า หากมาในช่วงฤดูแล้ง เนินเขาทั้งหมดจะกลายเป็นสีน้ำตาล เหมือนช๊อคโกแลตนั่นเองค่ะ

ถัดจากจุดนี้ เราก็จะไปยัง ศูนย์อนุรักษ์ Tarsier ค่ะ ซึ่งตัว Tarsier เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตระกูล Primate (พวกลิง)ที่มีขนาดเล็กมากที่สุดในโลก ซึ่งมันเล็กจริงๆนะคะ เราเห็นในรูปก็เฉยๆใช่มั้ย จริงๆแล้ว ตัว Tarsier มีความสูงประมาณ 10 ซม. เรียกว่าเล็กกว่าฝ่ามือเราอีกค่ะ

Tarsier เป็นสัตว์ค่อนข้างขี้อาย และไม่ชอบเสียงดัง เวลาเข้าไป เค้าจะแสดง Tarsier ประมาณ 10 ตัว ให้น้องเกาะอยู่บนต้นไม้ตามธรรมชาติ และทิ้งระยะ ไม่ให้เราเข้าใกล้จนเกินไปค่ะ

มันตัวเล็กมากกกกกจริงๆนะคะ จิ๋วน่ารักมาก (แต่บางมุมก็แอบน่ากลัว) ไกด์เล่าให้ฟังว่า ถ้าทำให้มันเครียดมาก มันจะฆ่าตัวตาย ด้วยการทิ้งตัวลงจากต้นไม้ หรือ เอาหัวโขกต้นไม้แรงๆ ซึ่งเราก็ฟังเค้ามาอีกที

จากนั้น เราก็ได้ไปล่องเรือ และทานอาหารเที่ยงแบบบบุฟเฟ่ต์บนเรือค่ะ มาตรฐานบุฟเฟต์นะคะ อย่าคาดหวังกับรสชาติมาก 5555 ดูวิว ฟังเพลงไปค่ะ

แม่น้ำที่เรามานี้คือ แม่น้ำ Loboc ซึ่งยังคงมีสีฟ้าใส แล้วก็มีธรรมชาติที่ดูสมบูรณ์ดีค่ะ

นั่งไปจนสุดทาง จะมีซุ้มหมู่บ้าน และมีการแสดงจากชาวบ้าน แต่เอาตรงๆ เราว่ามันดูเป็นการแสดงมากกว่าการได้เห็นวัฒนธรรมของชาวบ้านจริงๆ

เพราะเท่าที่อ่านมา บนเกาะนี้ มีชนเผ่าท้องถิ่นที่ชื่อ Ati อาศัยอยู่มาก่อน โดยไกด์อธิบายเราว่า คนที่มาลงทุนแถวนี้ก็พยายามจะสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับที่นี่ คือเซ็ตติ้งมันก็น่ารัก และ ดูเข้าธีมดีนะคะ แต่อาจจะไม่ประสบการณ์ที่เรียลซักเท่าไหร่ ชาวบ้านก็จะพยายามมาขอทิปเราค่ะ

พอจบจากล่องเรือ เค้าก็จะพาเราไปตามสถานที่ทัวร์ลง เช่น รูปปั้น ฟาร์มผีเสื้อ ฟาร์มงู โบถส์เก่า ซึ่งโบถส์ก็เป็นโบถส์ท้องถิ่นทั่วไป โปรแกรมตรงนี้เราไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ดังนั้น หากใครที่ยังอยากเที่ยวทะเล อาจจะแบ่งโปรแกรมไปเป็นกิจกรรมทางน้ำแทนนะคะ

บรรยากาศบนท้องถนนของ Bohol โดยรถสามล้อแบบนี้จะมีเขียนคำสอนจากไบเบิลไว้ทุกคันเลยค่ะ

จากนั้นเราก็นั่งเรือกลับมายัง Cebu ค่ะ โดยในคืนนี้เราเลือกที่จะไปห้างใหญ่ๆของ Cebu เพื่อดูว่าเมืองใหญ่อันดับสองของฟิลิปปินส์เป็นยังไง

