[รีวิว] Caprice ห้องอาหารฝรั่งเศสสุดหรูสามดาวมิชลิน ริมอ่าววิคตอเรีย โรงแรม Four Seasons Hong Kong

“Exceptional cuisine that is worth a special journey”

นี่คือคำจำกัดความของ ร้านอาหารที่ได้รับรางวัล Michelin 3 ดาว อันทรงเกียรติสูงสุดที่จะได้รับในวงการอาหาร โดยมีเพียงทั้งหมด 128 ร้านอาหารทั่วโลก ในปี 2018 ที่ได้รับรางวัลนี้ และ ห้องอาหาร Caprice ณ โรงแรม Four Seasons Hong Kong ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกนี้ ทั้งในแง่ของการบริการ คุณภาพของวัตถุดิบ และรสชาติอาหาร

เป็นอีกครั้งที่เราคิดว่า “Exceptional cuisine that is worth a special journey” เป็นความจริง เพราะนี่เป็นร้านที่ทำให้เรารู้สึกว่า บินไปฮ่องกง เพื่อไปกินร้านนี้ได้

เมื่อเข้ามาด้านในร้าน เราจะพบกับห้องอาหารที่ตกแต่งอย่างสวยหรู เราแนะนำให้จองโต๊ะที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อชมวิว Victoria Harbour อันสวยงาม มองไปทางฝั่งซ้าย เราจะเห็นครัวเปิด ซึ่งอาหารของเราจะถูกตระเตรียมที่ครัวแห่งนี้ทั้งหมด

เรามาเร็วมาก แต่จริงๆ ร้านเต็มนะคะ จองล่วงหน้าด้วยนะคะ

เข้ามานั่งที่โต๊ะ เราเริ่มต้นมื้ออาหารกันด้วย แชมเปญ “TEXTURES” Brut Nature จาก Vouette & Sorbée ที่ทำจากองุ่น Pinot Blanc 100% ไวน์ฟองตัวนี้ Acidity ดีมากๆ เหมาะสำหรับการเตรียมพร้อมเข้าสู่มื้อกลางวันเป็นอย่างยิ่ง หลายท่านอาจจะสงสัยว่าแชมเปญตัวนี้ต่างจาก แชมเปญตัวอื่นทั่วไปอย่างไร หลักสำคัญอยู่ที่คำว่า Brut Nature ซึ่งแปลว่าแชมเปญนี้มีน้ำตาลเท่ากับศูนย์ ซึ่งโดยปกติทั่วไป แชมเปญหรือไวน์ชนิดอื่นๆ มักจะมีน้ำตาลในขวดอยู่บ้างค่ะ

ก่อนเริ่มมื้ออาหาร พนักงานได้เดินนำตะกร้าขนมปังอุ่นๆ มาให้เราได้เลือกกันค่ะ ขนมปังที่นี่ไม่มีจุดพลาดซักชนิดเดียว

เสิร์ฟมาคู่กับเนยสองชนิด ทั้งเค็ม และ จืด ขึ้นรูปกันสดๆที่ครัว เพื่อให้ได้อุณหภูมิและรสสัมผัสที่ดีที่สุดค่ะ โดยที่ร้านนี้ใช้เนยยี่ห้อดังจากแคว้น Normandie ค่ะ

ได้ลองขนมปังไปสักนิดแล้ว เราเริ่มคอร์สแรกกันด้วย

Alaskan King Crab and Gillardeau Oyster, Crustacean Jelly, Osciètre Prestige Caviar From « La Maison Kaviari »

ตัวเนื้อปูอลาสก้านั้นถูกปรุงมาอย่างดีเยี่ยม เนื้อแน่นหวานมาก ส่วนด้านใต้นั้นเป็นเจลลี่ที่ทำมาจากบรรดาเปลือกกุ้งเปลือกปู เพิ่มมิติความหอมมันลงไปในจานนี้ได้อย่างดี และท้อปด้วย Osciétre Caviar ที่ช่วยเพิ่มความมันเค็ม อุมามิ ทำให้อาหารจานนี้อร่อยลงตัวเป็นอย่างที่สุด

