ขี่มอเตอร์ไซค์ลุยเดี่ยว เที่ยวรอบเกาะ Santorini ประเทศ Greece

เมื่อพูดถึง Santorini ประเทศกรีซ หลายๆคนคงจะนึกถึง ตึกราบ้านช่องสีขาวที่อยู่สลับซับซ้อนอยู่บนไหล่เขา สร้างด้วยรูปทรงอิสระไม่เหมือนใคร แถมเค้าว่ากันว่า ที่นี่มีหนึ่งในจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลกอยู่

จริงๆแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมสนุกๆเยอะแยะ อย่างการแช่ออนเซนในทะเล ซึ่งเป็นออนเซนที่อยู่ติดกับภูเขาไฟ เลยทำให้น้ำทะเลเวิ้งนั้น ร้อนและมีแร่ธาตุเยอะ การขี่มอไซไปรอบๆทำให้เจอภูมิประเทศที่แตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่ผาสูง หาดสีดำ ภูเขาหินทรายที่ถูกเซาะ หาดสีแดง ไปจนถึงไร่ไวน์กลางเกาะ และโบถส์นิกายกรีกออร์โธด๊อกซ์อันเป็นเอกลักษณ์

ใช่แล้ว ทั้งหมดนี้ เราใช้เวลา 3 วัน 2 คืน โดยเป็นทริปที่ไปกลับจากอิตาลี ตอนนั้นได้ตั๋วไปกลับราคาไม่ถึง 2,000 บาท โดยสายการบินโลว์คอสท์อย่าง Vueling

เช่นเคย เราเลือกพัก AirBnb เพราะเป็นทริปกะทันหัน ไม่มีงบ 5555 ได้ห้องในบ้านสไตล์กรีกสีขาวๆที่เป็นทรงปั้นๆด้วยนะ เป็นห้องที่นอนรวมกับเจ้าของบ้าน ซึ่งเจ้าของบ้านเป็นผู้หญิง รับเฉพาะผู้หญิง เค้ามาทำงานที่นี่ ซึ่งจริงๆ กว่าครึ่งนึงบนเกาะนี้ เป็นคนที่เดินทางมาอยู่เพื่อทำงานในธุรกิจท่องเที่ยวกันทั้งนั้น ช่วงฤดูหนาวปิดกันค่อนเกาะ ที่นี่จะเงียบมาก แต่เรามาตอนย่างเข้าซัมเมอร์ ซึ่งเริ่มมีนักท่องเที่ยวคึกคักมาก ที่นี่เราได้คืนละ 22 Euro หรือ ประมาณ 800 บาทค่ะ

 

 

ย่านที่เราเลือกพักคือ Fira (หรือ Thira ถ้าสะกดแบบกรีก) เป็นย่านที่พร้อมสำหรับนักท่องเที่ยวมาก คือมีโรงแรม ร้านอาหาร บาร์ ร้านขายของชำ ร้านขายของที่ระลึก บริษัททัวร์ แน่นมากกกก สบายใจ ถ้าให้เทียบกับกทม.ก็คงเหมือนข้าวสาร

สำหรับวันแรกเรายังไม่ได้เช่ามอเตอร์ไซค์นะคะ วันนี้จะไปทัวร์ล่องเรือไป Nea Kameni ซึ่งเป็นภูเขาไฟ แต่เราจะเห็นเป็นเกาะค่ะ ส่วนพื้นของภูเขาไฟอยู่ใต้ทะเล เราเลยไม่ได้เห็นมันเป็นแบบภูเขางอกออกมาจากพื้น

เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอร้านอาหารไปตลอดทางเลยค่ะ เราแวะทานอาหารเช้าแบบแรนดอมๆไป วิวอลังการงานสร้างมาก ค่าเสียหาย 6 ยูโรค่ะ

ทานเสร็จเราก็เดินตามทางไปที่ Marina ซึ่งเป็น port ในการขึ้นเรือค่ะ ถ้าสังเกตุในภาพด้านล่างให้ดูทางด้านซ้ายของภาพจะเห็นทางเดินโค้งๆลงมาใช่มั้ยคะ นั่นแหล่ะค่ะ เผื่อเวลากันด้วยนะคะ ถึงจะเป็นทางลงแต่ก็ทำเอาเหนื่อย หากใครไม่อยากเหนื่อย มีทั้งกระเช้า และ ก็น้องลาให้บริการอยู่นะคะ กระเช้าน่าจะสบายสุด