ใน Cebu City เราได้ไป 2 ห้างนะคะ คือ Ayala Mall และ SM City Cebu

โดย Ayala Mall จะค่อนข้างมีแบรนด์หรูกว่านิดนึง ส่วนตัวชอบซุปเปอร์มาร์เก็ตที่นี่ จะประมาณ ท๊อปส์ นะคะ ส่วนที่ SM ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะประมาณบิ๊กซี โดยเรามาหาซื้อของกิน ของฝาก เช่น มะม่วงแห้ง ขนมฟิลิปปินส์ กันที่นี่ค่ะ (ไปตามแหล่งทัวริสท์กลัวโดนฟันราคา)

แล้ว Ayala Mall ยังมีโซนร้านอาหารชั้นดาดฟ้า ซึ่งมีอาหารหลายประเภทและหน้าตาดีทั้งนั้นเลยค่ะ มานั่งดริงค์ก็ได้ ส่วน SM ก็มีร้านอาหารเยอะ แต่จะอยู่ในตัวห้างค่ะ

อันนี้เป็นกล้วยที่เจอในซุปเปอร์มาร์เก็ตซึ่งขนาดใหญ่กว่ามะม่วง ตกใจมากกก

 

ทานร้านอาหารทะเลค่ะ ราคาโอเคเลยนะคะ คนละไม่กี่ร้อย อย่าลืมสั่ง Sinigang Soup นะคะ เป็นต้มที่เราชอบทานมาก รสชาติเหมือนต้มผักดองหรือต้มเกียวบ๊วยอะไรแบบนั้น

จากนั้นเราก็ได้ไปต่อที่ร้านที่เป็นแหล่งแฮงค์เอาท์ยอดนิยมของที่นี่ค่ะ ชื่อ La Vie Parisienne เวลาไปไหนเราใช้ Grab นะคะ

ร้านน่ารักมากค่ะ เป็น Wine Cellar ธีมฝรั่งเศส ซึ่งมีขายทั้ง เบเกอรี่ ชีส แซนวิช อาหาร ไอศกรีมเจลาโต แล้วก็เครื่องดื่มต่างๆกับไวน์อีกมากมาย แต่เป็นรูปแบบ แบบซื้อแล้วจ่ายเงินก่อน ค่อยไปหาที่นั่งนะคะ ที่นั่งมีหลายโซน ทั้งบนดาดฟ้า ในสวน ตัวตึกกับร้านก็ตกแต่งสวยดีค่ะ

___________________

Day 5

วันนี้วันสุดท้ายแล้ว เราเลือกที่จะเหมารถ เป็น City Tour ชมจุดสำคัญต่างๆในตัวเมือง Cebu City ค่ะ

เริ่มจากสถานที่แรก คือ Magellan’s Cross ซึ่งคือไม้กางเขนที่ Ferdinand Magellan สั่งให้ตั้งไว้ Magellan คือชาวยุโรปคนแรกที่ข้ามมาถึงมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งจริงๆแล้ว เค้ามีชื่อเสียงจากการที่ กษัตริย์สเปนส่งมาหาหมู่เกาะเครื่องเทศอย่างเกาะ Maluku ในอินโดนีเซีย

ตรงข้ามไม้กางเขนนี้ จะมี Basilica Del Sto. Nino ค่ะ

ตอนเข้าไปเค้ากำลังมีพิธีกรรมบางอย่าง โดยที่จะมีคนถือเทียนนี้กำลังร่ายรำอยู่ค่ะ

จากนั้นเดินทางไปดูโบถส์อีกแห่ง​ซึ่งเป็นโบถส์หลักของที่นี่อย่าง Cebu Cathedral หลังจากนั้นจะไปยังป้อมปราการ San Pedro Fort ซึ่งเป็นป้อมที่เก่าแก่ที่สุดในฟิลิปปินส์ค่ะ

แล้วก็ยังมีสถานที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น อนุสาวรีย์ The Heritage of Cebu Monument ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ที่ใหญ่มากและรวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของที่นี่ไว้

