It’s up to you “NEW YORK” : ลุยเดี่ยวเที่ยวนิวยอร์ค

It’s up to you New York, New York! เสียงของ Frank Sinatra ดังกึกก้องอยู่ในหัวเมื่อเราได้ นั่งรถข้ามสะพานจาก Queens เข้าไปยัง Manhattan

นิวยอร์คมีทุกอย่าง นิวยอร์คเป็นที่สำหรับทุกคน มีคนทุกเชื้อชาติ มีอาหารทุกแบบ มีคนทุกสไตล์ ตอนคิดว่าจะเขียนรีวิวนิวยอร์ค ก็ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มปะติดปะต่อข้อมูลยังไง เพราะรู้สึกว่า ทุกคนสามารถมีนิวยอร์คเป็นเวอร์ชั่นของตัวเองได้…

ทริปนี้ เราลุยเดี่ยวอีกแล้ว เราเลือกสายการบิน Emirates เพราะอยากแวะเที่ยวดูไบล้วนๆ แถมตอนนั้นมีโปรราคาน่ารัก

ข้อดีของการไปนิวยอร์คคนเดียว คือ การที่นิวยอร์คมันมีตัวเลือกเยอะมาก เราจะได้เลือกของเราจริงๆโดยไม่ต้องตีกับใคร เราอยากเข้าร้านแผ่นเสียง, ตามรอย Gossip Girl, เดินตลาด Vintage, window shop แบรนด์แฟชั่นเกิดใหม่, เข้า Art Gallery, แอบส่องนายแบบ, ตามกินทุกร้านใน wishlist เท่าที่จะไปได้ — ยิ่งมีเวลาจำกัด การไปคนเดียวยิ่งทำให้เราไปตามความฝันที่นิวยอร์คได้ใกล้ความจริงมากขึ้นเท่านั้น

และเราก็เชื่อว่า คุณก็ทำทริปนิวยอร์คให้เป็นแบบของคุณเองได้

ครั้งนี้ เราอาจจะไม่ได้ไปที่ๆทัวริสท์มากๆ อย่าง เทพีเสรีภาพ หรือ วอลล์สตรีท อะไรแบบนี้นะคะ แต่จริงๆแล้ว ที่พวกนี้เพื่อนคนนิวยอร์คก็ยังไม่เคยไปนะ (อาจจะคล้ายๆ ฝรั่งทุกคนที่มา กทม. ต้องเคยไปดาดฟ้า State Tower แต่คนกทม. ก็ไม่ด้จะต้องไปกันอ่ะค่ะ)

PART 0 : Introduction to NYC

– เราเลือกสายการบิน Emirates เพราะเหตุผลหลักๆคือจะไปแวะเที่ยวดูไบ และตอนนั้นตั๋วเอมิเรทส์ ราคาประมาณ สองหมื่นห้า ซึ่งถือว่าค่อนข้างถูกนะคะ เราเช็คตั๋วไปนิวยอร์คบ่อยๆ (โคตรโรคจิต อยากไปมาก 5555) ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ สามหมื่น พวก Korean Air, Qatar แต่ถ้าเป็นสายการบินจีนกับ Norwegian จะอยู่ที่หลักสองหมื่น เราเลยกด Emirates ไปอย่างใจง่าย (ใครจะนั่งสายการบิน Norwegian เช็คดีๆนะคะว่าลงสนามบินไหน ถ้าลงสนามบินที่ชื่อ Stewart คือไกลมากกกก แล้วก็มีแค่ shuttle bus ไปเป็นรอบๆ แบบแมทช์กับตารางบินมาแล้ว)

– Visa เราใช้อันเดิมที่เคยขอ สมัยที่ไปเที่ยวอเมริกากับที่บ้านนะคะ รีวิวขอวีซ่ามีเยอะมาก ตอนนั้นเราก็ขอกันเอง อ่านจากในพันทิพย์เนี่ยแหล่ะ นั่นคือ 9 ปีที่แล้วนะ วีซ่าที่ได้มาตอนนั้นมีอายุ 10 ปี… หากใครสงสัย เราสามารถนำหนังสือเดินทางเล่มที่มีวีซ่าอเมริกา กับ เล่มล่าสุด เดินทางได้เลยค่ะ (จากเล่มที่มีวีซ่าเมกา ถึง เล่มปัจจุบัน เราเปลี่ยนพาสพอร์ตไป 2 เล่มค่ะ ไม่ต้องขนไปทั้ง 4 เล่ม เอาแค่เล่มวีซ่ากับล่าสุด) — เราเดินทางคนเดียว มีสแตมป์ประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศ ไม่มีปัญหาอะไรนะคะ (เผื่อใครสงสัยเรื่องนโยบายทรัมป์) ตม.ที่ JFK น่ารักค่ะ รวดเร็วมากๆ

