[รีวิว] ห้องอาหาร Tables Grill โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กับเชฟ Hans Zahner เชฟเดอคูซีนคนใหม่

ห้องอาหาร Tables Grill เป็นห้องอาหารที่เรามักไปทานสเต๊กอยู่หลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งช่วงกลางปีที่ผ่านมา ก็ได้ยินมาว่าทางห้องอาหารมีเชฟท่านใหม่เข้ามากุมบังเหียน โดยมีดีกรีเป็นถึงเชฟชาวฝรั่งเศสที่ให้ทำร้านได้หนึ่งดาวมิชลินมาแล้วในเซี่ยงไฮ้ พร้อมประสบการณ์ที่น่าสนใจ วันนี้ เราจะมารีวิวห้องอาหาร Tables Grill ในโรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ กับเชฟท่านใหม่ เชฟ Hans Zahner ค่ะ

Tables Grill ตั้งอยู่ชั้น M ของโรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ แยกราชประสงค์ค่ะ เป็นห้องอาหารที่เราชอบมาทาน Sunday Brunch ค่ะ เพราะจัดหนักจัดเต็ม และวัตถุดิบดีมาก

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ อาหารบางจานจะมี live cooking กันที่โต๊ะเราด้วยนะคะ ในเมนูจะมีสัญลักษณ์บอกว่า อันไหนที่พนักงานจะมาทำให้ที่โต๊ะบ้าง วันที่เราไปไม่รู้ว่าตัวเชฟอยู่มั้ยนะคะ แต่พนักงานบริการดี น่ารัก และ ให้ข้อมูลได้ดีเลยค่ะ

เราไม่ได้เลือก Set Menu นะคะ วันนี้มาทานเป็น A La Carte สำหรับตัวเซ็ท 5 Course ราคาจะอยู่ที่ 2900บาท++ และก็จะมี 7 Course ราคา 3900บาท ++ โดยทั่วไป เซ็ทจะได้ปริมาณน้อยกว่าเวลาสั่ง A La Carte ค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละร้านนะคะ ลองเช็คกับพนักงานดูได้ค่ะ

มาเริ่มกันเลยค่ะ Amuse Bouche คำแรกเป็น โฟมมะเขือเทศ, เจลลี่มะเขือเทศ และ น้ำมันมะกอก รสชาตินุ่มลึก เนื้อสัมผัสดีค่ะ ส่วนคำที่สองเป็น ปลาแมคาเรลบนแรดิช ซึ่งค่อนข้างทั่วไป ดี แต่ไม่โดดเด่น

ขนมปังและเนยอร่อยดีค่ะ

ถัดมาเป็น Starter เย็นค่ะ เราสั่ง David Hervé Boudeuse Oysters (ราคา 800 บาท) เป็นหอยนางรมจากฟาร์ม David Herve ชื่อดังแถว Charentes ซึ่งเค้านำหอยเสิร์ฟมากับ เจลลี่ตะไคร้ แอปเปิ้ลแกรนนี่สมิธ และ เปลือกเลม่อน ซึ่งต้องเกริ่นก่อนว่าเราชอบกินหอยนางรม Boudeuse อยู่แล้ว และปกติมันจะรู้สึกสดและหวานมาก แต่กลายเป็นว่า จานนี้ ไม่ใช่ไม่อร่อยนะคะ แต่เรารู้สึกว่ามันทำให้รสชาติหอยน้อยลง และค่อนข้างไปทางรสชาติอ่อนค่ะ

จานถัดมายังเป็น Starter เย็นนะคะ Wagyu Beef Tartare and Black Truffle (ราคา 1000 บาท) ซึ่งเมนูนี้เค้าจะมาทำให้ที่โต๊ะค่ะ นอกจากเครื่องของ Beef Tartare แล้วก็ยังมีการใส่ เห็ดทรัฟเฟิลดำ Perigold และ ซอส Coulis มะเขือเทศเผ็ดค่ะ

ออกมาสวยงาม กลมกล่อม ความหอมของพริกไทยและทรัฟเฟิลชัดมาก ซึ่งดีมาก ตัวเนื้อก็ดีค่ะ แต่ถือว่าเป็นทาร์ทาร์แบบไม่จัดจ้านนะคะ อันนี้แล้วแต่แต่ละคนชอบอีกแล้วค่ะ คนที่ชอบทาร์ทาร์รสจัดๆ อารมณ์แบบแถวยุโรปตะวันออก ก็อาจจะไม่ชอบรสนี้เท่าไหร่ค่ะ

ต่อมาเป็นเมนูที่เค้าบอกว่า ทำให้เชฟท่านนี้ได้ดาวมิชลินที่เซี่ยงไฮ้เลยนะคะ ซึ่งนั่นก็คือ Alaskan Royal King Crab (ราคา 1400 บาท) และก็สมคำล่ำลือ จานนี้อร่อยมากกกกก แบบต้องโดน ห้ามพลาดนะคะ เป็น แกงแดงแบบไทย แต่เค้าไม่ได้ทำมาเป็นแกงนะ มีความเป็นอะไรคล้ายๆพวก bisque มากกว่า มาพร้อมกับ มะเขือเทศแห้ง และ เจลข่า