คอร์สที่สองของเรา

Brittany Blue Lobster with Green Asparagus, Morel Mushroom, Black Truffle, and Comte Emulsion

จานนี้นับได้ว่าเป็นจานที่รวมของโปรดของเราไว้ด้วยกันเลยค่ะ กุ้งมังกรที่ถูก Poached จนหวานเด้ง ทานคู่กับเห็ดชั้นเลิศอย่าง Morel และ Truffle โดยมีชีส Comte ที่มาในรูปแบบของเหลว เป็นตัวเชื่อมทุกสิ่งไว้ด้วยกัน และมีหน่อไม้ฝรั่งเป็นตัวเพิ่ม texture กรอบและฉ่ำลงไปในจาน อร่อยมากๆค่ะ

จานนี้ ทานแล้วอยากทานอีก ถ้ากลับไป แล้วเมนูไม่เปลี่ยน ก็คงสั่งจานนี้ด้วย

ต่อกันด้วย

Scampi, Roasted Fresh Mango and Hokkaido Sea Urchin Sauce

ตัว Scampi หรือ Langoustine นั้นหวานเด้ง ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยมาอย่างลงตัว เสริฟพร้อมซอสที่ทำมาจาก อูนิ ฮอกไกโด ที่สุดแสนครีมมี่และรสชาติล้ำลึก ทานคู่กับมะม่วงสุกย่างที่เสริมความหวานฉ่ำให้กับจานนี้อย่างลงตัวเป็นที่สุด

เราไม่ชอบรสมะม่วง แต่นี่มันบาลานซ์อย่างไม่น่าเชื่อ

ทั้งสองจานด้านบน Sommelier ของเราได้จับคู่กับไวน์ขาวจากเขต Saumur ซึ่งทำจากองุ่น Chenin Blanc

ไวน์ตัวนี้ถือว่า อร่อย ดีงามเกินค่าตัวไปมากๆ และช่วยเสริมให้อาหารรสชาติดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (เห็นเค้าว่าองุ่นไร่นี้อยู่ติดกับไร่ดังอย่าง Clos Rougeard ด้วยค่ะ)

แล้วก็มาถึงมาถึงเมนคอร์สอาหารทะเล

Nodoguro Fish from Toyosu Market “Bouillabaisse” Style, Fennel Confit and Potato

เห็นชื่อเมนูก็น้ำลายไหลแล้วค่ะ Nodoguro ถือเป็นปลาสุดโปรดของเราเลยเวลาไปทานซูชิในร้านโอมากาเสะชั้นดี ไม่คิดฝันว่าจะได้ทาน Nodoguro ในร้านอาหารฝรั่งเศสแบบนี้ รสชาติจานนี้ยอดเยี่ยมมากๆ ปลานั้นถูกย่างมาอย่างดี หนังกรอบเล็กน้อย เนื้อนุ่มและมัน ตามฉบับปลั้นเลิศตัวนี้ แต่ทีเด็ดของจานนี้คงจะเป็น ซอสบูยยาเบส ที่หอมอร่อยและซับซ้อนเป็นที่สุด

เป็นจานที่จำรสชาติได้ และ อยากทานอีกมากๆ เช่นกันค่ะ

จานปลานี้จับคู่กับไวน์องุ่น Chardonnay ชั้นดีจากเบอร์กันดี เกรด Premier Cru จากตำบล Rully

ดูการจับคู่ไวน์ของที่ Caprice แล้ว เรารู้สึกถึงความตั้งใจและพิถีพิถันในการเสาะหาไวน์มากๆค่ะ เค้าไม่ได้ใช้ไวน์แพงๆในการจับคู่เลย แต่ไวน์ทุกขวดนั้น เป็นไวน์จากผู้ผลิตรายเล็กคุณภาพดี ที่หาทานได้ยาก และมีความพิเศษในตัวของมันค่ะ