ระหว่างทางก็จะเป็นหินภูเขาไฟสีดำ และตรงนี้เป็นปากปล่องภูเขาไฟค่ะ เดินขึ้นมาซักพักนึงเหมือนกันค่ะ แต่มีเพื่อนเดินด้วยเยอะแยะเลย มีทางเดียวไม่หลง

จากนั้นเค้าก็จะจอดเรือให้เราแช่ Thermal bath ซึ่งเราแอบเรียกเองว่าออนเซน ตรงนี้เนี่ย เรือจะจอดกลางทะเลใกล้ๆกับอ่าว เค้าก็จะให้เราลงกลางทะเล (จะโดดหรือใช้บันไดก็ได้ค่ะ) โดยที่ตอนที่ลงไปตอนแรกเนี่ย น้ำโคตรเย็นเลย ฮืออออ ตกใจ แต่พอเข้าเวิ้งที่ใกล้ๆอ่าวไป จากน้ำเย็นมันก็กลายเป็นน้ำอุ่นค่อนข้างร้อนแบบเฉยเลยค่ะ เค้าก็ให้เราไปแช่ ไปว่ายอยู่ตรงนั้นประมาณ 20 นาที ตรงนั้นน้ำใสมากนะคะ เป็นสีเขียวมรกตเลยล่ะ

จากนั้นเรือก็จะล่องไปส่งที่ท่าตรงเมือง Oia (อ่านว่า เอีย) เมือง Oia ก็คือเมืองที่ทุกคนจะเห็นในโปสการ์ดหรือรูปของ Santorini นะคะ
ซึ่งตรงนี้เราเลือกใช้น้องลาในการขึ้นมาข้างบนค่ะ เพราะไม่น่าจะเดินไหว เพราะเล่นน้ำมา ขาค่อนข้างล้าค่ะ

ในเมือง Oia ก็จะมีร้านน่ารักๆเยอะแยะ แต่คนก็จะเริ่มเยอะเพราะเริ่มมาจองพื้นที่ชมวิวพระอาทิตย์ตกค่ะ โฮสท์ airbnb แนะนำให้เราเตรียมแซนวิชและเสบียงไปนั่งอยู่ตรงเนินชมวิวเลยค่ะ (หาไม่ยากค่ะ ทุกคนเดินไปทางเดียวกัน 555)

บรรยากาศภายในเมือง Oia ค่ะ มันคือเมืองที่อยู่ตามไหล่เขาเลยค่ะ เดินเซาะๆไปเรื่อยๆได้เลย

จนมาถึงไฮไลท์ของเรา ก็คือพระอาทิตย์ตกนั่นเอง คนจะเยอะมากๆเลยนะคะ เราได้รับการแนะนำจากโฮสท์ว่าให้เตรียมอาหารมานั่งจองที่ไว้เลยค่ะ เราก็เลยทำแบบนั้น ตรงนั้นคนเยอะแยะมากมาย ก็จะเริ่มเม้าท์มอยกับคนข้างๆค่ะ สนุกดีค่ะ เวลาผ่านไปเร็วมากกกกก

พอพระอาทิตย์ตกปุ๊ป ทุกคนก็ส่งเสียงเฮและปรบมือกันดังลั่นเลยค่ะ ตลกดี เป็น vibe ที่ดีมากๆเลยนะคะ
จากนั้นบริษัททัวร์ที่เดิมเค้าก็จะมีรถรออยู่ตรงท่ารถบัส และไปส่งเราที่ Fira ค่ะ เราก็หามื้อดึกกินซักหน่อย แล้วก็ไปหาดริงค์แถวบาร์ตรงริมหน้าผาค่ะ บรรยากาศดีมากนะคะ