ด้านบนจะมีความเป็นโฟม แล้วก็ใช้เนยได้ละมุนมากๆ เข้มข้น เนื้อปูก็กรุบๆ ฟินมากค่ะ

จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่จาน Main Course ค่ะ

จานแรกจะน่าตื่นเต้นนิดนึง เป็น Atlantic Sea Bass Cooked in Clay (ราคา 2000 บาท) ปลากระพงแอตแลนติคที่เผามาในดินแบบดินเผาอ่ะค่ะ แต่เค้าทำให้ปลาสุกโดยการนำไปเผาพร้อมดินตัวนี้เลย ซึ่งว่ากันว่าเป็นวิธีที่มีมาตั้งแต่โบราณและทำให้ปลาคงความสด และ รสชาติตามธรรมชาติไว้

คอนดิเมนท์ในจานก็จะมี มะเขือเทศกองฟีต์ ซอสสมุนไพร มะกอก และ น้ำส้มสายชูบาโรโล่

มาหน้าตาแบบนี้นะคะ แล้วเค้าก็จะเอาค้อนมาทุบๆ

ส่วนอีกจานเราสั่งเป็น Poached Brittany Blue Lobster (ราคา 2900 บาท) ล๊อบสเตอร์สีน้ำเงินจาก Brittany ลวก เสิร์ฟคู่กับ มันฝรั่งทรัฟเฟิลฟองดอง และซอส Homardine

วันที่เราไปทาน ล็อบสเตอร์น่าจะเป็นตัวที่มีปัญหาพอดีค่ะ เพราะเนื้อเหนียวและตัดไม่ขาด ไม่เหมือน Brittany Lobster ที่เคยทานมาซักเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ปกติเวลามาทาน Brunch แล้วเค้าใช้ Maine Lobster ก็ยังไม่เคยพลาดเลยค่ะ

แต่ของอย่างอื่นในจานและจานเคียงอร่อยมากค่ะ

ถัดไปเป็นจานของหวานค่ะ ใช้เวลาทำค่อนข้างนานนิดนึงนะคะ

จานแรกเราเลือกเป็น Baked Alaska (ราคา 400 บาท) เป็นซอสแมนดาริน และ โรยพิสตาชิโอ ค่ะ จากนั้นเค้าก็จุดไฟตัว Grand Marnier มาราดค่ะ อลังการสวยงามมาก รสชาติดีค่ะ

อีกจานเป็น Lemon and Rhubarb (ราคา 400 บาท) เป็นครีมเลม่อน ซอสราสป์เบอร์รี่ ครัมเบิลฮาเซลนัท และ ซอร์เบท์รูบาร์บค่ะ รสชาติดีและเป็นคอมบิเนชั่นที่ดีค่ะ เราอาจจะติดที่ไม่ค่อยรู้สึกถึงรูบาร์บ (รู้สึกถึงราสป์เบอร์รี่มากกว่า) แต่อาจจะเพราะมันไปในโทนเปรี้ยว มันเลยบาลานส์ไปด้วยกันหมด ก็อาจจะมีข้อดีข้อด้อยต่างกันไปค่ะ แต่ถือว่าเป็นจานปิดได้ดีเลย

ปิดท้ายด้วย Petit Four ค่ะ

สำหรับที่ร้าน บรรยากาศดี ดูหรูหรา และ เหมาะกับโอกาสพิเศษหลายๆโอกาส (แม้ทุกครั้งที่เราไป มักจะแวะเข้าไปแบบกะทันหัน ไม่มีพิธีรีตรอง) ที่นี่จะมีเดรสโค้ดเป็น smart casual ค่ะ วันไหนคุณแฟนใส่รองเท้าแตะไปเดินช้อปปิ้งแถวนั้นแล้วเกิดอยากมาทานต่อก็จะอดไปนะคะ

อีกส่วนที่อยากชมคือ Mixologist ที่ทำค๊อกเทลและม๊อกเทลของที่นี่ มีความคิดสร้างสรรค์ และ ทำเครื่องดื่มออกมาได้ดีเลยค่ะ มีหลายแก้วที่อยากให้ลองมาชิมค่ะ หรือจะบอกความชอบแล้วให้เค้าทำมาใหม่ก็ได้ค่ะ

อ่อ อีกความดีงามมากๆๆๆๆ ของที่นี่คือไม่มีค่าเปิดขวดค่ะ ซึ่งนั่นหมายความว่า เราสามารถเลือกไวน์แบบที่อาจจะหาไม่เจอในไวน์ลิสท์ร้านอาหารมาเปิดได้อย่างสบายใจ (หรือจะมาเลือกไวน์ที่นี่ก็ได้นะคะ เพราะที่นี่ไวน์ลิสท์ดีค่ะ)

ห้องอาหาร Tables Grill โรงแรม Grand Hyatt Erawan 

เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 18.00 น. – 22.00 น.
Sunday Champagne Brunch วันอาทิตย์ เวลา 11.00 น. – 15.00 น.

Website : https://tablesgrill.com/
Phone: 02 254 6250
Email: restaurants.bangh@hyatt.com

Related Post