มาถึงเมนคอร์สจานเนื้อกันแล้วค่ะ

Racan Pigeon from Maison Bellorr, Cooked in Cocoa Pod, Salsify and Puffed Potatoes, Cocoa Jus

เชฟได้นำนกพิราบที่อบในเปลือกโกโก้มาให้เราดูก่อนนำไปลงจานให้เราค่ะ

นกพิราบอบมาได้สุดมากๆ และไม่มีกลิ่นคาวเลย ฟัวกราที่เสริฟมาคู่กันช่วยเพิ่มความฉ่ำมัน ทานคู่กับซอสสตอเบอร์รี่ ได้ความหวานที่ลงตัว คือตอนนี้อิ่มมากๆ แล้วนะคะ แต่มันดีมากอ่ะ ทานหมดนะ

ทานคู่กับไวน์แดงจาก Veneto โดยผู้ผลิตชื่อดังอย่าง Quintarelli ตัวไวน์มีความหวานเล็กน้อย ที่เชื่อมรสชาตืกับอาหารจานนี้ได้เป็นอย่างดี

ผ่านไปแล้วกับของคาว เรามาต่อกันที่ชีสค่ะ Maître d’hôtel ผู้น่ารักได้พาเราไปเดินเยี่ยมชมห้องเก็บไวน์และชีส มีชีสมากมายหลายชนิด น่าทานมากค่ะ

แวะไปที่ครัวดูบรรยากาศการทำงาน จะเห็นว่าปริมาณเชฟและพนักงานเยอะมากค่ะ เรานับได้ประมาณ 20 คน กับจำนวนโต๊ะเพียง 50-60 ที่นั่งเท่านั้น ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมร้านอาหาร Fine Dining ถึงมีราคาสูงค่ะ เพราะเค้าพิถีพิถันในการทำอาหารและการบริการจริงๆ

Food Editor ที่รักของเราถ่ายรูปคู่กับเชฟค่ะ ดูหน้าฟินจริงๆค่ะ แหม่ ด้านซ้ายเป็น Pastry Chef และ ด้านขวาเป็น Chef de Cuisine เชฟ Guillaume Galliot ค่ะ

กลับมาที่โต๊ะอาหาร เราได้ชีสมาจานใหญ่มากค่ะ มีชีสทุกชนิดเลยค่ะไม่ว่าจะเป็น Hard cheese อย่าง Comté ที่ aged มาถึง 48 เดือน, Soft cheese ตัวเข้มอย่าง Époisse de Bourgogne หรือ King of cheese อย่าง Roquefort ชั้นดีค่ะ ทั้งหมดทานคู่ขนมปัง fig และ ผลไม้แห้งค่ะ

ผ่านไปสองชั่วโมงกว่า ถึงตอนนี้เราอิ่มมากแล้วค่ะ แต่ขนมหวานก็ยังรอเราอยู่ โดย Pre Dessert ของเราเป็นสตอเบอร์รี่ในรูปแบบต่างๆ

Wild Strawberry, Pistachio Mousse and Cassonade Crumble

จานนี้เป็นเรื่องของการเล่นกับ strawberry เพื่อให้เราได้สัมผัสกับ รสชาติ และ รสสัมผัส ที่ต่างกันของสตอเบอร์รี่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น wild strawberry, freeze dry strwberry, compote, gelato, หรือ powder ซึ่งความเปรี้ยวของสตอเบอร์รี่นั้นถูกผสมกลมกลืนเข้ากับความหวานหอมของมูสถั่วพิตาชิโอ้อย่างสมบูรณ์แบบ