– อย่างแรกเลย ที่พักนิวยอร์คแพงมากกกก ถ้าใครมีเพื่อนคือโชคดีมาก ไปนอนบ้านเพื่อนเหอะ ส่วนเราเพื่อนไม่อยู่ซักคน (ซึ่งเราเพิ่งมารู้ทีหลังว่า คนเมกันที่นี่ถึงเจ้าตัวไม่อยู่ เราจะไปนอนก็ได้ มันไม่ได้น่าเกลียดขนาดนั้น เพราะคนที่นี่เค้าทำกัน ส่วนเราเป็นคนไทย ก็เกรงใจไปตามสไตล์) ย่านที่ คนนิวยอร์คหลายคนไม่แนะนำให้อยู่ คือ Harlem บางส่วน และ Bronx

– หากที่พัก Manhattan ราคาสูงไป แนะนำให้อยู่ Queen หรือ Brooklyn แต่ก็ต้องทำใจว่า มันอาจจะใช้เวลาเดินทางนิดนึง และรถไฟใต้ดิน บทจะเสียมันก็เสียเอาซะงั้น

– ตอนแรกที่บอกว่านั่งรถเข้านิวยอร์คอ่ะ เรื่องของเรื่องคือ Subway สายที่ต่อจาก JFK เสียจ้าาาาาา การไปคนเดียวนั่งซับเวย์คุ้มสุด เพราะไม่มีคนหาร แม้ว่าจะต้องลากกระเป๋าขึ้นลงบันได (ไม่มีเลื่อนนะจ้ะ บันไดเฉยๆ) ตอนนั้นจะขึ้น Taxi ก็ไม่สู้ราคา เลยต้องจัด Super Shuttle Van รถตู้เจ้าเดียวที่ให้บริการจาก Ground Transportation Desk คนละ 20$ ส่งถึงหน้าโรงแรม แต่ๆๆๆ เราไม่แนะนำอย่างแรง เพราะจัดการคิวกันห่วยมาก เรารอขึ้นรถเกือบ 2 ชั่วโมง แถมต้องวนรถไปส่งคนทั้งคัน ถ้าเป็นจุดแรกๆก็โชคดี เราคือคนรองสุดท้าย ใช้เวลานานมาก รถก็ติด

– อยู่ที่นี่เดินค่อนข้างเยอะ คนที่นี่เองก็ชินกับการเดิน เตรียมรองเท้าดีๆไป หากเดินไม่ไหวจริงๆแล้วไปกันหลายคน ลองกดดูราคาในแอพ Uber หรือ Lyft ดู เผื่อถูกกว่า Subway ที่ราคาเที่ยวละ 2.75$ (หากใช้บัตรแบบเติมเงิน) ถ้าซื้อบัตรเดี่ยวๆเที่ยวละ 3$ ข้อดีคือ ราคาเดียวสุดสาย ข้อเสียคือ ไปใกล้ๆก็ราคาเดียวเหมือนกัน

– ที่นี่บังคับให้ทิปนะ คือทิปไม่รวมอยู่ในราคา 15-20% ถ้าให้แบบไม่น่าเกลียดคือ 18% บางร้านเค้ายอมให้พนักงานออกมาตามทิปได้ ถ้าเราไม่ให้ / ถ้าซื้อกาแฟ ไอติม ก็ให้ไป 1$

– ส่วนเวลาไปช้อปปิ้งอ่ะ ป้ายราคาที่เห็นคือยังไม่รวม sales tax นะ เวลาใครฝากซื้อของแล้วเค้าดูราคาในเว็ปอ่ะ นั่นคือยังไม่รวมภาษี 8.875% บางทีเหมือนจะถูกกว่าไทย สรุปแพงกว่านะจ้ะ

