Klook.com

[รีวิว] Baltic Blunos ร้านอาหารบอลติกที่ถ่ายทอดประสบการณ์การเดินทางลงบนอาหารแสนวิจิตร

นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่มีร้านอาหาร Fine Dining ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครเกิดขึ้นอีกร้านให้พวกเราได้มาลิ้มลองกัน และคงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าร้าน Baltic Blunos เป็นร้านอาหารสไตล์บอลติกร้านแรกและร้านเดียวในเมืองไทยในขณะนี้อีกด้วย

ร้าน Baltic Blunos นั้นเป็นผลงานชิ้นล่าสุดของเชฟ Martin Blunos ผู้โด่งดัง ที่เคยมีร้านอาหารมิชลินระดับสองดาวเป็นของตัวเองมาแล้วที่อังกฤษ ก่อนที่จะตกหลุมรักเมืองไทยและย้ายที่พำนักมาอยู่กรุงเทพฯได้มาเป็นเวลากว่าสามปีแล้ว โดยร้าน Baltic Blunos นั้นถือเป็นร้านอาหาร Fine Dining แห่งแรกของเชฟ Martin Blunos ในเมืองไทย โดยจับมือร่วมกับเชฟหนุ่มไฟแรง Aleksandrs Nasikailov ที่มีประสบการณ์มากกว่าสิบปีในร้านอาหารชั้นแนวหน้าของบอลติก ทำให้เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้ลองอาหารบอลติกขนานแท้กัน

ถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายท่านคงจะเกิดคำถามว่า อะไรคืออาหารบอลติก (Baltic) ? คำตอบจากเชฟมาตินผู้ที่มีรากเหง้าจากหนึ่งในกลุ่มประเทศบอลติกซึ่งก็คือ ลัตเวีย นั้นได้ความว่า อาหารบอลติกนั้นไม่มีอยู่จริงหรอก เพราะได้รับอิทธิพลมาจากอาหารหลายๆชาติที่เข้ามาปกครองประเทศแถบทะเลบอลติก แต่สิ่งที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้นคือ “จิตวิญญาณแห่งความเป็นบอลติก” ที่จะมาแสดงให้เราได้รับชมกันผ่านทางอาหารของเชฟนั่นเอง

หมายเหตุ* กลุ่มประเทศบอลติก คือกลุ่มประเทศที่อยู่ติดกับ ทะเลบอลติก ได้แก่ ประเทศเอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย ซึ่งถ้าพูดถึงภูมิประเทศก็มีความกึ่งยุโรปเหนือกึ่งยุโรปตะวันออก แต่ด้วยความที่อยู่ใกล้พวกสลาฟ เคยถูกปกครองจากอาณาจักรสวีเดนและรัสเซีย จนกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศโซเวียต จึงทำให้วัฒนธรรมของที่นี่ ได้รับอิทธิพลมาจากหลายแห่ง ส่วนที่เชฟกล่าวถึง จิตวิญญาณความเป็นบอลติก มันก็ไม่ได้มาจากแค่เรื่องของวัฒนธรรมเหล่านี้ แต่รวมถึงการใช้ชีวิต ตอนที่ทานเราสามารถจินตนาการภาพตอนนั่งรถไฟผ่านป่าผืนใหญ่จาก Vilnius ไป Riga กลิ่นฝนตอนเดินป่าช่วงฤดูใบไม้ผลิ การพายเรือไปจับปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำตามแม่น้ำ หรือ การเดินเล่นริมฝั่งมองฟองคลื่นใหญ่ในอากาศหนาวติดลบที่ Tallinn 