มาถึง Dessert จานหลักของเรา

Exotic Calisson, Passion Fruit and Coriander Sorbet

ไอติมผักชีค่ะ ใช่แล้ว ไอติมผักชี!!! ชั้นจะกินยังไงล่ะ แต่….. อร่อยมากกกกก

เป็น Calisson ที่ถูก twisted จากสูตรดั้งเดิมที่ใช้แอลมอนต์บด และไส้ที่มักจะเป็นส้มหรือเมล่อน มาเป็น ใช้มะพร้าวขูดและไส้เสาวรสแทน ตัว Calisson นั้นทำออกมาได้ดีมาก มีความเบา และกรอบฟู ไม่หวานเลี่ยน และยังได้ Coriander Sorbet ที่มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลเขียว มาช่วยเพิ่มความเปรี้ยว และสดชื่น  ทำให้มีความลงตัวอย่างมาก

Sommelier ได้เลือกไวน์ Chateau d’Arche 2009 จากเขต Sauternes ขวดนี้มาให้เราได้ดื่มคู่กับขนมหวานค่ะ รสชาติถือว่าใช้ได้ทีเดียว

จบกันจริงๆแล้วด้วย Petit Four รสชาติดีค่ะ อร่อยทุกชิ้นเลย แต่เราประทับใจ Lemon Curd Sablé ตัวซ้ายสุดค่ะ

โดยสรุปแล้ว Caprice เป็นร้านอาหารที่เราประทับใจมากๆค่ะ ทั้งการบริการที่ไร้ที่ติ อาหารที่อร่อยมากๆ และ Wine Pairing ที่จับคู่อาหารมาได้อย่างยอดเยี่ยม สมกับที่ได้รับ Michelin 3 ดาว ค่ะ เราอยากจะให้ทุกคนที่ไปฮ่องกงได้มีโอกาสทานอาหารที่ร้านนี้สักครั้งค่ะ เพราะเราคิดว่าร้านอาหารฝรั่งเศสระดับนี้ยังหาไม่ได้ในเมืองไทยค่ะ ที่สำคัญราคา Lunch Set ยังเป็นมิตรมากๆอีกด้วย ไม่แพงไปกว่าร้านมิชลินในกรุงเทพฯ แน่นอนค่ะ

เวลาเราบอกว่าบริการไร้ที่ติเนี่ย อยู่เมืองไทย เราจะมองข้ามไปเลย เพราะรู้สึกว่า ที่ไทยจะมองว่าเราเยอะ แต่เวลาไปร้านแบบนี้แล้ว มันจะรู้สึกได้เองถึงรายละเอียดที่เค้าทำให้เองอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น จังหวะการวางจานพร้อมกันและสมูท การเปิดฝาและราดซอส ที่พร้อมและเป็นจังหวะเดียวกัน (แต่ละร้านจะมีซิกเนเจอร์การเปิดฝาที่ไม่เหมือนกันค่ะ แต่ทุกคนในร้านจะทำเหมือนกัน) การดูแลผ้าปู ถ้าเราทำซอสเลอะบนผ้าปู เค้าจะมีผ้ามาวางทับตรงนั้น การวางแก้ว วางจาน วางอุปกรณ์ เสิร์ฟด้านไหนเปิดเข้าลูกค้า ความรู้ในการอธิบายทุกๆ เมนู อย่างคุณ Maître d’hôtel ของที่นี่เนี่ย เคยทานร้านสามดาวในปารีสมาเยอะเลยค่ะ แล้วกลายเป็นว่า ทั้งร้านอาหารและร้านขนม มีหลายร้านมากที่ชอบเหมือนกับเรา แม้แต่เรื่องร้านเนยและชีส ยังชอบร้านเดียวกัน ความรู้กว้างขวางมากค่ะ ทำให้เราทานแล้วรู้สึกว่าได้ประสบการณ์มากขึ้นไปอีก

เอาเป็นว่า มาสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ ในราคาเท่าๆ ทานเมืองไทยได้ค่ะ จองล่วงหน้าด้วยนะคะ

ห้องอาหาร Caprice

ตั้งอยู่ชั้น 5 โรงแรม Four Seasons Hong Kong

Website : https://www.fourseasons.com/hongkong/dining/restaurants/caprice/