– ถ้า Museum เขียนว่า suggested donation หมายความว่า ให้เท่าไหร่ก็ได้นะ อย่าง The MET เขียนว่า Suggested Donation 25$ หลายคนอาจจะจ่าย 25$ แต่จริงๆแล้ว เท่าที่ถามมาคนนิวยอร์คจ่ายเหรียญเดียวกันทั้งนั้นเลยค่ะ

– แนะนำให้แพลนเป็นย่านๆนะคะ จะได้ไม่ต้องวนไปวนมา เราว่าวิธีที่ง่ายคือ เจอที่ไหนที่อยากไปให้ Save ติดดาวในกูเกิ้ลแมพไว้ก่อน แล้วเวลามาเปิดกูเกิ้ลแมพดูทีหลัง มันจะเห็นภาพง่ายมาก

– เวลาเรานึกถึงนิวยอร์คเราก็มักจะนึกถึงตึกสูง ภาพผู้คนจอแจ ชีวิตเร่งรีบ ซึ่งก็ถูกต้องนะ นั่นคือชีวิตในเกาะ Manhattan แต่พื้นที่ของ New York City แบ่งเป็น 5 เขต (เรียกว่า borough) คือ Manhattan, Brooklyn, Queens, the Bronx และ Staten Island ซึ่งขออธิบายก่อนว่า เมืองนิวยอร์คซิตี้ เป็นส่วนหนึ่งของ รัฐนิวยอร์คอีกที และรัฐนิวยอร์คใหญ่มาก ออกจากนิวยอร์คซิตี้ก็คือกลายเป็นป่า เป็นทุ่งเหมือนกันนะ

– จาก 5 เขตนั้น ในเกาะ Manhattan ก็จะมี area ต่างๆ ซึ่ง มันก็เหมือนเวลาเราเรียก ทองหล่อ อารีย์ ประตูน้ำ ไรงี้อ่ะค่ะ ในเขตอื่น ก็จะแยกเป็นย่านต่างๆอีกเช่นกัน เช่น Williamsburg ใน Brooklyn

อ่ะ ไปลุยกันเลยดีกว่า

PART 1 Central Park, Upper West Side and Upper East Side

เริ่มกันที่ Central Park ที่ถูกขนานนามว่า ปอดของคนนิวยอร์ค เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองที่ใหญ่มากกกกก แบบถ้าจะนัดเจอเพื่อนที่นี่คือต้องระบุจุดนัดพบนะจ้ะ สมมติบอกว่า เออ เดี๋ยวเจอกันเซ็นทรัลพาร์ค หากันไม่เจอนะคะ ที่นี่ก็จะมีจุดดังๆแลนด์มาร์คหลายจุด จิ้มกูเกิ้ลแมพเจอเลยจ้า

หน้าปาร์คจะเหม็นขี้ม้านิดนึง เพราะเค้ามีบริการรถม้ากัน แต่ก็สามารถมาปั่นจักรยาน หรือวิ่งได้ จะมีถนนใหญ่ๆที่รถผ่านได้ เรียกแท๊กซี่เข้ามาก็ได้นะคะถ้าเดินไม่ไหว มันใหญ่จริงๆ

ถ้ามาวันเสาร์-อาทิตย์ คนจะแน่นมากกกกกกกก คือนิวยอร์คเนี่ย แค่ทัวริสท์ก็แน่นแล้วนะ เจอคนโลคอลเข้าไป ยิ่งแดดดีนี่คือนอนอาบแดดกันจนไม่มีที่เลยจ้า


ตรงนี้ต้องกดกูเกิ้ลว่า The Boathouse ค่ะ โคตรชิว


ตรงนี้ คือ Bethesda Terrace ที่ใช้เป็นฉากในหนัง/ซีรี่ย์หลายเรื่อง ถ้าถามเราก็คือฉากแต่งงาน Blair กับ Chuck จาก Gossip Girl จ้า

อ่ะไหนๆ ก็พูดถึง Blair จาก GG เราก็ต้องมาเยือน Upper East Side และ The MET steps ที่ที่ นางมานั่งกินอาหารเที่ยงทุกวันหน่อย… คนเยอะมากกกก