เมื่อเดินเข้าร้านมา เราจะพบกับ Lounge Bar ที่ตกแต่งอย่างเป็นธรรมชาติ ดิบแต่สบายตา ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านที่อบอุ่น ณ ที่นี้ เราสามารถที่จะสั่งอาหารทานเล่นและเครื่องดื่มสำหรับรอเพื่อนฝูงหรือคนสำคัญที่จะมารับประทานอาหารกับเราในมื้อพิเศษนี้ หรือว่าเพียงแค่อยากจะมีช่วงเวลาดีๆกับค๊อกเทลสักแก้วหลังเลิกงานที่ร้านก็ยินดีต้อนรับเช่นกัน

ในส่วนของห้องอาหารนั้น ตกแต่งอย่างธรรมชาติ เรียบง่ายด้วยสีโทนน้ำตาล ไม้ธรรมชาติแผ่นใหญ่ ลวดลายสวยงามสบายตา และรูปวาดสีน้ำมันที่วาดโดยศิลปินชื่อดังชาวลัตเวียที่เป็นญาติของเชฟ Martin นั่นเอง

ในส่วนของเมนูร้าน Baltic Blunos นั้น มาในธีมที่ชื่อว่า “The Wanderlust Dining Journey” โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะรับเป็น 6 คอร์ส ราคา 2,499 บาท++ หรือ 8 คอร์ส ราคา 2,990 บาท++ โดยอาหารแต่ละวันนั้นอาจจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล และสำหรับลูกค้าที่เคยมาทานแล้ว ทางเชฟก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะรังสรรค์เมนูใหม่ๆให้ได้ทานโดยไม่ซ้ำกับที่เคยทานอีกด้วย


The Wanderlust Dining Journey

สำหรับค่ำคืนนี้ เราได้สั่งอาหาร 8 คอร์สเพื่อที่จะได้ลิ้มลองอาหารของเชฟ Martin และ Alex อย่างเต็มที่ โดยที่เราสามารถเลือกที่จะแพรริ่งอาหารกับเครื่องดื่มได้ มีทั้งไวน์ และ “คอมบุฉะ” ซึ่งเชฟ Alex นั้นได้ทำการหมักเองกับมือทั้งหมด เราแนะนำเป็นอย่างมากว่าให้ลองแพร์อาหารกับคอมบูฉะ เพราะเชฟคิดมาดีมาก หรือใครจะอยากสั่งเป็นแก้วที่บาร์ก็ได้ เราชอบ คอมบูฉะมะลิ ที่สุด

“ไหหมักคอมบุฉะหลากหลายรสชาติ สุดรักสุดหวงของเชฟ Alex”

เมื่อทำการสั่งอาหารแล้ว สักพักเชฟ Martin ก็ได้นำต้นไม้ไซส์เท่าต้นบอนไซมาวางที่โต๊ะของเรา และนี่คือ Amuse Bouche ที่ดูสวยงามแปลกตาเป็นอย่างยิ่ง สื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงที่ย่างเข้าฤดูหนาว และฤดูการของเห็ดทรัฟเฟิลขาว โดยใบไม้เหลืองแดงบนต้นนั้น ทำมาจากมันหวานและเผือกทอด และเคลือบด้วยผงปรุงรสหลากชนิดทั้ง สาหร่าย มัลเบอร์รี และเห็ดพอร์ชินี ส่วนทรัฟเฟิลใต้ต้นไม้นั้น ทำจากโฟมพาร์เมซานและปรุงรสด้วยผงเห็ดพอร์ชินี

Pearl of Siam: Shrimp and tapioca, on lotus petal and chaplu leaf

Amuse Bouche จานที่สองเปิดตัวมาอย่างน่าพิศวง ด้วยก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่บนจานเซรามิกสีเขียว เชฟ Alex ได้นำทอร์ชมาเผาก้อนน้ำแข็ง เผยถึงความงามของอาหารที่อยู่ภายใน ซึ่งทำจากกุ้งและสาคูปรุงรสด้วยมะนาวคาเวียร์ห่อด้วยใบบัวและใบชะพลู