อยู่ติดกับ Yap-Sandiego Ancentral House เป็นบ้านแอนทีคตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยเค้าเคลมว่าเป็นบ้านจีนหลังแรกที่สร้างนอกประเทศจีน

หลังจากนั้น เราก็ข้ามไปยังฝั่ง Mactan ซึ่งเป็นฝั่งที่สนามบิน Cebu ตั้งอยู่เพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามบิน ระหว่างทางจะมีหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อในการทำกีต้าร์อยู่ เราเลยได้แวะชม Guitar Factory ค่ะ

จากนั้นไกด์ก็ไปส่งเราที่สนามบิน ซึ่งขาออกระหว่างประเทศจะมีการคิดค่าใช้สนามบินเป็น Airport Terminal Fee 700PHP รับเฉพาะเงินสด ซึ่งพวกเราใช้จนหมดแล้ว เลยต้องไปแลกใหม่ โดนเรทโหดๆของสนามบินไปค่ะ อย่าลืมนะคะ

ออกจากสนามบิน Cebu เวลา 21.25 น. และมาถึงสุวรรณภูมิประมาณเที่ยงคืนค่า สำหรับเครื่องบินของ Philippines Airline แม้จะไม่มีจอ แต่ว่าสามารถโหลดแอพ MyPAL แล้วต่อไวไฟบนเครื่องเพื่อดูหนังหรือใช้งาน in-flight entertainment บนเครื่องได้นะคะ (หลายสายการบินเป็นแบบนี้นะคะ ไม่มีจอก็จริง แต่มีโปรแกรมไว้ให้ดูบนมือถือได้ รายงานไฟลท์อะไรได้หมดเลยค่ะ เคยเจออีกอันคือ Delta ค่ะ สำหรับเราจะถนัดกว่า เพราะจอบนเครื่องบินมันมืดๆ อันนี้ขยับได้แล้วก็ใช้หูฟังถนัดกว่า ไม่ติดกับเก้าอี้ค่ะ)

___________________

สรุปค่าใช้จ่าย

เรท 1 PHP = 0.65 บาท (มกรา 2018)

ค่าตั๋วเครื่องบิน ไปกลับ BKK-CEBU คนละ 9,052 บาท
ค่าโรงแรมที่ Oslob 2 คืน และ Cebu City 2 คืน คนละ 1,060 บาท (โรงแรมตกคืนละประมาณ 800 บาทหาร 3 ค่ะ)
ค่ารถรับส่งส่วนตัว ค่าเรือส่วนตัว ค่าเฟอร์รี่ Cebu – Bohol คนละ 6,695 บาท ให้บริษัททัวร์จัดการ เราใช้บริษัทที่กูเกิ้ลมาได้ชื่อ Island Trek Tour ค่ะ
ค่าดูฉลามวาฬ 1000 PHP = 650 บาท
ค่าเข้าใช้บริการ Sumilon Resort แบบ Day tour รวมเรือข้ามฟาก 1500 PHP = 975 บาท
ค่า Airport Terminal Fee ขาออก 700 PHP = 455 บาท

ส่วนค่าอาหาร โดยทั่วไปถูกกว่าเมืองไทยค่ะ ซื้อน้ำ น้ำอัดลม ก็ยังหลักหน่วยอยู่ ไม่ถึงสิบบาท ชุดแมคโดนัลด์ก็ประมาณแปดสิบกว่าบาท ส่วนอาหารที่นั่น ถ้าข้างทางไม่ถึงร้อยบาท กินอาหารทะเล 4 อย่างบนห้าง ก็รวมกันไม่เกินพันบาท ค๊อกเทลในผับก็ไม่แพง ร้อยกว่าบาท

แท๊กซี่ก็ถูกนะคะ ใช้ Grab ได้ ง่ายมาก
งบ 22,000 บาท แถมเหลือเงินซื้อมะม่วงอบแห้ง แล้วก็พวกของแฮนเมดมาอีกนิดหน่อยค่ะ

_____________________



Related Post