พูดถึง The MET เป็นพิพิธภัณฑ์ที่อลังการมาก ปล่อยพลังใส่ Louvre กับ British Museum แบบไม่มีใครยอมใคร
ชื่อเต็มคือ The Metropolitan Museum of Art ค่าเข้าที่นี่เป็น suggested donation หรือบริจาคตามความสมัครใจหมายความว่า จะไม่ donate ก็ได้ คือ มิวเซียมมันใหญ่มาก เรามาเก็บตก 3 รอบ รอบที่ 3 ก็บอกเค้าตรงๆว่ามาเก็บตก บริจาคไป 2 รอบแล้ว (แต่เพื่อนคนนิวยอร์คบอกว่า ให้ดอลล่าห์เดียวกำลังดี 5555)

งานยุค impressionism นี่ได้มาดูของจริงก็ดีนะคะ มันจะเห็นระยะมิติ ฝีแปรง ความลึกเวลามองใกล้ไกล วิธีที่เค้าค่อยๆปาดฝีแปรงแบบนี้ถือว่าล้ำมาก ถ้าเทียบว่าก่อนหน้านั้นเป็นยุค Realism


งาน Pollock ใหญ่มากกกก ใหญ่แบบหนึ่งฝาผนัง ตอนเรียนในหนังสือเรียน ไม่คิดว่าจะใหญ่ขนาดนี้

อีกจุดที่พีคและพลาดไม่ได้ของที่นี่คือ ดาดฟ้า นะคะ เป็นบรรยากาศอีกนิวยอร์คแบบ upper east side สุดๆ ชิวมากจริงๆ คนที่นี่อัธยาศัยดี ไปคนเดียว ยืนๆอยู่ก็จะมีคนมาคุยด้วย อย่างกะในหนัง


ไม่ไกลกันจะเป็น Guggenheim Museum ที่โด่งดังค่ะ


ที่พักเราอยู่แถว Upper West Side นี่คือแถวหน้า Hostel เลย ได้บรรยากาศไปอีกแบบ เดินคนเดียวตอนตีสอง ก็รู้สึกปลอดภัยนะคะ

PART 2 Midtown 

Midtown นี่เราพูดถึง ถนน 14th Street ถึง 59th Street ถนนใน Manhattan มันจะนับจากล่างขึ้นบนนะคะ

ที่นี่เวลาเราบอกทางอ่ะค่ะ ให้เราบอกเป็น ชื่อถนนตัดกัน ถนนแนวตั้ง นับจากตะวันออกไปตะวันตก เป็น Avenue ค่ะ ก็เรียงเลย 1st – 11th Avenue จะมีบางช่วงที่มี Boardway กับ Bowery ตัดขึ้นมา ส่วนล่างถนน 1st Street ลงไป จะเป็นชื่อค่ะ

ถนนใหญ่ถัดจาก 1st street คือ Houston Street เป็นที่มาของ SOHO และ NOHO ซึ่งย่อมาจาก South of Houston Street และ North of Houston Street นั่นเอง


จุดชมวิวที่ทุกคนต้องมาภายใต้คอนเซปท์ “ถ้าขึ้น Empire State ก็ไม่เห็น Empire State อ่ะดิ” ก็เลยต้องมาขึ้น Top of the Rock แทนค่ะ


ถัดจาก Top of the Rock ไป 2 บล๊อก จะมีอีก หนึ่งมิวเซียมที่สำคัญมากๆค่ะ นั่นก็คือ

Museum of Modern Art หรือ MoMA (ภาษาอังกฤษอ่านว่า โมม่า ได้เลยค่ะ)
ที่นี่แสดงศิลปะยุคโมเดิร์น (ขออธิบายนิดนึง คำว่ายุคโมเดิร์น ไม่ใช่ยุคปัจจุบันนะคะ ยุคโมเดิร์นส่วนใหญ่จะเป็นช่วง 1900s ถ้ายุคปัจจุบันจะเรียก Contemporary Art ค่ะ) – ที่เรียกว่าโมเดิร์น เพราะคนสมัยนั้นเค้าคิดว่ามันใหม่แล้วค่ะ มันเปลี่ยนวิธีคิดเยอะจริงๆนะคะ ยุคก่อนหน้านั้นคือ Renaissance-Neo Classicism-Romanticism ซึ่งเน้นฝีมือและการวาดให้เป็นภาพจริงๆ พอมาถึงยุค Impressionism หรือ วิธีสร้างภาพจากจุด (pointillism) นี่มันก็ช๊อคคนในสมัยนั้นอยู่พอตัวอ่ะค่ะ จากนั้นมาก็เริ่มมีมูฟเม้นท์ที่มองอาร์ตในเชิง Conceptual มากขึ้น