Sourdough bread with hemp butter and lard

สำหรับขนมปังที่ร้าน Baltic Blunos นั้นก็ไม่ธรรมดาเหมือนที่อื่น แต่เป็น Sourdough ซึ่งใช้ยีสที่เชฟ Alex ขนมาเองจากลัตเวีย เสริฟมาคู่กับสเปรดสองชนิด ซึ่งอย่างแรกทำจากมันหมูและหอมแดง และอีกตัวคือเนยกัญชง รสชาติแปลกใหม่ทั้งคู่และเข้ากันกับ Sourdough ได้เป็นอย่างดี

Creamy sea urchin, Snow lotus, Yuzu bubbles

มาถึงอาหารคอร์สแรกของเรา อูนิ ที่เสริฟมาในจานหน้าตาคล้ายหอยเม่น ราดมาด้วยโฟมหอมเปรี้ยวชื่นใจรสส้มยูซุ เมื่อตักทานได้รสครีมมี่ของหอยเม่นอย่างเต็มที่แต่รสชาตินั้นกลมกล่อมเพราะเชฟมีเคล็ดลับคือการนำช็อกโกแลตขาวมาผสมไว้ในจานเพื่อลดกลิ่นน้ำทะเลของหอยเม่นลง

Moon Flower, Thai almond cheese, Dry tomato salsa, Tom ka

หน่อดอกชมจันทร์ที่ม้วนเป็นเกลียวมาจากธรรมชาติรสชาติมันๆและครีมมี่เล็กน้อย เสริฟมาบนชั้นของครีมชีสที่หมักจากอัลม่อน และซัลซ่ารสเปรี้ยวหวาน ราดด้วยต้มข่ารสกลมกล่อมแต่หอมหวาน จุดเด่นของจานนี้ไม่ใช่รสชาติที่จัดจ้านแต่เป็นความซับซ้อนของรสชาติที่ควบรวมกันได้อย่างดีเยี่ยม และรสสัมผัสที่น่าสนใจ

Cold smoked salmon, Salmon mousse, Okra, Salmon roe, and Horseradish snow

แซลม่อนที่รมควันด้วยกระบวนการที่ไม่ก่อให้เกิดความร้อน ทำให้ได้รสสัมผัสที่เต่งตึง ทานคู่กับ ไข่ปลาเทราต์ที่ช่วยเสริฟรสชาติความเค็มและอูมามิ มูสแซลม่อนรมควันที่หอมฟุ้งนำพาให้รสชาติฟุ้งยาวนาน Horseradish ที่ช่วยตัดความเลี่ยนเพิ่มความสดชื่น และกระเจี๊ยบที่เพิ่มความกรุบกรอบและความลื่นเนียนของอาหารจานนี้ สิ่งสำคัญคือการที่เราต้องทานทุกสิ่งในจานพร้อมกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เชฟต้องการจะสื่อถึง

Crab croquette with garlic aioli

คร็อกเก้ที่ทำมาจากปูผสมกับซอส aioli หุ้มด้วยแป้งขนมปังชาร์โคล ทานกับกระเจี๊ยบด้านล่างเพิ่มรสเปรี้ยวตัดกับความมันของซอส aioli

จานนี้รสชาติตรงไปตรงมา อาจจะง่ายไปนิดเมื่อเทียบกับคอร์สก่อนหน้า

Foie gras tortellini, Mushroom truffle foam, and Birch sap syrup

ทอร์เทลลินี ที่ปรุงสุกมาอย่าง Al Dente ที่แท้จริง ยัดไส้ฟัวกรา ท้อปด้วย โฟมเห็ดทรัฟเฟิล และหยด birch sap syrup ปิดท้ายเพื่อเพิ่มความเปรี้ยวและความฝาดเล็กน้อย เพื่อต่อสู้กับความมันเลี่ยนของฟัวกราจานนี้ สำหรับเราคิดว่าจานนี้ออกจะจืดไปหน่อย และขาดรสสัมผัสที่อยู่ตรงกลางระหว่างแป้งพาสต้าที่แข็งและฟัวกราที่นิ่มละลายในปาก