อาหารมื้อดึกจ้าาา Souvlaki

อีกสองวัน เราขี่มอไซเล่นไปรอบๆเกาะ ซึ่งถนนมันจะเลียบผาที่ลงไปเป็นทะเล สวยมากกกก เจอตรงไหนสวยก็แวะดูวิวได้ แต่จะมีที่ต้องเข้าไปลึกๆ เจอภูมิประเทศแปลกๆอย่าง Red Beach ที่นี่รีวิวเยอะ แต่ที่ที่เราภูมิใจนำเสนอ เพราะเป็นหาดที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมีใครรู้จักที่เราได้ลายแทงมาจากเพื่อนคนกรีก ก็คือ Vlichada Beach หาดสีดำที่ด้านหลังเป็นหินทรายผุกร่อนแปลกตา

Breakfast with a view เกิดขึ้นได้ทุกวัน

จากตรงนี้ก็จะเห็นความโค้งของเกาะ อย่างในรูปนี้ ที่เราเห็นไกลๆคือเรามองไปทางทิศเหนือใช่มั้ยคะ ตรงปลายที่มันโค้งมันเลยชี้ไปทางทิศตะวันตก นั่นแหล่ะค่ะ เมือง Oia ที่ทำให้กลายเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกในตำนาน

ตรงนี้เป็นทางเข้าไป Vlichada Beach และบรรยากาศ ของหินทรายผุกร่อนที่บอกค่ะ

น้ำมันอาจจะดูไม่ใส เพราะทรายเป็นสีดำ แต่จริงๆน้ำมันใสมากๆนะคะ ตรงนี้ซื้อดริงค์ก็นอนบนเตียงชายหาดได้ค่ะ

ที่หาดนี้ มีเตียงชายหาดไม่เยอะ มีบาร์และโรงแรมอยู่แห่งเดียว เงียบสงบมาก
แต่หากออกขับออกจากตรงนี้ (ซอยเข้ามาลึกเหมือนกันค่ะ) ขับตามถนนหลักไปอีกซักพักถึงจะไปเจอ หาดชื่อดัง อย่าง Perissa Beach อยู่ หาดนี้ยาว 4 km เป็นหาดดำเช่นกัน และครึกครื้นมาก เต็มไปด้วยฝรั่งนอนอาบแดด

อีกส่วนหนึ่งที่รู้สึกว่านักท่องเที่ยวไม่ค่อยไปในซานโตรินี่คือตามไร่ไวน์ จริงๆ มันก็ชิวมากเลยนะ เป็นส่วนที่สูงของเกาะ ซึ่งมองขึ้นไปทางเหนือก็จะเห็นรูปร่างของเกาะ ไปจนเกือบสุด แถวนี้ก็จะเริ่มเห็นสีเขียว และดูเป็นแหล่งที่คนโลคอลอยู่มากขึ้น แถมยังมีโบถส์ออร์โธด๊อกซ์ กับบ้านแบบคดเคี้ยวสวยๆเยอะแยะเช่นกัน

สรุปค่าใช้จ่าย
ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับจากอิตาลี 47 Euro + ค่าตั๋วเครื่องบิน Athens-Santorini 25 Euro (ของเราเป็น Rome-Athens-Santorini-Florence)
Airbnb คืนละ 22 Euro
บัสจากสนามบินไป Fira 2.20 Euro
Taxi จาก Fira ไปสนามบิน 15 Euro
อาหารแล้วแต่ เซ็ตแซนวิชแบบกรีกๆ ประมาณ 5 Euro
ค๊อกเทล (มาพร้อมที่นอนชายหาด) 5-8 Euro
ค่าเช่ามอไซ วันละ 17 Euro + น้ำมันแบบไม่เยอะอ่ะค่ะจำไม่ได้
ค่าทัวร์ไปภูเขาไฟ 20 Euro เดินหาบริษัททัวร์เอานะ เข้าไปต่อราคาเอา

เอ้ออออออ ตั๋วโปรแบบนี้นี่มันมาช่วงฤดูร้อนนะ เช่นเดียวกับเกาะนี้ ซึ่งถ้าไปหน้าหนาว เค้าว่ากันว่าปิดกันไปครึ่งค่อนเกาะ เริ่มคึกคักช่วงปลายมิย. ไปถึง กย. ค่ะ หาตั๋วถูกในยุโรปมาง่ายมาก ทำเป็น side trip จากเมืองหลักๆในยุโรป แบบไม่ต้องเอากระเป๋าใบใหญ่ไปยังได้เลยนะคะ

<3