คิดดูดิ วาดภาพเหมือนเจ้าขุนมูลนายหรือคริสตจักรโคตรเหมือนจริงกันอยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นแบบนี้อ่ะค่ะ


ภาพนี้ทุกคนน่าจะรู้จักกันดี Van Gogh


มีงาน sculpture ด้วยค่ะ


สวนในโมม่าค่ะ

ลงมาเรื่อยๆ มาที่ Madison Square Garden ค่ะ เป็นจุดที่เหมาะกับการ people watching มากๆ
จุดนี้เป็นอีกจุดที่เห็น แลนด์มาร์คอย่าง Empire State


และ ตึก Flatiron ค่ะ

อีกแห่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ใน Midtown ก็คือ Time Square ที่ที่ทำให้คนรู้สึกว่านิวยอร์คไม่มีวันหลับ แต่สำหรับเราอ่ะ นิวยอร์คมันหลับ แต่มันแค่เปิดไฟทิ้งไว้เฉยๆ เพราะดึกๆมา มันก็ไม่มีร้านเปิด ไม่มีไรให้กินอ่ะ ฮืออออ


ทริปนี้ เราไม่ได้ดูบรอดเวย์นะคะ ส่วนตัวเราไม่ชอบดูบรอดเวย์ที่นิวยอร์ค เราว่าที่ ลอนดอน มันชิวกว่า ที่นี่คนมันเยอะเกินไป แล้วโรงละครมันไม่สวยเหมือนลอนดอนอ่ะ ออกมาแล้วไม่ได้ฟีล 5555 แต่ก็ควรมาซักครั้งนะ หรือใครที่ติด cast ที่นี่ก็ต้องมาโดนแหล่ะ

ส่วนเรามาโดน Shake Shack ซึ่งเป็นสาขาเดียวที่ปิดเที่ยงคืน และช่วงกลางวัน-ดินเนอร์ คือทุกสาขาคิวยาวมากกกก เราจ้องจะกินมาหลายวันละ แต่คิวยาวตลอด เลยมาจัดก่อนร้านปิด

ความไขมันมันดีจริงๆค่ะ รู้สึกฟินมาก



PART 3 Lower Manhattan 
แถวนี้มันจะมี area น่ารักๆแบบ Nolita (North of Little Italy), Soho (South of Houston Street) จริงๆมันใกล้กับ ทางเชื่อมไป Williamsburg ย่านที่เป็นเหมือนเมกกะของชาวฮิปสเตอร์กันเลยทีเดียว คาเฟ่แถวนี้เลยฮิปมากกก มีติดๆกันทุกคอร์เนอร์ ทุกถนน ชิวมากกก


เรามากินไอศครีมดำสุดฮิตกันที่ร้าน Morgenstern’s Finest Ice Cream อยู่บนถนน Rivington St.


วันนี้มีเพื่อนมาด้วย มีคนถ่ายรูปให้ เย่ๆๆ 5555


คนต่อคิวเยอะอยู่นะ และนี่คือรสที่เป็นซิกเนเจอร์ Black Coconut Ash จ้าาา นุ่ม หอม อร่อยมาก กินแล้วปากดำเด้อ

ร้านถัดมาคือ Pietro Nolita ย่านนี้มีร้านน่ารักหลายร้านนะ อินี่ก็คือชะนีสีชมพูจ้าาาา ตั้งอยู่ที่ Elizabeth Street


เป็นอาหารอิตาเลียนเวอร์ชั่นโคตรคลีน รสชาติใช้ได้ แต่รู้สึกว่าไม่สมราคาเท่าไหร่

ต่อมาในอีกหนึ่ง ไฮไลท์ช่วงนี้ของนิวยอร์ค จริงๆ จุดนี้ไม่ได้อยู่ Lower Manhattan นะ มันอยู่ขึ้นไปทาง Midtown แถบๆ Union Square มากกว่า มันคือ The high line


the highline เป็นสวนสาธารณะ ที่เป็น walk way ลอยฟ้า ยาวประมาณ 10 บล๊อก เราเริ่มเดินขึ้นมาจากแถวๆ Chelsea Market ผู้ชายอาบแดดเต็มเลยจ้าาาาาา

พูดถึง Chelsea Market แล้วจะไม่พูดถึงอาหารทะเลไม่ได้ คือโดยส่วนตัวเราชอบกิน oyster มาก แต่มักจะได้กินไม่ของไทยก็จากฝั่งยุโรป พวก ฟินเดอแคลร์ จิราโดว์ อะไรแบบนี้ เราไม่เคยรู้เลยว่า หอยนางรมจาก East Coast คือพีคมากกกกกก หวานมาก กรุบ ดี ต้องโดนจริงๆ

อีกอย่างที่เราชอบคือ Stand Book Store กับเชลฟ์หนังสือเก่า 1$


อีกอย่างที่เราว่า ซื้อที่เมกาค่อนข้างถูกคือ แผ่นเสียงค่ะ แถวนี้ร้านแผ่นเสียงเยอะมากเช่นกัน

PART 4 Brooklyn 

เค้าว่ากันว่า ถ้าคุณมานิวยอร์คแต่ไม่เคยออกจากแมนฮัตตัน แปลว่าคุณยังมาไม่ถึงนิวยอร์ค! ที่นี่เป็นอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์ของนิวยอร์คที่เราว่า คูลมากๆ คือมันมีแหล่งกำเนิดฮิปสเตอร์อย่าง Williamsburg มันมีมิวเซียม มีร้านแบรนด์ใหม่ๆ ร้านจุกจิก คาเฟ่น่ารักๆ ร้านวินเทจเพียบ

รูปนี้ถ่ายจาก DUMBO ย่อมาจาก Down Under the Manhattan Bridge Overpass จิ้มกูเกิ้ลแมพว่า Dumbo ก็เจอ


เดินมานิดนึงก็จะเป็นสะพาน Brooklyn ซึ่งจะเห็น Skyline ของ Manhattan ทั้งเมือง วันนั้นแดดร้อนมาก ทั้งๆที่เป็นปลายเดือน กันยาแล้วนะ ทุกคนออกมาอาบแดดจ้าาาา

เราตั้งใจไปวันอาทิตย์ เพราะจะไปเดินตลาดนัด Brooklyn Flea ตลาดขายของวินเทจ/มือสองที่นี่ให้ได้

มาถึง Brooklyn อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยยยย คือ พิซซ่า กับ กาแฟ นะ ประเด็นคือ มันมีร้านในลิสท์เราเยอะมาก แต่ทุกร้านในลิสท์คือ คนต่อคิวยาวมากกก เราเลยเลือกร้านแรนดอม ซึ่งอร่อยใช้ได้ ชื่อร้าน Love & Dough

PART 5 : เก็บตกเล็กๆน้อยๆ

วิธีการเดินทางในนิวยอร์คหลักๆมี 4 วิธี (หากคุณไม่เช่ารถ)
1. Subway 2. บัส 3. แท๊กซี่ 4. เดิน


Subway ราคา 2.75$ ตลอดสาย หากใช้บัตรแบบเติมเงิน หากซื้อบัตรทีละครั้ง 3$
ที่นี่ subway ไม่มีบันไดเลื่อน ไม่มีลิฟท์ ไม่สะอาด เราต้องดูป้ายตรงทางลงแต่ละสถานีแบบในรูปว่ามันไปไหน
บางสถานี ถ้าจะไปปลายทางนึงลงได้ทางลงเดียว ถ้าจะไปอีกปลายทางนึงต้องลงคนละทางลง บางสถานีลงทางลงไหนก็ได้ไปแยกข้างล่าง บางสถานี ชานชาลาอยู่ฝั่งเดียวกัน แต่คนละชั้น ให้ดูป้ายดีๆตั้งแต่ทางลงในรูปเลย

(งงมั้ยคะ นิวยอร์คมันจะมีทางลง subway อย่างงี้ สถานีนึงอาจจะมี 4 ทางลง อยู่ 4 มุม ปกติ ถ้าเทียบกับไทยอ่ะ บางทีเราก็แค่คิดว่า ไปสายสุขุมวิท เข้าสถานีไปก่อน แต่ที่นี่ บางทีจะไปทางหมอชิต ต้องลงทางลง 1,2 จะไป แบริ่ง ลง 3,4 อะไรแบบนี้อ่ะค่ะ เราเคยลงผิด ก็คือ สายเดียวกันนะ แต่ต้องขึ้นบันไดมา ข้ามถนนก่อน)


บัสที่นี่ราคาเท่าใต้ดินนะคะ แต่บัสมันจะมี stop ค่อนข้างถี่กว่า.. ประเด็นคือรถติดมาก กว่าจะเข้าจอด กว่าจะขึ้นกว่าจะลง แต่สภาพรถคือดีมากค่ะ


เราไม่ได้นั่ง Yellow Cab แต่เราใช้ Uber บ้างบางครั้ง ที่จะบอกคือ Uber รับบัตรเครดิตอย่างเดียวนะคะ ไม่รับเงินสด

สุดท้ายคือเดินจ้าาา เดินเป็นคำตอบที่ทุกคนโอเค จำเป็นจริงๆ คือ บางทีจากสถานีไปอีกสถานี มันก็ยาวไปบ้าง สั้นไปบ้าง บางทีต้องรอนาน สรุปเดินเวิร์กสุด ที่นี่เดินไปเหอะ อย่าไปขวางทางชาวบ้านเค้า แล้วก็ถ้าไม่มีรถคนส่วนใหญ่ก็ข้ามนะ ไม่ได้รอไฟทางม้าลายกัน เพราะเดินนิดเดียวก็ทางม้าลายอีกแล้ว


ที่สำคัญที่บอกว่ามาส่องนายแบบอ่ะ ถ้าไม่เดิน ไม่เจอนะเว่ยยยยยยย 5555 นายแบบส่วนใหญ่อยู่ย่าน SoHo จะ ไปส่องแถวๆยิม equinox ได้ เห็นแน่นอน นางสูงกัน นี่เราสูง 168 แล้วนะ


แอบเก็บตก Hotel Empire ของ Chuck Bass จาก Gossip Girl ของเราค่ะ เรามาย่านนี้ upper west side ลงไป hell’s kitchen มาแถวนี้ discount store เยอะดี มาช้อปของ outlet จ้า


แล้วแน่นอน Blair Waldorf ต้องกิน breakfast ที่ Sarabeth’s เท่านั้นนะจ้ะ… ปกติเคยกินแยมของ Sarabeth’s (ในนิวยอร์คมีหลายสาขาเลยค่ะ) ไม่เคยรู้เลยว่า อาหารเช้าอร่อยมากกกกก ควรมาโดนค่ะ


อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของน่านน้ำ east coast น่าจะเป็น Luke’s Lobster ล๊อบสเตอร์สดๆจากรัฐเมน อันนี้ก็มีหลายสาขาในหลายรัฐเหมือนกันนะคะ โอ้ยยยยย จะบอกว่า Burger&Lobster ที่อังกฤษ ตายนะจ้ะ ที่นี่ถูกและเนื้อแน่นมากกกและซอสเนยดีมากค่ะ


สุดท้าย มานิวยอร์คแล้วไม่กินชีสเค้กก็คงไม่คอมพลีท ร้านชีสเค้กที่นี่ก็มีเยอะมาก แต่เราว่า นิวยอร์คชีสเค้กจริงๆ มันข้น หนักไปหน่อย ไม่ค่อยปลื้ม เรามาโดนกันที่ร้าน Junior’s ค่ะ ร้านนี้ก็ดังนะ

สำหรับใครที่ต้องการลายแทงอาหารเพิ่มเติม ไปต่อกันที่นี่ได้เลย >>>>

ไปนิวยอร์คกินอะไรดี – What to eat in New York

10 ร้านอาหาร-คาเฟ่ สวยชิคใน New York