Hokkaido scallops, Mottra sturgeon caviar, Hollandaise sauce

หอยเชลล์คอร์สนี้มาเสริฟถึงโต๊ะท่ามกลางไฟที่ลุกไหม้ทั่วจาน หอยเชลล์สดหวานเกรดทำซาซิมิ ย่างเบาๆ ได้รสหวานและเนื้อที่เด้ง ทานคู่กับซอสฮอลแลนเดซรสเปรี้ยวและสาหร่ายองุ่น

Pheasant from Royal Project, Truffled celeriac,Stewed red cabbage with cinnamon, Latvian Chanterelle sauce

ไก่ฟ้า ที่ปรุงสุกมาทั้งทอด อบ และย่าง ด้วยส่วนที่ต่างกัน ให้รสชาติและรสสัมผัสที่แตกต่าง ทานคู่กับหัวขึ้นฉ่ายฝรั่งชุบแป้งทอด และซอสเห็ดชองเทอเรลล์ที่ราดมาบนสตูว์กะหล่ำปลีแดงรสชาติเข้มข้น ด้วยความที่ไก่ฟ้าเป็น Game Meat เนื้อของไก่ฟ้าจะค่อนข้างแห้งและแน่น ต้องทานคู่กับซอสเยอะๆ

Passion fruit ice cream

ล้างปากกันด้วย pre dessert ที่เชฟเดินมาทำให้เราทานกันสดๆ โดยเอาครีมเสาวรสมาบีบ บนกระทะที่เย็นจัด จนครีมแข็งตัวกลายเป็นไอศกรีม เปรี้ยวหวาน สดชื่นมากๆ

Shaved 3 types of chocolates, Coconut mousse, and Coconut Malibu sauce

ขนมช็อกโกแลตหน้าตาน่ารักคล้ายลูกมะพร้าว ให้รสชาติของช๊อกโกแลตที่แตกต่างกัน ด้วยช๊อกโกแลตที่ต่างกันถึงสามชนิด และให้รสสัมผัสที่หลากหลายด้วยมูสและแป้งกรอบรอบๆตัวลูกมะพร้าว ทานเพลินมากๆ

Assortments of Chocolate

สำหรับ Petit Four ทางร้านได้นำรถเข็นที่เต็มไปด้วยช็อกโกแลตของเชฟ Alex ที่ทางร้านทำขายอยู่หน้าร้านเช่นกันมาให้เราได้ลิ้มลองคนละสองชิ้น โดยมีช็อกโกแลตมากกว่า 15 รสชาติให้เลือกด้วยกัน อยากบอกว่าพราลีนของที่ร้าน Baltic Blunos นั้นสู้แบรนด์ดังๆของสวิสและเบลเยี่ยมได้อย่างสบายๆ

เป็นช็อกโกแลตที่น่ารักและอร่อยมากๆ รสชาติที่แนะนำคือ Peanut Butter และ Salted Caramel

———–

ในส่วนของเครื่องดื่มนั้น เราได้ลองทั้ง Wine pairing และ Kombucha Pairing

โดย Wine Pairing นั้นมาด้วยกันทั้งหมด 4 แก้ว สำหรับ 8 คอร์ส ราคา 1,890 บาท++ และ คอมบุฉะ 8 แก้วสำหรับ 8 คอร์ส ราคา 890 บาท++ โดยส่วนตัวคิดว่าคอมบุฉะของร้านนี้มีความน่าสนใจและอร่อยเข้ากับอาหารมากๆ ในขณะที่ Wine Pairing อาจจะธรรมดาไปสักนิด แต่! ถ้าใครต้องการที่จะทานไวน์ดีๆ ร้าน Baltic Blunos นั้นมีไวน์ชั้นดีให้คุณได้เลือกในราคาที่เป็นมิตรมากๆ ราคาแทบไม่ต่างจากซื้อตามห้างเลยทีเดียว ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในร้านอาหาร Fine Dining ที่เราแนะนำสำหรับคอไวน์

ก็จบไปแล้วกับมื้ออาหารอันแสนสวยงามของร้าน Baltic Blunos มาถึงตรงนี้แล้ว เราเองก็คงสามารถที่จะตอบทุกคนได้ว่าอะไรคืออาหาร Baltic ได้มากขึ้น อย่างที่เชฟมาตินได้กล่าวไว้ ว่ามันคือจิตวิญญาณ มันคือความเป็นธรรมชาติที่ดิบแต่ลึกซึ้ง ที่แสดงออกมาในร้านอาหารแห่งนี้ทั้งร้าน ทั้งการตกแต่ง พาชนะจานชามที่ใช้ และอาหารที่เสริฟ

ส่วนเรื่องของรสชาติ เราชอบอยู่ 3 จาน ที่เหลือเป็นรสที่ไม่คุ้นปาก แต่ก็สามารถเชื่อมโยงกับเวลาไปเที่ยวรัสเซียและสแกนดิเนเวียได้ เพราะฉะนั้น ร้านนี้อาจจะไม่ใช่คอมฟอร์ทฟู้ดที่มาทานได้ทุกวัน (ยกเว้นโซนบาร์ที่มานั่งดื่มทุกวันได้นะ) แต่น่าจะถูกใจคนที่อยาก explore รสชาติและคอมบิเนชั่นใหม่ๆ ประกอบกับเชฟมีความเป็นศิลปินสูงมาก มันเหมือนมานั่งดูโชว์ ชมงานศิลปะบางอย่างอยู่ 3 ชั่วโมง

Baltic Blunos : “The Wanderlust Dining Journey” ได้นำพาพวกเรามาท่องเที่ยวในดินแดนมหัศจรรย์แห่งอาหารด้วยการนำเสนอที่แปลกใหม่ สวยงาม และมีพลัง ทำให้การเดินทางไปในแต่ละคอร์สอาหารนั้นตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอไม่มีเบื่อ และเราหวังว่าการผจญภัยรอบหน้าจะยังคงตื่นตาตื่นใจไม่แพ้รอบนี้ครับ


นอกจากร้านอาหาร อย่างที่บอกไปว่าด้านหน้ามีห้องช็อคโกแลต สามารถมาเลือกซื้อช็อคโกแลตอย่างเดียวก็ได้นะ เพราะเชฟทำช็อคโกแลตได้แบบ artisanal มากๆ มีตั้งแต่รส ไข่เค็ม รสต้มข่า ช็อคโกแลคเหล้าลัตเวีย ยูสึ ชาเขียว วานิลลา ถั่ว อะไรมีหมด แต่ที่สำคัญคือ อร่อยมากๆ

ส่วนโซนบาร์ก็มานั่งดริงค์ นั่งชิลล์ได้ เพราะเป็นโซนที่แยกออกมาจากร้านอาหารค่ะ เค้ามีเมนูทานเล่นแยกด้วยนะคะ เป็นหนึ่งในบาร์ที่สวยมากๆ ในทองหล่อ และถือว่ามีเครื่องดื่มที่น่าสนใจหลากหลายค่ะ

ภาพซิกเนเจอร์ของเชฟ Martin Blunos เชฟพาทรอนของที่นี่ค่ะ


ร้าน Baltic Blunos

ตั้งอยู่ภายใน ซอย ทองหล่อ 9 สามารถจอดรถได้ในบริเวณร้าน

เว็ปไซต์ : https://www.balticblunos.com/
โทร. : 02-1171255

ร้านเปิดให้บริการเฉพาะมื้อเย็น เวลา 18.00 – 22.00 น. ปิดทุกวันจันทร์

บาร์เปิดให้บริการ 17.00 – 24.00 น. ปิดทุกวันจันทร์

error: